18 ม.ค. เวลา 05:55 • ไลฟ์สไตล์

ร้านอาหาร สระบัว บาย กิน กิน .. โรงแรมคิมปินสกี้ กทม

สระบัว บาย กิน กิน: อัญมณีแห่งรสชาติไทยในรูปลักษณ์สากลล้ำสมัย
“สระบัว บาย กิน กิน” (Sra Bua by Kiin Kiin) ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ .. การได้มาเยือนที่นี่ ไม่ใช่เพียงแค่การมารับประทานอาหารไทยทั่วไป
การตกแต่งของ สระบัว บาย กิน กิน ไม่ใช่แค่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ แต่คือการสร้างบรรยากาศที่เชื่อมโยงระหว่าง "ไทยดั้งเดิม" และ "ความร่วมสมัย" ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ เมื่อก้าวเท้าเข้าไปคุณจะรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่งที่เงียบสงบและหรูหรากลางใจเมือง
นี่คือรายละเอียดการตกแต่งที่ช่วยเสริมให้มื้ออาหารของคุณพิเศษยิ่งขึ้น:
สถาปัตยกรรมแห่งสายน้ำและความสงบ: การตกแต่งภายในสระบัว บาย กิน กิน
การออกแบบร้านได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจาก "สระบัว" และ "ศาลาไทย" โดยนำมาตีความใหม่ในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก:
• สระน้ำและดอกบัว (The Central Lily Pond):
จุดเด่นที่สุดคือสระน้ำขนาดใหญ่กลางร้านที่เป็นเสมือนหัวใจของพื้นที่ มีดอกบัวบานสะพรั่งและพุ่มไม้ใบเขียวขจีล้อมรอบ สร้างความรู้สึกเย็นสบายและสงบเงียบ แสงไฟที่สะท้อนจากผิวน้ำช่วยสร้างมิติที่นุ่มนวลให้กับห้องอาหารในยามค่ำคืน
• โครงสร้างไม้แกะสลักและหลังคาศาลา (Modern Thai Pavilion):
เพดานสูงโปร่งถูกประดับด้วยงานไม้แกะสลักลวดลายไทยที่ดูเรียบหรู โดยเฉพาะการใช้โครงสร้างเลียนแบบ "หลังคาจั่ว" ของศาลาไทย
แต่ใช้ลายเส้นที่เฉียบคมและทันสมัย ผสมผสานกับการใช้ไม้สักโทนสีเข้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคง
• งานศิลปะไทยร่วมสมัย (Thai Contemporary Art):
ผนังร้านประดับด้วยงานประติมากรรมไม้แกะสลักขนาดใหญ่และภาพวาดลายไทยที่ลดทอนรายละเอียดให้ดูโมเดิร์นขึ้น การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์บุผ้าไหมและโทนสีทอง-น้ำตาล ช่วยขับเน้นความหรูหราแบบราชสำนักไทยในบรรยากาศที่เป็นสากล
• พื้นที่ส่วนตัวและการจัดแสง (Atmospheric Lighting):
การจัดที่นั่งถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัวสูง (Private Booths) ล้อมรอบสระน้ำ แสงไฟภายในร้านจะเน้นความสลัวแต่ส่องสว่างเฉพาะจุด (Spotlight) บนโต๊ะอาหาร เพื่อให้อาหารแต่ละจานโดดเด่นราวกับงานศิลปะบนเวที
ความประทับใจเมื่อแรกเห็น (The Arrival Experience):
ตั้งแต่ก้าวแรกที่ผ่านประตูทางเข้าไม้บานใหญ่ คุณจะพบกับความอลังการของเพดานสูงและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรไทย เป็นการต้อนรับที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความพิเศษก่อนที่จะเริ่มลิ้มรสอาหารเสียอีก
สรุป: การตกแต่งของที่นี่ช่วยให้ "เรื่องราว" ของอาหารแต่ละจานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เหมือนคุณกำลังนั่งทานอาหารในพระราชวังไทยสมัยใหม่ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ
หากจะเอ่ยถึงร้านอาหารไทยในรูปแบบ Modern Gastronomy ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจและครองใจนักชิมทั้งชาวไทยและต่างชาติมาอย่างยาวนาน ..
