Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Principle Law & Advisory
•
ติดตาม
20 ม.ค. เวลา 10:42 • ธุรกิจ
PDPA สำหรับ B2B แตกต่างกับ B2C อย่างไร
ในการดำเนินธุรกิจรูปแบบ B2B (Business to Business) ผู้ประกอบการหลายรายอาจไม่ให้ความสำคัญกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA หรือให้ความสำคัญน้อยกว่าธุรกิจแบบ B2C (Business to Customer) เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจมักความเข้าใจว่าคู่สัญญาอีกฝ่ายคือนิติบุคคล และคิดว่าอาจไม่ต้องบังคับใช้ PDPA อย่างเข้มงวดนัก
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้วข้อมูลส่วนบุคคลมักแทรกซึมอยู่ในทุกขั้นตอนการประสานงานระหว่างองค์กรของผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การละเลยการวางระบบหรือวางแผนเพื่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในส่วนนี้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้าในระยะยาวได้
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน ลองมาพิจารณากันว่า ในบริบทของธุรกิจแบบ B2B นั้น มีจุดสำคัญใดบ้างที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
1. การทำสัญญากับนิติบุคคลยังอยู่ภายใต้บังคับของ PDPA
ผู้ประกอบการอาจเข้าใจว่า เมื่อเราทำสัญญาระหว่างนิติบุคคล ข้อมูลทั้งหมดที่แลกเปลี่ยนกันทั้งหมดคือ ข้อมูลของบริษัท แต่ในมุม PDPA ข้อมูลของนิติบุคคลโดยตัวมันเองอาจไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลนั้น ระบุตัวบุคคลธรรมดาได้ หรือ ถูกใช้เพื่อรวบรวม/จัดการข้อมูลของบุคคลธรรมดา เช่น ผู้ประสานงาน พนักงาน หรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทฯ ข้อมูลดังกล่าวย่อมเข้าข่าย “ข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องจัดการให้สอดคล้องกับ PDPA
2. ความแตกต่างระหว่าง B2B และ B2C
ธุรกิจ B2B จำนวนมากใช้ข้อมูลเพื่อ “ติดต่อประสานงาน” และโดยทั่วไปมักอยู่บนฐาน เช่น ฐานสัญญา (เพื่อปฏิบัติตามสัญญา) หรือ ฐานประโยชน์อันชอบธรรม (เพื่อการดำเนินธุรกิจที่สมเหตุสมผล) ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการมักจะเข้าใจผิดเพราะเข้าใจว่าการทำธุรกิจแบบ B2B จะสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทั้งนี้ในความเป็นจริง การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปทำการตลาด (Marketing) จะต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนการนำข้อมูลไปใช้
3. สัญญาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processing Agreement) และการจ้างงานบุคคลภายนอก (Outsource)
อีกสิ่งที่ B2B ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือสัญญาประมวลผลข้อมูล หรือ Data Processing Agreement (DPA) ซึ่งผู้ประกอบการมักจะต้องส่งข้อมูลให้บุคคลภายนอกองค์กรเพื่อให้ทำงานต่อ เช่น เอเจนซี่ที่ทำแคมเปญ บริษัทขนส่ง หรือผู้ให้บริการคราวด์ เป็นต้น
เพื่อป้องกันความเสียหายหากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลที่เกิดจากการจ้างงานบุคคลภายนอกในทางกฎหมายจึงควรจัดให้มี DPA เพื่อกำหนดขอบเขตการประมวลผล มาตรการความปลอดภัย และหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่าง ผู้ว่าจ้าง (ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล) และ ผู้รับจ้าง (ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล) ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจ B2B จึงไม่ควรมอง PDPA เป็นเรื่องไกลตัว และควรเริ่มศึกษาวิธีปฏิบัติให้สอดคล้องกับงานจริงตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมความน่าเชื่อถือในระยะยาว
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย