Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Hope เขียนรีวิว
•
ติดตาม
22 ม.ค. เวลา 23:53 • ยานยนต์
รีวิวทริป กรุงเทพ-อยุธยา - นครสวรรค์ - สุโขทัย ระยะทาง 877 km. ไปกลับ ค่าชาร์จ 900.-
การเดินทางครั้งนี้ ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ 7 โมงเช้า กับแบตเตอรี่ 100% ซึ่งจุดหมายแรกคือ จ.อยุธยา สไตล์การขับขี่ ถือว่า 80-90 km/h ได้ เพราะการเดินทางค่อนข้างยาวไกล เลยคิดว่า ถ้าขับรถความเร็วไม่เกินนี้ น่าจะไปถึงจุดหมายได้แบบไม่ต้องวิตกกังวลมากนัก
รถคันนี้เป็นรถไฟฟ้าล้วนระยะวิ่ง 410 km. ตามที่ระบุไว้บนหน้าจอ แต่วิ่งจริงต้องบวกลบจนเหลือประมาณ 350 บวกลบ ซึ่งขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละคนด้วย
การเดินทางไปอยุธยา ในระยะทาง 90 km. ถือว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป แบตยังเหลือๆ พอวิ่งกลับบ้านได้ แต่ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ รู้แค่ว่า วิ่งต่อได้ยันนครสวรรค์แน่นอน
การอยู่อยุธยานั้น ใช้เวลาไม่นาน เป็นเพียงทางผ่าน ที่จะต้องแวะมาทำธุระก่อนจะวิ่งขึ้นเหนือเท่านั้น
ออกจากอยุธยาตอน 9 โมง ระหว่างทางก็ขับรถไปเรื่อยๆ เปิด Mode Adaptive cruise control ให้รถวิ่งเอง เบรกเอง แต่จับพวงมาลัยไว้ ซึ่งระบบนี้เมื่อขับทางไกล ถือว่าช่วยได้เยอะมากๆ เพราะไม่ต้องแช่เท้า สลับเบรก อยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้น รถคันนี้ก็ยังไม่ใช่ Tesla การไว้วางใจระบบนั้น ทำได้ประมาณ 70-80% เท่านั้น ที่เหลือยังต้องพึ่งสัญชาตญาณตัวเองอยู่ตลอด ซึ่งก็คือต้องมีสติตลอด แม้จะมีระบบช่วยขับขี่แล้วก็ตาม
ขอยกกรณีตัวอย่างว่าทำไมถึงไม่สามารถไว้ใจระบบได้ 100% เต็ม
-เปิดระบบอยู่ ไม่มีคันข้างหน้า แต่อีก 50 km. มีมอเตอร์ไซค์วิ่งออกมาตรงจุดยูเทิร์น ระบบก็กลัวเหลือเกินว่าเราจะชนเขา อยู่ๆ กล้องก็จับเห็นดี ทำให้รถมีอาการสะดุดขึ้นเล็กน้อย แต่คันที่ตามหลังมา ก็เหวอได้พอสมควรเหมือนกัน
-ผมตามคันหน้าอยู่ดีๆ ระยะห่างประมาณ 20 km. อยู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์แซงขึ้นหน้าผมไป ปรากฏว่า ระบบไปตรวจจับคันมอเซอร์ไซค์ เฉย ทำให้รถต้องลดความเร็วลงอย่างกระทันหัน หัวแทบทิ่ม ดีนะ ที่รู้ตัวว่ามันจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ตอนนั้นวางทางไว้ใกล้ๆกับคันเร่งพอดี ก็กดมิดเลยครับ เดี๋ยวได้มีเหตุการณ์ชนท้ายแน่นอน
นั่นแหละครับเพื่อนๆ การมีระบบช่วยขับขี่ มันก็ดีนะ แต่บางครั้งต้องพึ่งสัญชาตญาณ การคาดเดาของตัวเองไว้ด้วย เพราะยังไงซะ การขับขี่ด้วยตัวเอง ก็ถือว่ายังปลอดภัย 100% ได้อยู่
แต่ แต่ แต่ ไม่ได้หมายความว่า คนขับรถเองจะปลอดภัย 100% นะ ขอยกกรณีตัวอย่าง ที่พูดได้เต็มปากเลยว่า ถ้าไม่มีระบบ อาจจะเสยคันข้างหน้าแบบไม่รู้ตัวเลยก็ได้อีกสักหนึ่งข้อ ก่อนจะพาเพื่อนๆ เดินทางเข้าสู่ ชัยนาท
-เมื่อถนนมืดลง ไฟหน้าทำงานแต่ไฟสูงไม่ทำงาน เพราะเพิ่งผ่านช่วงที่มีเสาไฟสว่างๆมา ทำให้ระบบมองเห็นว่า ข้างหน้าก็มีไฟสว่างๆ รออยู่ จึงไม่ได้เปิดไฟสูงให้ แต่ปรากฏว่า รถเกิดอาการชลอตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งโชคดี ไม่มีรถคันหลังให้ต้องเหวอกันไป ไอเราก็สันนิฐานเลย สงสัยระบบจะเพี้ยนแหะ ขับกลางคืนเนี่ย ปรากฏว่า เปล่าครับ ระบบไม่ได้เพี้ยนเลย
มีรถคันข้างหน้าอยู่จริงๆ!