ชื่อของ "สระบัว บาย กิน กิน" ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด ด้วยการนำเสนออาหารไทยที่ "หน้าตาไม่เหมือนอาหารไทย แต่รสชาติคือไทยแท้ดั้งเดิม"
ต้นกำเนิดจากโคเปนเฮเกนสู่ใจกลางกรุงเทพฯ
สระบัว บาย กิน กิน คือร้านอาหารที่เป็น "พี่น้อง" กับร้าน Kiin Kiin ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในโลกที่ได้รับดาวมิชลินนอกประเทศไทย
ความสำเร็จนี้ถูกส่งต่อมายังกรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การกินที่เหนือระดับ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างครบถ้วน
เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน: หัวใจสำคัญผู้อยู่เบื้องหลัง
ผู้อยู่เบื้องหลังความสร้างสรรค์นี้คือ เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน (Henrik Yde-Andersen) เชฟชาวเดนมาร์กผู้หลงรักในรสชาติอาหารไทยอย่างสุดหัวใจ
• ความเป็นมา: เชฟเฮนริคเคยเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยและได้สัมผัสกับเสน่ห์ของอาหารไทยตามท้องถนน (Street Food) จนเกิดแรงบันดาลใจที่จะยกระดับอาหารเหล่านี้ด้วยเทคนิคการทำอาหารแบบตะวันตก
• ร้านในต่างประเทศ: นอกจากร้าน Kiin Kiin ที่โด่งดังในเดนมาร์กแล้ว เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน ยังเป็นที่ปรึกษาและเจ้าของโปรเจกต์อาหารที่เน้นนวัตกรรมอีกหลายแห่ง โดยยึดหลักการใช้เทคนิคเชิงวิทยาศาสตร์ (Molecular Gastronomy) มาประยุกต์ใช้
ความใส่ใจในวัตถุดิบ: "Whispers of the Land"
"Whispers of the Land" เป็นสโลแกนของ ร้านสระบัว ที่ให้ความสำคัญกับการคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถันจากทั่วทุกภูมิภาคของไทย เช่น
• อาหารทะเล: ปลากะพงสดจากชลบุรี
• ปลากะมง วัตถุดิบชั้นเลิศที่นำมาสร้างสรรค์เมนูปลาที่สุดพิเศษ
• ผลไม้: สละจากจันทบุรี หรือมะพร้าวจากอัมพวา
• ความยั่งยืน: เชฟทำงานร่วมกับเกษตรกรท้องถิ่นเพื่อเฟ้นหาส่วนผสมที่ดีที่สุดตามฤดูกาล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกจานคือการสะท้อนตัวตนของผืนแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง
การออกแบบเมนู: รูปลักษณ์ลวงตา รสชาติลวงใจ
การออกแบบอาหารของที่นี่เน้นการ Deconstruct หรือการถอดบทเรียนอาหารไทยคลาสสิก แล้วประกอบร่างใหม่ในรูปทรงที่คาดไม่ถึง
เปิดมื้ออาหารด้วยศิลปะแห่งคำเล็ก: Appetizers ที่สะท้อนจิตวิญญาณไทย
มื้ออาหารที่สระบัวเริ่มต้นด้วยความประทับใจผ่านเมนูเรียกน้ำย่อยที่พนักงานจะนำมาจัดเตรียมและอธิบายเรื่องราวให้ฟังอย่างใกล้ชิด ดังนี้ค่ะ:
• เมี่ยงคำบัวหลวง บางครั้งจะใช้ใบชะพลูอย่างเดียว (Lotus Petal Miang Kham):
เมนูนี้คือการยกระดับเมี่ยงคำโบราณ .. พนักงานจะเริ่มต้นด้วยการปรุงน้ำเมี่ยงในชามเล็ก จากนั้น นำเครื่องเมี่ยงคำต่างๆ ที่จัดวางอย่างประณีตในถาดหวายมาประกอบเป็นคำให้เราที่โต๊ะ รสชาติสัมผัสแรกคือความสดของใบชะพลู ตามด้วยความกรุบกรอบของถั่ว คลุกเคล้ากับน้ำเมี่ยงรสเข้มข้นที่เป็นสูตรเฉพาะของร้าน
• ขนมกรุบกรอบแรงบันดาลใจจากท้องถิ่น (Street Food Snacks):
การนำเสนอที่น่าสนใจ ... "เม็ดมะม่วงหิมพานต์" ที่เสิร์ฟมาในหม้อดินบนงาดำ
และ "ข้าวโพดคลุกฝุ่น" ที่มาในเข่งไม้ไผ่ เมนูเหล่านี้เชฟเฮนริคต้องการให้เราหวนนึกถึงขนมขบเคี้ยวที่หาทานได้ง่ายตามท้องถนน แต่ถูกปรุงด้วยเทคนิคที่ทำให้รสสัมผัสพรีเมียมและหอมหวนยิ่งขึ้น
• แกงไทยในคำเดียว: เป็นศิลปะแห่งการถอดรหัสแกงไทยที่คุ้นเคย มานำเสนอในรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและคาดไม่ถึง: Appetizers ในรูปแบบคำจิ๋ว เป็นความมหัศจรรย์ของ Appetizer ที่สระบัว บาย กิน กิน ได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ
• แกงไทยในคำเดียว (Deconstructed Curries): จากภาพจะเห็นเมนูที่ดูเหมือนมูสหรือครีมเข้มข้นวางอยู่บนแผ่นแป้ง ซึ่งจริงๆ แล้วคือการนำ แกงไทยที่มีส่วนผสมของกะทิเข้มข้น มาเคี่ยวและปั่นจนเนียนละเอียด เพื่อให้ได้รสสัมผัสที่นุ่มนวลดุจมูส แต่ยังคงรสชาติเครื่องแกงที่เผ็ดร้อนและหอมมันตามแบบฉบับดั้งเดิม
• แผ่นแป้งบางกรอบสูตรพิเศษ: ตัวฐานที่รองรับแกงจิ๋วเหล่านี้คือ แผ่นแป้งบางเบา ที่เชฟออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อให้มีความกรอบที่ช่วยชูรสสัมผัส (Texture) ตัดกับความนุ่มเนียนของเนื้อแกงกะทิด้านบน เมื่อทานเข้าไป แป้งจะแตกตัวและละลายไปพร้อมกับรสชาติแกงที่แผ่ซ่านในปากทันทีค่ะ
• การตกแต่งด้วยสมุนไพรสด: สังเกตได้ว่าแต่ละคำจะมีการตกแต่งด้วยสมุนไพรสดชิ้นเล็กๆ ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มกลิ่นหอมเฉพาะตัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก่อนที่จะส่งเข้าปากค่ะ
"Thai Curry in one bite! 🍛✨ ใครจะเชื่อว่ารสชาติแกงไทยเข้มข้น หอมมันด้วยกะทิชั้นดีจากอัมพวา จะถูกย่อส่วนมาอยู่บนแผ่นแป้งบางกรอบสูตรพิเศษได้ลงตัวขนาดนี้ เป็นการเปิดมื้ออาหารที่ทำให้เรารู้สึกถึง 'เสียงกระซิบจากแผ่นดิน' ตามคอนเซปต์ Whispers of the Land จริงๆ ค่ะ"
ประสบการณ์การเสิร์ฟ: โรงละครแห่งมื้ออาหาร ศิลปะและการปรุงข้างโต๊ะ (Tableside Presentation)
สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่สุดของสระบัวคือ การบริการและการปรุงอาหารข้างโต๊ะ (Tableside Presentation)พนักงานจะคอยอธิบายที่มาของส่วนประกอบและปรุงอาหารบางขั้นตอนที่โต๊ะ
• ทำไมต้องปรุงที่โต๊ะ? เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ (Engagement) และให้แขกได้เห็นถึงความซับซ้อนของกรรมวิธี นอกจากนี้ยังช่วยให้กลิ่นหอมของสมุนไพรฟุ้งกระจายกระตุ้นประสาทสัมผัสก่อนการลิ้มรส
