21 ม.ค. เวลา 12:24 • นิยาย เรื่องสั้น

บ้านไม้หลังเก่า

เคยเจอประสบการณ์ลี้ลับชวนขนลุกมั๊ยครับ ผู้อ่านคิดว่าถ้าเจอเรื่องแบบนี้ที่ใหนจะน่ากลัวที่สุด สถานที่ๆเราไม่รู้จัก โรงแรม โรงพยาบาล วัด หรือจริงๆแล้วเป็นสถานที่คุ้นเคยที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันเช่น “บ้าน“
มีหลายเรื่องที่ เกิดขึ้นกับตัวผมในวัยเด็กและก็ยังเป็นคำถามในใจของผมจนถึงวันนี้ มันเกิดขึ้นตอนที่ผมอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนึงในต่างจังหวัด บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้หลังเก่า มีขนาดใหญ่ สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง มี2ชั้น มีประตูไม้พับขนาดใหญ่ ปิดด้านในด้วยประตูกรงเล็กอีกชั้นนึงด้านในประตูหน้าอยู่ในแนวตรงกันกับประตูหลังบ้าน
ครอบครัวเราอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ตามปกติ โดยพื้นที่ชั้นล่างของบ้านคือพื้นที่ใช้สอยของครอบครัวรวมถึงที่นอนของแม่และพ่อ มีบันไดตรงกลางบ้านเชื่อมชั้น1และชั้น2เข้าด้วยกัน
มีแนวทางเดินตรงตรงจากประตูหน้าบ้านไปถึงประตูหลังบ้านเป็นขอบกั้นระหว่างห้องนอนของแม่และห้องรับประทานอาหาร ชั้นสองถูกแบ่งเป็นห้องพระ ที่นอนของผมและห้องน้องสาวรวมถึงห้องเก็บของ
ในช่วงกลางคืน เรามักจะได้ยินเสียงแปลกๆ เช่น เสียงเหมือนคนเดินขึ้นบันไดตรงกลางคล้ายคนกระทืบเท้าหนักๆ เสียงก๊อกแก๊กเหมือนคนกำลังหาอะไรบางอย่าง
ทั้งหมดนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของบ้านไม้เก่า ซึ่งอาจจะมีเสียงลั่นของไม้หรือการหดตัวคลายตัว ตามสภาพอากาศ ซึ่งเราทุกคนก็ดูจากคุ้นชินกับมันเป็นอย่างดี จนดูจะกลายเป็นเรื่องปกติ
มีอยู่คืนนึง เรื่องที่ดูจะเป็นปกติในทุกๆวัน กลับดูชัดเจนขึ้นจนเราไม่สามารถทำใจเชื่อได้ว่า นั่นเป็นเสียงของไม้เก่าที่หดตัวหรือคลายตัว
แบบปกติ
เป็นคืนที่แม่กับพ่อต้องไปทำธุระต่างจังหวัดที่ไหนซักที่ ผมจำได้ไม่ค่อยแม่นนัก แต่ที่จำได้ชัดเลยก็คือ คืนนั้นมันเป็นคืนที่เงียบผิดปกติ หลังจากที่ผมตรวจสอบความเรียบร้อยของไฟ ประตู และหน้าต่าง ลงกลอนเรียบร้อย เราก็ปิดไฟนอน
ช่วงซักประมาณเกือบสามทุ่มเห็นจะได้ ซึ่งก็ดึกและเงียบมากสำหรับบ้านในต่างจังหวัด วันนี้มีแค่ผมกับน้องสาว แกน่าจะอายุประมาณ 11 หรือ 12 ขวบถ้าผมจำไม่ผิด
เราสองคนนอนอยู่คนละห้อง ซึ่งถูกกั้นด้วยผ้าม่านสีขาวครีมเก่าๆเป็นการแบ่งห้องอย่างง่ายๆ แบบคนต่างจังหวัด มันอยู่ใกล้กันมากๆแทบจะเอื้อมมือแตะกันได้ ท่ามกลางความเงียบและความมืดของค่ำคืน มีเพียงเสียงหมาเห่าและหอน ปนอยู่ในความเงียบ แต่เสียงมันดังอยู่ไกลออกไป เบาจนเหมือนเสียงตามสายลมที่ลอยไปแบบไร้จุดหมาย
คืนนั้นอากาศกำลังดี ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป ผมกำลังนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางๆ ห่มพอให้นอนหลับตามปกติของคนติดผ้าห่ม ความรู้สึกคืนนี้มันแปลก มันเงียบ ลมเย็นพัดเอื่อยๆ แต่กลับรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
นี่อาจจะเป็นเพราะกลัวที่ต้องอยู่บ้านกับน้องสองคนหรือไม่นะผมเองก็ไม่รู้ ผมไม่ใช่คนขี้กลัวแบบนั้นหรอก ผมนอนเฝ้าสวน เฝ้าไม้ที่ไร่ เฝ้าวัวที่นาคนเดียวก็ล้วนแต่เคยผ่านมาแล้ว จะมากลัวอะไรแค่นอนอยู่บนบ้าน
ในความเงียบนั้นผมได้ยินเสียงน้องสาวผมพลิกตัวหนึ่งครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ความเงียบ มันเงียบอยู่อย่างนั้น จนเวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่ทราบได้ ความเป็นจริงมันอาจจะแค่ 1 นาที แต่ความรู้สึกผมเหมือนมันนานมากๆ ทางกลางความเงียบนั่นเอง ผมได้ยินเสียงน้องสาวของผมเรียกผมเบาๆ
“พี่ๆ ขอนอนด้วยได้มั๊ยวันนี้” ผมได้ยินเสียงของแกสั่นๆ เหมือนจะร้องไห้ สัญชาตญาณบอกผมแล้วว่าคืนนี้ไม่ปกติแล้ว “ได้สิ” ผมตอบกลับกลับไปแบบเรียบง่ายพร้อมกับเปิดไฟฉายข้างตัวส่องทะลุผ้าม่านนั้นไปเพื่อให้แกมองเห็นทาง แกเปิดผ้าม่านขึ้นไม่พูดอะไรแล้วขึ้นเตียงมุดเข้ามาในผ้าห่ม ผมสัมผัสได้ว่าน้องสาวกำลังกลัวอย่างสุดขีด ผมปลอบใจแกเบาๆว่า“นอนเถอะมันดึกแล้ว” เอามือลูบหัวแกเบาๆ ก่อนที่จะปิดไฟฉายในมือ
ทันทีที่ไฟฉายของผมปิดลง เสียงคนเดินมันดังขึ้นแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน มันเดามาจากห้อง ที่น้องสาวเพิ่งจะลุกออกมา เสียงมันอยู่ใกล้ใกล้แค่นี้เอง
มันเป็นเสียงกระทืบเท้า ข้างนึงหนักๆ แล้วลากอีกข้างหนึ่งตามไป เสียงฝ่าเท้าลากไปบนพื้นไม้นั้นดังชัดเจน รวมถึงแรงสของบ้านจากเสียงวางเท้าหนักหนักนั้น จากประตูทางเข้าห้อง ไปจนถึงทิศด้านหัวเตียงของน้องสาว ”ฮือออออ“ เสียงน้องผมเหมือนจะร้องไห้แกร้องฮือออกมาพร้อมกับเอามือปิดหู อากาศที่เย็นสบายวันนั้นหนาวเข้าไปถึงกระดูก ขนผมลุกไปทั้งตัว แต่แปลกจังเหงื่อมันก็เหมือนจะซึมออกมาด้วย
