7 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

HOCHTIEF บริษัทก่อสร้างของเยอรมัน ที่ใช้ความปลอดภัย เป็นจุดขาย

ข่าวใหญ่ที่กระแทกความรู้สึกของคนไทย คือเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางด่วนและรถไฟความเร็วสูงถล่มติดต่อกัน
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มีชื่อบริษัทผู้รับเหมารายเดียวกันเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ
ซึ่งในโลกของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หลายคนอาจมองว่า กำไร มาจากการลดต้นทุน หรือการเร่งงานให้จบไว ๆ
แต่สำหรับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง HOCHTIEF (โฮค-ทีฟ) จากเยอรมนี กลับคิดตรงกันข้าม
เพราะ HOCHTIEF มองว่า อุบัติเหตุ 1 ครั้ง คือหายนะทางการเงินที่ประเมินค่าไม่ได้
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ HOCHTIEF กลายเป็นบริษัทที่เติบโตทั้งรายได้และกำไร ไปพร้อม ๆ กับมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น
HOCHTIEF เปลี่ยนความปลอดภัยในการก่อสร้าง ให้เป็นเงินได้อย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
เรื่องราวของ HOCHTIEF เริ่มต้นขึ้นในปี 1873 หรือเมื่อ 153 ปีก่อน ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี โดยสองพี่น้องตระกูล Helfmann คือคุณ Balthasar ที่มีอาชีพเป็นช่างกล
และอีกคนคือคุณ Philipp ซึ่งเป็นช่างอิฐ ตัดสินใจเปิดร้านขายไม้และรับเหมาก่อสร้างเล็ก ๆ ในเมือง
ในยุคนั้น ทั้งคู่ไม่ได้แค่รับจ้างก่อสร้างและผลิตชิ้นงานตามลูกค้าสั่งเท่านั้น แต่ยังใช้โมเดลแบบ Speculative Building หรือการควักเงินตัวเองสร้างบ้านก่อนแล้วค่อยขาย ซึ่งเป็นโมเดลที่เสี่ยงมากหากเงินหมุนเวียนไม่พอ หรือสร้างมาแล้วขายไม่ออก
แต่ผลลัพธ์คือ พวกเขากลายเป็นที่รู้จักในเรื่อง ความละเอียด เข้มงวด และจบงานไว จนเติบโตอย่างต่อเนื่อง
และได้รับงานเมกะโปรเจกต์แรกอย่างการสร้างมหาวิทยาลัย Giessen ในปี 1878 ซึ่งงานนี้ถือเป็นใบเบิกทางสู่โปรเจกต์ระดับชาติอื่น ๆ ตามมา
ที่น่าสนใจคือ HOCHTIEF ไม่ได้โตจากการแค่รับเหมาก่อสร้างตามสั่งเท่านั้น แต่ยังคิดค้นและกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับโลกวิศวกรรมในทุกยุคสมัย เช่น
- ปี 1899 เป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ของโลกที่นำนวัตกรรมคอนกรีตเสริมเหล็กมาใช้ในระดับนานาชาติ โดยเริ่มจากโครงการโกดังเก็บธัญพืชที่เจนัว
นวัตกรรมนี้เปลี่ยนโลกการก่อสร้างจากงานไม้และอิฐ มาเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงมหาศาลอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
หรือในปี 1958 HOCHTIEF ได้พิสูจน์ความแม่นยำและละเอียดเข้มงวดทางวิศวกรรม ด้วยการเป็นผู้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของเยอรมนีที่เมือง Kahl
และทำให้ HOCHTIEF สามารถคว้างานก่อสร้างสนามบินเจดดาห์ในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 10,000 ล้านมาร์คเยอรมัน หรือคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันถึง 1,546,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติโลกของอุตสาหกรรมก่อสร้างในยุคนั้น
ในยุคปัจจุบัน HOCHTIEF ไล่ซื้อกิจการรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ระดับโลกมาไว้มากมาย
ไม่ว่าจะเป็น Turner Construction บริษัทก่อสร้างเบอร์ต้น ๆ ของสหรัฐอเมริกา และ CIMIC ที่เป็นเบอร์ต้น ๆ ของออสเตรเลีย
ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2011 เมื่อกลุ่ม ACS Group กลุ่มรับเหมาและสัมปทานที่ใหญ่ที่สุดในสเปน ซึ่งนำโดยคุณ Florentino Pérez ประธานสโมสร Real Madrid เข้ามาควบรวมกิจการของ HOCHTIEF อย่างเบ็ดเสร็จ
การรวมตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของวิศวกรรม แต่คือการนำความเนี้ยบและแม่นยำตามมาตรฐานระดับเยอรมัน มาบวกกับคอนเน็กชันทางธุรกิจระดับโลกของกลุ่มทุนสเปน ที่เก่งเรื่องการดีลงานสัมปทานและการระดมทุน