• การอธิบายอย่างละเอียด: พนักงานจะคอยอธิบายถึงที่มาของวัตถุดิบ แรงบันดาลใจของเชฟ และวิธีการทานที่ถูกต้อง เพื่อให้การทานอาหารไม่ใช่แค่การอิ่มท้อง แต่คือการเดินทางไปเรียนรู้วัฒนธรรมไทยผ่านรสชาติ
สระบัว บาย กิน กิน .. จึงไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่คือพื้นที่แสดงศิลปะที่หลอมรวมภูมิปัญญาตะวันออกเข้ากับเทคนิคตะวันตกอย่างลงตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ "ไทยโมเดิร์น" ในบรรยากาศที่หรูหราและอบอุ่น
ในส่วนของจานหลัก (Main Course) "สระบัว บาย กิน กิน" .. นอกจากคอนเซปต์ที่ล้ำสมัยแล้ว เมนูซิกเนเจอร์แต่ละจานยังถูกออกแบบมาให้มี "เรื่องราว" และประสบการณ์การทานที่น่าจดจำ ที่คุณจะได้สัมผัส:
เมนูไฮไลต์: ศิลปะบนจานอาหารในวันที่เราแวะไปเยือน มีดังนี้ค่ะ:
เมนูต้มยำกุ้งล็อบสเตอร์ของที่นี่คือหนึ่งใน "Signature" ที่ดีที่สุดและแสดงถึงอัจฉริยะในการปรุงอาหารของเชฟได้อย่างชัดเจน .. ขอรวบรวมรายละเอียดความประทับใจที่คุณเล่ามา เขียนเป็นเนื้อหาเพิ่มเติมที่เน้นความสุนทรีย์ทางกลิ่นและรสสัมผัส ดังนี้:
ต้มยำกุ้งล็อบสเตอร์: มิติใหม่แห่งการรับรสและกลิ่นสัมผัส
หากเมนูหลักคือหัวใจ ต้มยำกุ้งล็อบสเตอร์จานนี้ก็คือ "จิตวิญญาณ" ของสระบัว บาย กิน กิน ที่นำเสนอความจัดจ้านแบบไทยผ่านเทคนิคชั้นสูงได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยในเซตนี้ประกอบด้วยความพิเศษที่ต้องยกนิ้วให้ 3 ส่วนหลัก:
• ศาสตร์แห่งกลิ่น: การอบร่ำด้วยหัวกุ้งเผา
ความประทับใจแรกไม่ได้มาจากลิ้น แต่มาจากกลิ่นหอมที่ยากจะลืมเลือน เชฟนำส่วนที่คล้าย "ลูกชิ้นปลาเนื้อนุ่มละเอียด" วางมาในภาชนะพิเศษที่ด้านล่างมีการ อบร่ำด้วยหัวกุ้งเผาไฟ
กลิ่นหอมมันกุ้งที่ถูกรมควันจะอบอวลอยู่ภายใต้อุณหภูมิที่พอเหมาะ เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นอายความหอมจากการเผาจะพุ่งขึ้นมาปะทะจมูก เป็นการเตรียมประสาทสัมผัสให้พร้อมรับความอร่อยในคำถัดไป
• เนื้อสัมผัสที่แตกต่าง: กุ้งฝอยทอดกรอบ
เพื่อเพิ่มมิติในการเคี้ยว (Texture) เชฟเสิร์ฟเครื่องเคียงเป็น "กุ้งฝอยทอดกรอบ" ที่ทอดจนเหลืองทองและไม่อมน้ำมัน ความกรุบกรอบของกุ้งฝอยช่วยดึงรสชาติของต้มยำให้มีความสนุกมากขึ้นเมื่อทานสลับกับเนื้อล็อบสเตอร์ที่นุ่มเด้ง
• น้ำซุปสกัดบริสุทธิ์ (Siphon Extraction):
ไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้คือการทำน้ำซุปต้มยำผ่านเครื่อง Siphon ที่พนักงานจะมาสาธิตให้ดูข้างโต๊ะ โดยการใช้ความร้อนดันน้ำซุปผ่านเครื่องเทศสมุนไพรสด ทั้งข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดที่คัดสรรมาอย่างดี จนได้น้ำซุปต้มยำที่ใส (Consommé) แต่รสชาติเข้มข้น จัดจ้าน และหอมกลิ่นสมุนไพรสดใหม่อย่างที่สุด
ต้มข่าไก่ (Modern Tom Kha Gai):
ต้มข่าไก่ ที่เปลี่ยนความธรรมดาให้กลายเป็นความละมุนละไมดุจงานศิลปะ เชฟเปลี่ยนต้มข่าไก่แบบชามให้กลายเป็นการนำเสนอที่สวยงามมาก แบบงานศิลป์ โดยใช้เทคนิคการทำเนื้อไก่ให้นุ่มนวลเสิร์ฟมาในรูปแบบชิ้นที่พอดีคำ
ราดด้วยซอสต้มข่าที่สกัดจนได้ความขาวนวลเนียนละเอียด (Velouté) หอมกลิ่นข่าอ่อนๆ และกะทิสดจากอัมพวาตัดด้วยความสดชื่นของสมุนไพร เป็นความละมุนที่อัดแน่นด้วยรสชาติดั้งเดิม
สุดท้ายเนื่อเห็ดชนิดพิเศษที่หั่นเป็น topping … ตอกย้ำความเก่งของเชฟในการหยิบแกงไทยที่ทุกคนคุ้นเคย มาทำให้กลายเป็นอาหารชั้นสูงที่น่าตื่นเต้น โดยยังคงรสชาติ "ถึงเครื่อง" อย่างน่าอัศจรรย์ค่ะ
พะโล้เนื้อเป็ดและตับเป็ด (Five-Spice Duck with Foie Gras):
พะโล้เป็ด & ตับเป็ด ความหอมเข้มข้นของเครื่องพะโล้ที่เข้ากันได้ดีกับฟัวกราส์อย่างไม่น่าเชื่อ .. เมนูนี้คือการยกระดับ "พะโล้" ไปสู่ความหรูหรา
เชฟเลือกใช้เนื้อเป็ดส่วนที่ดีที่สุดปรุงมาแบบชมพูสวย (Medium Rare) ทานคู่กับตับเป็ด (Foie Gras) ที่กรอบนอกนุ่มใน จุดเด่นคือน้ำซุปพะโล้ที่เคี่ยวจนงวดเข้มข้น หอมกลิ่นเครื่องเทศอบเชยและโป๊ยกั๊กอย่างลุ่มลึก เป็นการผสมผสานความมันของตับเป็ดเข้ากับความหอมหวานของพะโล้ได้อย่างไร้ที่ติค่ะ
แกงเหลืองปลากะพง (Yellow Curry with Sea Bass):
แกงเหลืองปลากะพง รสจัดจ้านถึงเครื่องแกงใต้ บนเนื้อปลาสดส่งตรงจากชลบุรี ... เมนูนี้สะท้อนความใส่ใจในวัตถุดิบ "ปลากะพงสดจากชลบุรี" ที่เนื้อแน่นขาวสะอาด เชฟนำเสนอแกงเหลืองในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย
น้ำแกงสีเหลืองทองจากขมิ้นสดมีรสชาติที่เผ็ดร้อนจัดจ้านตามแบบฉบับปักษ์ใต้แท้ๆ แต่เพิ่มความกลมกล่อมด้วยเทคนิคการทำซอสที่เนียนละเอียด เสิร์ฟมาพร้อมกับเครื่องเคียงที่ช่วยตัดรส ทำให้จานนี้โดดเด่นทั้งความสดของปลาและความเข้มข้นของเครื่องแกง.. เป็นการทานแกงไทยที่สนุกและตื่นเต้นในทุกคำจริงๆ ค่ะ
พล่าปลากะมง หมักในสับปะรด (King Fish Ceviche with Pineapple):
เมนูนี้คือความลงตัวของการผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารแบบอเมริกาใต้ (Ceviche) เข้ากับรสชาติพล่าแบบไทยแท้
ความพิเศษอยู่ที่การนำ ปลากะมง สดๆ เนื้อแน่นมาหมักกับน้ำสับปะรด ซึ่งเอนไซม์จากสับปะรดจะค่อยๆ ทำให้เนื้อปลา "สุก" ด้วยกรดอย่างเป็นธรรมชาติ ผลที่ได้คือเนื้อปลาที่นุ่มเด้งและมีความหวานซ่อนเปรี้ยว เมื่อทานคู่กับเครื่องพล่าที่จัดจ้านและหอมสมุนไพรสด ทำให้เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่ปลุกความสดชื่นได้ดีเยี่ยม
• เนื้อย่างในตำนาน ภายใต้แผ่นแป้งกรอบและเปลวไฟ: The Secret Beef
นี่คือเมนูที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุดเมนูหนึ่ง โดยทางร้านจะเสิร์ฟเนื้อคุณภาพเยี่ยม (มักเป็นเนื้อวากิวหรือส่วนที่นุ่มพิเศษ) มาในถ้วยที่ปิดปากด้วย แผ่นแป้งบางกรอบ
.. ซึ่งแผ่นแป้งซึ่งมีส่วนประกอบหลายอย่าง และเตรียมการและสร้างสรรค์โดยร้านเอง ด้วยกรรมวิธีคล้ายการทำกระดาษสา จนได้แผ่นแป้งบางๆ แล้วนำมาคลุมถ้วยอยู่ด้านบน ก่อนทานพนักงานจะทำการ เผาไฟด้านบน จนแผ่นแป้งไหม้หอมและกรอบได้ที่ จากนั้นแขกจะต้อง "เจาะทะลุ" แผ่นแป้งลงไปเพื่อพบกับเนื้อด้านในที่ปรุงมาจนนุ่มแทบละลายในปาก (Melt-in-the-mouth) กลิ่นควันจากการเผาจะผสมผสานกับความหอมของเนื้อ สร้างมิติของรสชาติที่ลุ่มลึก
สระบัว บาย กิน กิน: ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย "อัญมณีแห่งของหวาน"
นอกจากอาหารคาวที่สร้างความตื่นตาตื่นใจแล้ว "ของหวาน" ของที่นี่เปรียบเสมือนบทสรุปที่สวยงามที่สุดของการเดินทางรสชาติไทย โดยเฉพาะ 3 เมนูที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งทางสายตาและรสสัมผัส:
1. ไอศกรีมกะทิสดรสเข้มข้น ท็อปด้วยคาเวียร์ (Coconut Ice Cream with Caviar)
การปิดท้ายมื้ออาหารที่ทั้งหรูหราและหักมุม .. ด้วยการนำ ไอศกรีมกะทิ ที่คั้นสดจนได้ความมันและหวาน หอมละมุนแบบไทยแท้ มาจับคู่กับ ไข่ปลาคาเวียร์ คุณภาพพรีเมียม ความเค็มแบบอ่อนๆ และสัมผัสที่แตกโพล๊ะของคาเวียร์ จะไปช่วยดึงความหวานนวลของกะทิ และขับความหอมของกะทิให้โดดเด่นขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นการผสมผสานวัตถุดิบชั้นเลิศจากโลกตะวันตกเข้ากับรสชาติพื้นบ้านของไทย และยกระดับขนมหวานพื้นบ้านไทยให้กลายเป็นของหวานระดับโลก
2. ขนมหวานรูปดอกบัวขาว (The Signature White Lotus)
แผ่นกลีบบัวสีขาว ที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามในชามแก้วใส จัดวางในชามแก้วสวยงาม ราดด้วยซอสสีเหลืองทองที่มีส่วนผสมของเสาวรส
… ที่พนักงานค่อยๆ บรรจงเทลงไปบนเกสรดอกบัวต่อหน้าแขก เพื่อเพิ่มมิติความเปรี้ยวอมหวานที่สดชื่นตัดกับความละมุนของตัวขนมด้านใน เป็นจานที่สะท้อนชื่อร้าน "สระบัว" ได้อย่างชัดเจนที่สุด
3. หยาดเหงื่อพระอินทร์ / ขนมหวานกลิ่นกุหลาบ (Floral Gastronomy)
ภาพขนมหวานที่มีสีชมพูระเรื่อประดับด้วยกลีบดอกไม้สีสดสวย คือการนำศาสตร์แห่งกลิ่นบำบัดมาใช้ในอาหาร ตัวขนมมักจะมาในรูปแบบเจลลี่หรือมูสที่มีกลิ่นหอมของกุหลาบหรือดอกไม้ไทย
เสิร์ฟมาในภาชนะที่ออกแบบมาอย่างวิจิตรบรรจง การทานเมนูนี้ไม่ใช่แค่การรับรส แต่คือการดื่มด่ำกับความสุนทรีย์ของรูปลักษณ์และกลิ่นหอมที่อบอวลในปาก
บทสรุป
กรรมวิธีที่ซับซ้อนในการเตรียมและปรุงอาหาร ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อให้แขกได้ดื่มด่ำกับ "กลิ่น" (Aroma) และ "อุณหภูมิ" ที่เหมาะสมที่สุดในวินาทีที่อาหารเข้าปาก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เชฟเฮนริคต้องการมอบให้นักชิมทุกคน
สระบัว บาย กิน กิน จึงเป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่คือพื้นที่ที่ให้เกียรติวัตถุดิบไทย ผ่านการนำเสนอที่ล้ำสมัยและการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง .. ใครที่มองหามื้อพิเศษที่ตราตรึงใจ ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง
โฆษณา