5 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

“เศรษฐกิจไทย”แย่ อย่าประมาท เตรียมรับแรงกระแทก

  • เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การชะลอตัวตามวัฏจักร ปัญหาหลักคือ ผลิตภาพต่ำ ขาดการลงทุนใหม่และหนี้สินระดับสูงทั้งในภาคครัวเรือนและธุรกิจ
  • การเติบโต GDP ลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียงราว 2% เนื่องจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักทั้งการส่งออก การบริโภค การท่องเที่ยวอ่อนแรงลง ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กระทบนโยบาย
  • ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าหลายด้าน เช่น ปัญหาสินเชื่อ SME หดตัว สังคมสูงวัย และความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจมีความเปราะบางและอาจ "ล้ม" หากไม่เร่งแก้ไข
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,167 ระหว่างวันที่ 18-21 ม.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** ภาพ “เศรษฐกิจไทย” ในสายตาผู้กำหนดนโยบายวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียง “ภาวะชะลอตัว” ตามวัฏจักร แต่กำลังสะท้อน วิกฤติเชิงโครงสร้าง ที่สะสมยาวนาน และเริ่มส่งสัญญาณอันตรายชัดเจนขึ้นทุกขณะ เสียงเตือนล่าสุดจาก วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่หลายมิติ ตั้งแต่ ผลิตภาพต่ำ ขาดการลงทุนใหม่ หนี้ครัวเรือน และ หนี้ธุรกิจพุ่ง การเมืองไร้เสถียรภาพ
ไปจนถึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักที่แรงส่งเริ่มหมด แก่นปัญหาที่น่าห่วงที่สุดคือ Productivity และ Competitiveness ของประเทศที่ถดถอยต่อเนื่อง ไทยขาดการลงทุนใหม่มาหลายปี ทำให้ศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวอ่อนแรง ขณะเดียวกัน ประเทศยังต้องแบกรับ ภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “หนี้ครัวเรือน” ที่สูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก และ “หนี้ภาคธุรกิจ” ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ในปีนี้
*** ยังไม่นับรวมปัญหา ความเหลื่อมล้ำ ที่ฝังรากลึก ทั้งด้านรายได้ การเงิน และ โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ตอกย้ำด้วยโครงสร้างประชากรที่ก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย ทำให้กำลังแรงงานหดตัว และเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงจาก 3% เหลือเพียง 2.7%
เหนือสิ่งอื่นใดคือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทย “เปลี่ยนนายกฯ” ถึง 3 คน ครม. ปรับหลายรอบ ส่งผลให้ความต่อเนื่องเชิงนโยบายสะดุด ขณะเดียวกัน ปัญหา คอร์รัปชัน ทุนเทา และ ธรรมาภิบาลองค์กร ยังเป็นเงื่อนไขฉุดรั้งการพัฒนา หากไม่เร่งจัดการ ประเทศจะก้าวต่อไปได้ยากยิ่งขึ้น
*** ผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำว่า เมื่อมองตัวเลขมหภาค ภาพยิ่งชัดว่า จีดีพีไทยกำลังถอยลงเป็นขั้นบันได จากอดีตที่เคยโตเฉลี่ย 5% ลดมาเป็น 4% 3% และปัจจุบันเหลือเพียงราว 2% เท่านั้น ปีนี้คาดว่า GDP จะโตประมาณ 2.2% ขณะที่ปีหน้าอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.5–1.7% ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นอย่างมีนัยสำคัญ
“การส่งออก” สะดุดจากฐานสูงปีก่อน “การบริโภคภายใน” อ่อนแรงจากเดิมที่เคยโต 5% เหลือเพียง 1–2% งบประมาณอาจล่าช้า เพราะการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ส่วนภาคท่องเที่ยว แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวดูดี แต่ยังฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ที่น่าห่วงคือ เศรษฐกิจไทยวันนี้ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แต่ยังอาศัย “บุญเก่า” จากอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาว
*** อีกหนึ่งไฟแดงสำคัญคือ สินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่องถึง 36 เดือน สะท้อนปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจรายย่อย เมื่อสินเชื่อไม่ขยาย ปริมาณเงินในระบบก็ไม่ถูกสร้าง ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากอ่อนแรง และต้นทุนความเสี่ยง (Credit Cost) ที่สูง ทำให้ธนาคารยิ่งไม่กล้าปล่อยกู้
ด้าน “นโยบายการเงิน” ธปท.ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบหลักอีกต่อไป อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.25% ต่ำเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่การลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา แทบไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัญหาแท้จริงคือ โครงสร้าง ไม่ใช่สภาพคล่อง จากจุดนี้ ธปท.จึงต้อง “ลงจากหอคอย” ใช้มาตรการ Targeted แก้ปัญหาในภาคเศรษฐกิจจริง ทั้งโครงการช่วยลูกหนี้รายย่อย ปลดล็อกหนี้เสียรายเล็ก และกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ให้ SME ที่ยังมีศักยภาพ
*** ท่ามกลางความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ก็ออกมาเตือนว่า อย่าประมาทปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการค้ากับสหรัฐ แม้คำตัดสินศาลจะเปลี่ยนเกมบางส่วน แต่สหรัฐยังมีเครื่องมืออีกมาก และไทยซึ่งเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกือบ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ต้องเตรียมรับมืออย่างรอบคอบ
บทสรุปที่น่ากลัวที่สุดคือ “เศรษฐกิจไทย” กำลังโตช้าเกินไป เหมือนการถีบจักรยานที่ช้าเกินจะทรงตัว หากไม่เร่งแก้ไขเชิงโครงสร้างให้ GDP กลับมาโตระดับ 4-5% ต่อปี ประเทศมีความเสี่ยง “ล้ม” ได้ง่ายกว่าที่คิด ...และนี่คือสัญญาณเตือนครั้งสำคัญ ที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจไม่อาจมองข้ามอีกต่อไป...
*** ปิดท้าย... หนังสือดีที่ควรหาอ่านคือหนังสือ “กฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์: การซื้อขาย การกํากับดูแล และ การบังคับใช้กฎหมาย” เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.ภูมิศิริ ดำรงวุฒิ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนการจัดทําขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกฎหมายหลักทรัพย์ อย่างครบถ้วน เป็นระบบ และเข้าถึงได้
โดยมุ่งเน้นการอธิบายกลไกการซื้อขาย การ กํากับดูแล และการบังคับใช้กฎหมายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งล้วนมีบทบาทสําคัญใน การรักษาความโปร่งใส ความเป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน เนื้อหาภายในยังเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง และปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านเห็น ถึงความจําเป็นของกฎหมายในการปกป้องผู้ลงทุนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
หนังสือเล่มนี้ถือเป็นแหล่งความรู้สำาหรับนิสิต นักศึกษา ผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านกฎหมาย ผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ที่ต้องการทําความ เข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ และความท้าทายของกฎหมายหลักทรัพย์...หนังสือนี้จัดพิมพ์โดย คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ จำนวน 1,000 เล่ม จำหน่ายในราคา 300 บาท ใครสนใจติดต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โทร. 02-0099000
โฆษณา