ทำให้กลุ่ม ACS และ HOCHTIEF ทะยานขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านรายได้ต่างประเทศ จากการจัดอันดับของ ENR สื่อด้านวิศวกรรมระดับโลก
ซึ่งกลยุทธ์หลักของกลุ่มบริษัทคือ การเปลี่ยนจากผู้รับเหมา มาเป็นนักลงทุนสัมปทาน ที่เข้าไปดีลกับรัฐบาลหรือเจ้าของโครงการ เพื่อขอสิทธิ์ในการลงทุนสร้างเอง บริหารเอง และเก็บเงินเอง อย่างเช่น สนามบิน และ AI Data Center ทั่วโลก
ที่น่าสนใจคือ รายได้กว่า 90% ของ HOCHTIEF มาจากตลาดที่มีมาตรฐานเข้มงวดอย่างสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
ในประเทศพัฒนาแล้ว การเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง หมายถึงค่าปรับมหาศาล ทั้งจากหน่วยงานรัฐ และค่าชดเชยความเสียหายที่ต้องจ่าย
รวมถึงค่าเบี้ยประกันที่จะพุ่งสูงขึ้น และการถูกขึ้น Blacklist ห้ามประมูลงานภาครัฐหรือเอกชน
HOCHTIEF จึงสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่า NExT (New Excellence in Technology) ขึ้นมา เพื่อรวบรวมมาตรฐานความปลอดภัยและนวัตกรรมทั้งหมดไว้ในที่เดียว
ซึ่งตัวเด่นของนวัตกรรมที่ว่า ก็เช่น Digital Twin การสร้างโมเดลจำลองโครงการในคอมพิวเตอร์ เพื่อจำลองแรงเหวี่ยงของเครน ความแข็งแรงของนั่งร้าน และจุดเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ก่อนที่จะมีการตอกเสาเข็มต้นแรกในหน้างานจริง
หรืออีกจุดขายด้านความปลอดภัย ด้วยการเน้นการทำ Zero Downtime หรือการทำให้งานเดินหน้าต่อเนื่องโดยไม่มีอุบัติเหตุมาขัดจังหวะ
ซึ่งเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่เจ้าของโครงการยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับความมั่นใจว่างานจะจบตามกำหนด เพราะอุบัติเหตุเพียง 1 วัน อาจสูงกว่ากำไรที่จะได้จากทั้งโครงการ
รวมถึงการลดต้นทุนที่มองไม่เห็น โดยการพยายามทำให้มีสถิติอุบัติเหตุต่ำมาก จะช่วยให้บริษัทประหยัดค่าเบี้ยประกันได้มหาศาลเมื่อเทียบกับคู่แข่ง
นอกจากนี้ยังนำระบบ Stop Work Authority ที่ให้อำนาจพนักงานทุกคน สามารถสั่งหยุดงานได้ทันทีหากพบจุดเสี่ยง ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายมหาศาลก่อนที่จะเกิดขึ้นจริง
ผลลัพธ์ของความเข้มงวดตลอด 150 ปี สะท้อนออกมาที่ตัวเลขทางการเงินของกิจการ
มูลค่าบริษัท (Market Cap) อยู่ที่ประมาณ 1,020,000 ล้านบาท
ปี 2023 รายได้ 1,008,932 ล้านบาท กำไร 18,999 ล้านบาท
ปี 2024 รายได้ 1,210,501 ล้านบาท กำไร 28,194 ล้านบาท
ปี 2025 (3 ไตรมาสแรก)
รายได้ 1,021,773 ล้านบาท กำไร 23,832 ล้านบาท
นอกจากทั้งรายได้และกำไร จะเติบโตต่อเนื่องแล้ว งานในมือ ณ ต้นปี 2026 (Backlog) ก็มีมูลค่ากว่า 2,600,000 ล้านบาท
ที่น่าสนใจที่สุดคือ งานในมือมากกว่า 50% คืองานในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ โดยเฉพาะ AI Data Center
HOCHTIEF เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นพาร์ตเนอร์สร้างเครือข่าย Data Center ทั่วยุโรปและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นงานพรีเมียมที่ต้องการความแม่นยำและมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง
เพราะสำหรับบริษัท Tech ยักษ์ใหญ่แล้ว หากเกิดอุบัติเหตุหรือระบบขัดข้อง (Downtime) เพียงไม่กี่นาที ไม่ว่าจะในช่วงก่อสร้างหรือระหว่างใช้งาน จะหมายถึงมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจมหาศาล
จะเห็นว่า วิกฤติความปลอดภัยด้านการก่อสร้าง ที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อนในไทย กำลังบอกเราว่า มาตรฐานขั้นต่ำไม่เพียงพออีกต่อไป
เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะหายไป ต้นทุนการชดเชยจะพุ่งสูง และแบรนด์ที่สร้างมานานจะกลายเป็นชื่อที่ผู้คนหวาดกลัวและตั้งคำถาม
แต่สำหรับ HOCHTIEF ที่เน้นขายความปลอดภัย จนรายได้ทะลุล้านล้านบาท ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความปลอดภัยไม่ได้เป็นแค่เรื่องของศีลธรรมหรือความรับผิดชอบ
แต่มันคือสินทรัพย์ ที่ทรงพลังที่สุด ที่จะเปลี่ยนบริษัทรับเหมาก่อสร้างธรรมดา ให้กลายเป็นบริษัทระดับโลกที่ยั่งยืนและอยู่ยาวมาตลอด 150 ปีนั่นเอง..
โฆษณา