17 ม.ค. เวลา 05:44 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เมื่อการลงทุนในหุ้นไทย... เหมือนการเดินเข้าไปใน "ถนนที่มืดมิด"

ลองจินตนาการว่าคุณต้องเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวที่มืดสนิท คุณไม่รู้เลยว่าข้างหน้าจะมีหลุม หรือมีโจรดักซุ่มอยู่ไหม... นี่คือความรู้สึกของ "นักลงทุนไทย" ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาครับ
ผมมีโอกาสไปร่วมวงเสวนา “ถอดรหัสความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย” ที่จัดโดย TDRI และ CMDF อยากมาเล่ามุมมองว่า ทำไมตลาดหุ้นไทยถึงกำลังเจอ "วิกฤตศรัทธา" ครั้งใหญ่ ผ่าน 4 โจทย์ที่ต้องเร่งผ่าตัดด่วน!
📉 1. จาก High Risk High Return... สู่ High Risk "NO" Return!
สมัยก่อน หุ้นไทยขึ้นชื่อว่าเสี่ยงสูงแต่กำไรคุ้ม (High Risk, High Return) คนเลยยังกล้าสู้
แต่ 10 ปีที่ผ่านมา ความเป็นจริงมันตบหน้าเราแรงมาก เพราะมันกลายเป็น "High Risk, NO Return"
ลองดูตัวเลขนี้ครับ (ข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง รวมปันผลแล้ว):
💰 ถ้าคุณลงเงิน 10,000 บาท ในหุ้นไทย (SET Total Return): 10 ปีผ่านไป เงินก้อนนี้จะกลายเป็นประมาณ 12,800 บาท (กำไรเฉลี่ยแค่ 2.5% ต่อปี... แค่ชนะเงินเฟ้อแบบหวุดหวิด)
🌍 แต่ถ้าคุณลงเงิน 10,000 USD ในหุ้นโลก (MSCI ACWI): 10 ปีผ่านไป เงินก้อนนี้จะกลายเป็นประมาณ 24,000 USD หรือโตขึ้น 2.4 เท่า! 🚀
เมื่อความเสี่ยงในไทยยังสูงลิ่ว แต่ผลตอบแทนกลับ "นิ่งสนิท" แม้แต่คนไทยเองยังหนีไปลงทุนต่างประเทศ เพราะวันนี้ "เราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล" อีกต่อไป ถ้าตลาดไทยไม่ปรับตัวให้แข่งขันได้ เงินออมของคนไทยก็จะไหลออกไปสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศอื่นหมดครับ
แน่นอนว่าราคาที่ไม่ไปไหนมาจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ไม่เพิ่มขึ้นเลยในสิบปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลง และการขาด engine of growth และนวัตกรรมใหม่ๆที่เพิ่มผลตอบแทนของเงินลงทุน
ผลตอบแทนที่ย่ำแย่ทำให้ประเด็นวิกฤตศรัทธาอื่นๆยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นไปอีก
🌑 2. ถนนที่มืดมิด (Asymmetric Information)
การลงทุนในฐานะนักลงทุนรายย่อย (Passive Investor) เหมือนการเดินบนถนนที่มีข้อมูลไม่เท่ากัน (Asymmetric Information) เราคลำทางในความมืด ในขณะที่ "คนวงใน" มีไฟฉายกระบอกใหญ่ในมือ
ถ้าจะให้คนกล้าเดินถนนเส้นนี้ "ไฟ" ต้องมาครับ:
🏮 ไฟต้องสว่าง (Information Disclosure): การเปิดเผยข้อมูลต้องโปร่งใส เท่าเทียม และรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ใครเอาเปรียบข้อมูลใคร
🚨 มีปุ่มไฟฉุกเฉิน: ต้องมีช่องทางร้องเรียนและตรวจสอบที่ทำงานได้จริง
👮 สำคัญที่สุด "กดแล้วตำรวจต้องมา" (Swift Justice): ที่ผ่านมาเหมือนเราโดนปล้นแล้วตำรวจมาถึงในอีก 10 ปีข้างหน้า! 🚨