ไฟทางไม่เปิด ไฟท้ายไม่มี ที่สำคัญแ_ง เป็นหกล้อบรรทุก และ วิ่งทับเลนส์ขวาด้วย ผมนี่ OMG เลยครับ คือบอกตามตรง ต้องเข้าใกล้มากๆ ถึงจะเห็นว่า เฮ้ย…นั่นรถนี่หว่า นี่ถ้าไม่มีระบบช่วยเบรกนะ มีหวังกลับไม่ถึงบ้านแน่นอน อาจจะหักหลบจนรถเสียหลักก็เป็นได้ ซึ่งถือว่า นี่คือข้อดีของการเปิด Mode Adaptive cruise control ในการเดินทางไกล
เอาหละครับ การเดินทางของเราเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ผมจะพาเพื่อนๆ กลับเข้าไปยังถนนสายเอเชียกันต่อ ที่จังหวัดสิงห์บุรี ก่อนสะเข้าชัยนาท ก็เจอคุณตำรวจโบกสะบัด เรียกจอดไว้ๆ
ผมก็นึกสักแปป ไอเราก็ไม่ได้ขับเร็วเลยนะ โดนข้อหาอะไรน้าา คิดอยู่ตั้งนาน พอลดกระจกลงก็ อ้อ ลืมต่อภาษี…..
ค่าต่อภาษี 1 พันบาท ค่าปรับ 1 พันบาท แทนที่จะเอาค่าปรับไปจ่ายค่าภาษี ก็กลายเป็นต้องโดนทั้งค่าปรับและค่าภาษีเลยครับเพื่อนๆ แต่ยังดีที่ต่อ พรบ.แล้ว ไม่งั้นโดนหมื่นแน่นอนครับท่าน
ก็จ่ายค่าปรับ ค่าเสียหายกันไป ข้อความลืมจ่ายครับ
ไอเราก็นึกว่าขับรถไฟฟ้าแล้วจะประหยัด ที่ไหนได้ เจอค่าปรับ เงินในกระเป๋าก็รั่วเหมือนเดิมครับ
มาครับ เสียค่าปรับกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราไปต่อกันเลยหละ แต่ด้วยความที่เป็นรถไฟฟ้า จะต้องรักษาแบตเตอรี่ไว้ให้มากที่สุด การที่เราติดด่าน แล้วออกจากด่านมา คนอื่นๆก็อาจจะคิกดาวน์ เหยียบเป็นเดอะฟาสกันอยู่หลายคน แต่ก็คงไม่ใช่กับผมหรอกครับ
ไปเรื่อยๆ แต่เจอปั้มนี่ ขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ รู้สึกอื้ออึงกับค่าปรับแปปนึง
จากอยุธยามาถึงนครสวรรค์ ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง ก็ทำธุระต่อเนี่องกันไป กินข้าว ไปโน่นนี่นั่น ใกล้ๆบริเวณนั้น จนเสร็จธุระจริงๆ บ่ายสองครึ่ง กับแบตเตอรี่ 12% ซึ่งจำไม่ได้ว่า เหลือกี่กิโลเมตร แต่ที่แน่ๆ คือ วิ่งไปเกิน 300km แน่ๆ เท่ากับว่า จากบ้าน ถึง อยุธยา ต่อนครสวรรค์ 1 ชาร์จก็คือเอาอยู่ พอได้หาที่จอดแวะชาร์จแน่นอนครับ
ผมใช้แอป PlugShare เพื่อสำรวจบริเวณโดยรอบ ว่ามีจุดไหนบ้าง ที่พอจะแวะชาร์จได้ โดยที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้ ซึ่งถ้าอยู่ในเมืองนี่ เกิน 100 สถานีได้เลยครับ แต่พออยู่นครสวรรค์เท่านั้นแหละ ความสะดวกสบาย หายไปเกือบจะหมดเลยครับ เพราะมีสถานีชาร์จใกล้ๆผม เพียง 5 สถานีเท่านั้น
ซึ่งก็จะมี PAE, EVanywhere, kingkha, spark และ จุดชาร์จตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งผมก็เลือก Spark ครับ เป็นแบรนด์เดียวกับ Aion รถที่ผมขับอยู่นั่นแหละ เป็นระบบเติมเงินเข้าไปครับ ผมเติมไปประมาณ 300.- ก็รอประมาณ 45 นาที แต่ระหว่างรอ ก็ต้องสั่งกาแฟซิครับ รออันใดหละเจ้า อเมริกาโน่ และ ลาเต้ อย่างละแก้วกับภรรยาเลยครับ
“หกโมงว่างไหม”
คำสนทนาสั้นๆ ที่คุยกับน้องสาว
“อะไรนะ”
“หกโมงว่างไหม”
“อะไรนะ”
“หกโมงว่างไหม”
“ออ ว่าง”
“เออ เดี๋ยวแวะไป”
คำพูดสั้นๆ ของพี่ชายคนนึง ที่อยากจะแวะไปดูความเป็นอยู่ของน้องสาว ที่เพิ่งสอบราชการได้ และ ไปประจำอยู่ที่ จ.สุโขทัย
ไม่ว่าจะ สุขุมวิท ไป พระรามสี่ หรือ นครสวรรค์ ไปสุโขทัย มันก็ไม่ต่างอะไรกันมากหรอก ถ้าแรงยังเหลือ
“หกโมงเจอกัน”
นี่คือประโยคสั้นๆ ของพี่ชายคนนึง ที่ทำธุระจากบ้าน แวะอยุธยา เจอด่านสระบุรี ทำธุระเสร็จที่นครสวรรค์ ก็เตรียมวิ่งขึ้นเหนือ มุ่งหน้าสู่สุโขทัย แบบไม่รู้สึกเพลียแต่อย่างใด
ระหว่างทาง ผมก็คิดนะว่า แม้เราจะเดินทางด้วยรถไฟฟ้า ที่ใครหลายๆคน บอกว่าไม่เหมาะกับการเดินทางไกล และ เร่งรีบ เหมาะกับในเมืองมากกว่า เหมาะกับคนชิวๆมากกว่า ซึ่งคนที่พูดนั้น ก็ไม่ได้พูดผิดนะครับ เพราะถ้าเรารู้จักการวางแผน การบริหารเวลา การขับขี่แบบค่อยเป็นค่อยไป มันก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เว้นซะแต่ช่วงเทศกาล อันนี้หนักจริงๆครับ เลี่ยงได้ เลี่ยงครับ แต่ต้องอย่าลืมนะครับ ประเทศไทย มี 2 เทศกาลใหญ่ คือปีใหม่ กับ สงกรานต์ และนอกนั้นอีก 10 เดือน ก็ไม่ค่อยจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้คำนวณระยะทางไม่ได้ครับ
การเดินทางจากนครสวรรค์ไปสุโขทัย จะมีทางทั้งหมด 3 เส้นทาง ซึ่งผมก็มาครั้งแรกเนอะ วิ่งเข้าพิจิตรเลยครับ ปรากฏว่า ทำถนนแบบหนักมากๆ หนักจนคนสุโขทัยต้องบอกว่า ขับทีรถพัง แน่นอนครับ
ก็ได้เรียนรู้เลยหละครับ ว่าถนนที่ทำให้รถพังได้น่ะ มันเป็นยังไง
ถือว่าการเดินทางเส้นพิจิตรนี่ สำหรับคนไม่รู้อย่างผม ถือว่าทรมาณรถยนต์พอสมควรเลยครับ แต่ขากลับ ได้คำแนะนำจากคนพื้นที่ว่าให้กลับเส้น 12 นะ ถนนดีกว่า ผมก็ โอเค จำครับ และก็จำเหมือนกันว่าจะไม่ผ่านตรงกลางพิจิตรอีกแล้ว ถือซะว่าเรียนรู้กันไป
ขณะนี้เป็นเวลา 18 นาฬิกา 0 นาที 00 วินาที ถึงสุโขทัยอย่างปลอดภัยครับ
สิ่งแรกที่คนอย่างพี่ชายจะทำได้ เมื่อเห็นน้องสาวที่ออกมาใช้ชีวิตคนเดียว ที่ห่างไกลบ้านประมาณ 440km. ซึ่งถ้าให้ไปและกลับเหมือนที่ทำงานปกติทั่วไป น่าจะเป็นอะไรที่ยากมากๆนะ
ผมพาไปเลี้ยงข้าว ใกล้ๆกับที่พักราชการแหละ ก็พูดคุยกันไป ตามประสาพี่น้อง และโชคดี ที่ร้านอาหารมีจุดชาร์จพอดี ทานเสร็จ 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่เต็ม 100% พร้อมวิ่งต่อ กลับกรุงเทพเลยครับ
ถามว่าตอนนั้นเหนื่อยไหม เพราะครบ 12 ชั่วโมงพอดี เป็นระยะเวลาที่ร่างกายกำลังแอคทีฟเต็มที่เลยครับ พร้อมลุยต่อไม่ง่วงแต่อย่างใด แค่เมื่อยนิดๆ และบวกกับ Mode Adaptive cruise control ทำให้อาการล้าลดลงไปได้เยอะเลยครับ
จาก 1 ทุ่ม วิ่งยาว มีแวะปั้มเข้าห้องน้ำเล็กน้อย และวิ่งต่อประมาณ สามชั่วโมง ถึงสระบุรีตอน ห้าทุ่มครึ่ง ก็พบกับปัญหาแรกเลยครับ ลืมเคลียร์เครดิต ตู้ชาร์จ PTT ทำให้ไม่สามารถแอดบัตรใหม่ และ ธนาคารก็ไม่ได้เติมเงินเข้าไปในบัตรได้เช่นกัน ก็หัวหมุนอยู่แปปนึงเลยครับ เพราะแบตเตอรี่มันอยู่ที่ประมาณ 21% พอให้กระสับกระส่าย หัวหมุน ทำอะไรไม่ถูก บวกกับเดินทางยาว ทำให้กระบวนการคิด การแก้ปัญหานี่ รวนมากพอสมควรเลยครับ
ถามว่าทำยังไงต่อ ก็ต้องเขยิบไปอีกปั้มซิครับ ปั้มบางจาก เป็นจุดพักรถของ 10 ล้อครับ ไม่แปลกว่าทำไมถึงมืด และ ไม่มีของกินอะไรเยอะ และอีกประเด็นที่พีคกว่านั้นคือ ตู้ชาร์จของ EV anywhere เป็นแบบ 40 kWh จากปกติ 60-120 kWh ทำให้วินาทีนั้น ตัดสินใจ
นอนครับ….