ผมเอามือลูบหัวน้องสาวอีกครั้งพร้อมกับปลอบแกว่า “แมวมันคงไล่หนูน่ะ ไม่มีไรหรอก” สิ้นเสียงผมปลอบน้องสาวแค่นั้นแหละ มันมีเสียงหัวเราะทุ้มๆ เหมือนเสียงหัวเราะในลำคอ ฮึๆ ตามด้วยเสียงเดินลากเท้ากลับมาจากทางหัวเตียงมายังประตูทางเข้า ตึ้ง ครืดดด ตึ้ง ครืดด เป็นจังหวะแบบนั้น
เสียงเก้าอี้ถูกลากออกจากโต๊ะทำการบ้านที่อยู่ในห้องของน้องสาว ตามด้วยเสียงลากหลังหนังสือเก่าๆ ที่ถูกแพ็คไว้อย่างเป็นระเบียบซึ่งวางอยู่ใต้โต๊ะทำการบ้านนั้น
กล่องนั้นถูกลากจากโต๊ะทำการบ้านซึ่งอยู่ข้างประตูทางเข้าลากไป
ทางหัวเตียงของห้องน้องสาว แล้วมันก็มีเสียงลากกลับมาปนกับเสียงเดินแบบกระทืบเท้าแล้วลากเท้าตามไปด้วยแบบนั้น ไอ้คนทำเสียงนั้น มันทำเหมือนกับจะประชดว่า กูทำขนาดนี้แล้วมึงยังคิดว่ากูเป็นแมวอยู่ไหม
น้องสาวผมนอนขดตัวเอามือปิดหูและร้องไห้ บ้านสะเทือนทุกครั้งที่เสี่ยงเท้านั้นกระทืบลงทุกครั้งที่เสียงกล่องหนังสือและเท้าถูกลากไปบนพื้นไม้ ทำผมขนหัวลูกซู่ และรู้สึกหนาวบาดเข้าไปในกระดูกทุกครั้ง แต่ผมจะแสดงออกว่ากลัวไม่ได้หรอก เพราะผมคงเป็นที่พึ่งเดียวของน้องสาวในตอนนี้
ผมหยิบไฟฉายที่อยู่ข้างลำตัวออกมาแล้วส่องทะลุผ้าม่านทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็นห้องนอนของน้องสาว พร้อมกับพยุงตัวลุกขึ้น
ด้วยผ้าม่านที่เป็นสีขาวทำให้ผมเห็นภาพในห้องลางๆ เก้าอี้ไม่ได้ชิดอยู่ใต้โต๊ะอย่างที่มันควรจะเป็น และยังมีเสียง ครืดดๆ เหมือนอะไรโดนลากไปกับพื้น กับเสียงเท้าที่กระทืบพื้นเป็นจังหวะคนเดิน แต่มองไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ ของคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นในห้องนั้นเลย
ผมข่มใจที่กลัวเอาไว้ แล้วตะโกนออกไปสุดเสียง เพื่อขจัดความกลัวในใจ อาการสั่นที่ควบคุมไม่ได้…เฮ้ย! สิ้นเสียงตะโกนอย่างสุดเสียงของผมทุกอย่างก็เงียบสนิทราวกับไม่เคยมีอะไรเกินขึ้น
อาการสั่นกลัวของผมหายไป เลยทำให้ผมกล้าพอที่จะลุกขึ้นไปเปิดไฟซึ่งอยู่ตรงเสากลางของบ้าน ก่อนที่จะเดินย้อน กลับมาเปิดประตูห้องของน้องสาวออกแล้วเปิดไฟในห้องเพื่อสำรวจทุกอย่างอีกครั้ง
มีเพียงเก้าอี้ที่ถูกเลื่อนออกมาจากโต๊ะ ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันอยู่แบบนั้นตั้งแต่แรกหรือมันถูกอะไรสักอย่าง เลื่อนออกมาจริงๆ กล่องหนังสือยังคงวางอยู่ใต้โต๊ะเหมือนเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมกลับมาปิดไฟแล้วเข้านอน ไม่สนใจจะค้นหาความจริงอะไร เพราะตอนที่ผมเปิดไฟฉายทะลุม่านเข้าไปในห้องนั้น ผมได้คำตอบทั้งหมดให้กับคำถามของผมแล้ว
โฆษณา