นักลงทุนยังมีความเสี่ยงในการโดน "ปล้น" (ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่เอาเปรียบ "โกง" (เปิดเผยข้อมูลไม่เท่ากันหรือมี insider trading) หรือ "ปั่น" (ราคาหุ้นถูก manipulate ด้วยวิธีต่างๆ)
ถ้าคนร้ายเหล่านี้ยังลอยนวลได้นานเกินไป ถนนเส้นนี้จะไม่มีใครกล้าเดินอีกเลย
เพราะ Justice delayed is justice denied
Lines of defense ของตลาดทุน (ผู้บริหาร, ระบบบริหารความเสี่ยง, ระบบตรวจสอบภายใน, คณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ กรรมการอิสระ ผู้สอบบัญชี นักวิเคราะห์ credit rating และนักลงทุนเอง) กลไกการบังคับใช้กฎหมาย และ governance ของ regulator ต้องทำงานและปรับปรุงการทำหน้าที่เพื่อสร้าง trust and confidence ให้กับนักลงทุน
🏗️ 3. ปัจจัยพื้นฐาน: เมื่อเศรษฐกิจไม่มี Growth บริษัทต้องเลิก "สร้างอาณาจักร"
หุ้นไม่ไปไหนเพราะเศรษฐกิจไทยขาดเครื่องยนต์ใหม่ แต่ในระดับบริษัท ยิ่งมีความจำเป็นที่เราต้องแก้ที่วินัยการเงิน:
• Focus on ROE: หัวใจคือประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทต้องเน้นความสามารถในการทำกำไรและลดต้นทุน
• เลิก "Empire Building": ผู้บริหารต้องหยุดขยายอาณาจักรเพียงเพื่ออำนาจแต่กำไรจิดเดียว 🤏 ถ้าลงทุนแล้วผลตอบแทน (ROI) ต่ำกว่าความคาดหวัง หรือต่ำกว่าต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) นั่นคือการทำลายเงินของเจ้าของ
• Capital Allocation: ถ้าบริษัทหาโครงการดีๆ ลงทุนไม่ได้... "คืนเงินมาครับ" จ่ายปันผลออกมา หรือซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) นี่คือวินัยทางการเงินที่ฉลาดที่สุด
🪑 4. การเมือง: "เก้าอี้ดนตรีนโยบาย" (Policy Uncertainty)
นักลงทุนกลัวความไม่แน่นอนที่สุด:
• สถิติน่าตกใจ: 3 ปี นายกฯ 3 คน / 6 ปี รมว.คลัง 7 คน! 😱
• เมื่อนายกฯ ถูกปลดง่ายกว่าแพ้เลือกตั้ง นโยบายเศรษฐกิจก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ขาดความต่อเนื่อง ใครจะกล้าวางแผนลงทุนยาวๆ? ความแน่นอนคือสิ่งที่ตลาดโหยหาที่สุดครับ
💸 5. สภาพคล่อง: เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการทำธุรกรรม ถ้าสภาพคล่องไม่มี จะซื้อจะขายก็ยากต้นทุนก็สูง ยิ่งทำให้ cost of equity สูงขึ้น เราจึงต้องทำให้ตลาดทุนไทยแข่งขันได้ในระดับสากล
สภาพคล่องที่เคยเป็นจุดเด่นกำลังจืดจางลง เราต้องเร่งปรับตัว:
• ลดต้นทุนธุรกรรม: บีบ Bid-Ask Spread ให้แคบลงเพื่อให้ตลาดมีประสิทธิภาพ
• ความหลากหลาย: ต้องดึงดูดนักลงทุนให้หลากหลายประเภท และใช้กลไกสากลอย่าง Market Maker หรือ Short Selling ที่มีมาตรฐานตรวจสอบชัดเจน เพื่อลดช่องว่างราคากับพื้นฐาน ไม่ให้หุ้นปั่นทำงานง่ายเกินไป
💡 บทสรุป:
ถ้าเราไม่ทำให้ตลาดหุ้นไทย "สว่าง-ปลอดภัย-แข่งขันได้" เราจะเสียโอกาสในการเป็นแหล่งสร้างความมั่งคั่งของคนไทยไปตลอดกาล 🇹🇭 ตลาดหุ้นควรเป็น "ที่พึ่งในการระดมและจัดสรรทุน" และแข่งขันได้กับตลาดทุนโลก ไม่ใช่ "ซอยเปลี่ยวที่รอคนมาโดนปล้น"
โฆษณา