ด้วยการที่กำลังไฟมันเข้าช้า ทำให้เรามีเวลา relax มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็กึ่งหลับกึ่งตื่นครับ กลัวว่าจะหลับไป โดยที่ระบบการจ่ายไฟขัดข้อง ทำให้ต้องคอยลืมตาอยู่เป็นครั้งคราว เพราะโอกาศที่ชาร์จอยู่ดีๆ แล้วระบบหยุดโดยไม่รู้ตัวมีสูงมาก โดยเฉพาะกับตู้ชาร์จที่ไม่คุ้นเคย
ซึ่งเป็นการวางแผนที่ผิดพลาดเล็กน้อย เพราะถ้าเป็นตู้ PTT จะสามารถไว้ใจ และ พร้อยหลับไปได้เกือบชั่วโมง โดยที่ไม่ต้องระแวงแต่อย่างใดมากมายนัก แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องก็มาถึงหน้าตู้ 40kWh แล้ว หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เข้าร่วมเลยหละกัน ชาร์จวนไป เงินหมด เติมเข้าไป ชาร์จใหม่ ประมาณสองรอบ ก่อนจะต้องฝืนตัวเองให้กลับมามีสติอีกครั้ง เพื่อนำตัวเอง และ ภรรยาสุดรัก ไปยังจุดหมายปลายทางให้ได้ ในเวลา 00:12 น.
ระยะทางจากปั้มน้ำมันไปบ้านประมาณ 169 km. ก็จะชาร์จเผื่อไว้อีกประมาณ 30 km. ประมาณ 210 km. ก่อนจะมั่นใจว่ารถจะไม่ดับกลางทางแน่นอน เพราะวันนี้มันเช้ามากๆแล้ว ไม่อยากให้ภรรยาต้องลำบาก และที่สำคัญ อาจจะโดนบ่นได้โดยไม่รู้ตัว
การเดินทาง 2 ชั่วโมงสุดท้าย อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับผมนะ แต่ถ้านับว่าตื่นตั้งแต่ เช้าและออกจากบ้าน 7 โมงเช้า และ ตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว ยังอยู่สิงห์บุรีอยู่ ก็อื้อพอสมควรเลยครับ เพราะระหว่างทาง คือแวะจอดพัก เข้าห้องน้ำ ดื่มกาแฟ ซื้อผ้าเปียกเช็ดตัว อยู่ประมาณ 2 ปั้มได้
อ้อ แนะนำผู้อ่านสักนิดนึง สำหรับคนที่เป็นเดินทางไกล หรือ นานๆจะขับทางไกลนั้น แนะนำว่าถ้าง่วงให้จอดพักนะครับ อย่างฝืนเด็ดขาด อาจจะถึงบ้านช้าหน่อยสัก 1 ชั่วโมง ก็ยังดีกว่าไปไม่ถึงบ้านนะครับ สำหรับผมนี่ ปั้มสุดท้ายที่แวะคืออีก 10 นาทีถึงบ้านนะ แต่วินาทีนั้นแบบว่า เออ ไม่ไหว แบบ ขอเข้าห้องน้ำล้างหน้าสัก 2 นาทีนะ เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากการหลับในให้มากที่สุด
ต้องบอกก่อนว่า ตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงตี 2 นี่ ขับรถทั้งวันเลยนะ ถ้าจะแวะซัก 2 นาที ก่อนเข้าบ้าน แม้ระยะทางจะแค่ 10 นาทีก็ตาม ผมก็ถือคติว่า ปลอดภัยไว้ก่อน ช้าได้ ไม่มีใครรีบ
เสร็จสิ้นธุระ ล้างหน้า เข้าห้องน้ำ ก็ตั้งสติอีก 10 นาทีสุดท้าย ขับไปให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย และ จบสิ้นทริป กรุงเทพ-สุโขทัย ตอนเวลาตีสามเป๊ะ กับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเดินทางด้วยการใช้รถไฟฟ้า ประมาณ 900.- กับระยะทาง 877 km.
ซึ่งไม่รวมกับค่ากาแฟ 135.- ชาร์จรถที่บ้านก่อนออกเดินทางประมาณ 130.- และยังมีค่าทางด่วน ค่าด่าน ค่าโน่นนี่นั่น จบทริปจริงๆ ก็ 2-3 พันแหละครับ ปกติทั่วไปเลยครับ
การเดินทางไปกลับครั้งนี้ คุ้มค่ามากมายนัก ทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งธุระปะปัง และพบปะพูดคุยกันได้คุ้มกับเวลาที่เสียไปหนึ่งวันจริงๆ
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่อ่านมาจนจบนะครับ อ้อ รถที่ผมใช้เป็นรถไฟฟ้า Aion Y 410p ครับ
ท่องเที่ยว
ท่องเที่ยวไทย
รถไฟฟ้า
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย