23 ม.ค. เวลา 04:22 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ถอดโครงสร้าง “ตราสารหนี้” เข้าใจให้ครบ ก่อนตัดสินใจลงทุน

ตราสารหนี้ คือเครื่องมือทางการเงินที่รัฐบาลหรือบริษัทออกมาเพื่อ “กู้เงิน” จากนักลงทุน โดยสัญญาว่าจะจ่ายดอกเบี้ยตามงวด และคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด พูดง่ายๆ คือ ผู้ซื้อตราสารหนี้เปรียบเหมือน “เจ้าหนี้” ที่ต้องได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน
ตราสารหนี้จึงมักถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการความผันผวนน้อยกว่าหุ้น แต่อยากได้โอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก
โดยในบทความนี้ Wealthy Thai จะพาไปรู้จักส่วนประกอบหลักของตราสารหนี้ ที่ควรรู้ไว้ก่อนลงทุน ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน หรือพันธบัตรประเภทต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจตราสารหนี้และตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น โดยส่วนประกอบหลักของตราสารหนี้ ได้แก่
มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value หรือ Face Value)
คือจำนวนเงินต้นที่ผู้ออกตราสารสัญญาจะคืนให้ผู้ถือ เมื่อถึงวันครบกำหนด เช่น Par Value (หรือ Par) เท่ากับ 1,000 บาทต่อหน่วย แปลว่าถ้าถือ 10 หน่วย เมื่อครบกำหนดจะได้รับเงินต้น 10,000 บาท (1000 บาท x 10 หน่วย)
ทำไมถึงสำคัญ?
Par Value เป็นฐานในการคำนวณดอกเบี้ย และเป็นตัวอ้างอิงเวลาพูดถึงกำไร–ขาดทุนจากราคา เช่น ถ้าซื้อตราสารหนี้ในราคาที่ “ต่ำกว่า Par” ก็มีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่าง แต่ถ้าซื้อในราคาที่ “สูงกว่า Par” ผลตอบแทนจริงจะต่ำลงด้วย โดยพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้บริษัทเอกชนของไทยส่วนใหญ่มักกำหนด Par Value ที่ 1,000 บาท เพื่อให้เข้าใจและคำนวณง่าย
อัตราดอกเบี้ย (Coupon Rate)
คืออัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกจ่ายให้ผู้ถือตราสารต่อปี คำนวณจาก Par Value เช่นถ้า Coupon Rate เท่ากับ 3% และ Par Value อยู่ที่ 1,000 บาท จะได้ดอกเบี้ยปีละ 30 บาทต่อหน่วย โดยประเภทดอกเบี้ยที่พบบ่อย ได้แก่ดอกเบี้ยคงที่ (Fixed) และดอกเบี้ยลอยตัว ที่อิงดอกเบี้ยตลาด (Floating)
ทำไมถึงสำคัญ?
อัตราดอกเบี้ยกำหนด “รายได้ประจำ” ของผู้ลงทุน อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยยังไม่ใช่ผลตอบแทนจริงทั้งหมด เพราะราคาตราสารสามารถขึ้นลงได้ตามสภาวะตลาด
งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Payment Frequency)
คือความถี่ในการรับดอกเบี้ย เช่น ปีละ 1 ครั้ง, ทุก 6 เดือน, หรือทุก 3 เดือน ยกตัวอย่างเช่น ตราสารหนี้ไทยจำนวนมากที่จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
ทำไมถึงสำคัญ?
งวดการจ่ายมีผลต่อ “กระแสเงินสด” และการนำเงินไปลงทุนต่อ
วันครบกำหนด (Maturity Date)
คืออายุของตราสาร หรือวันที่ผู้ออกต้องคืนเงินต้นทั้งหมด โดยอายุของตราสารอาจเป็น ระยะสั้น (ต่ำกว่า 3 ปี), ระยะกลาง (3–10 ปี), หรือระยะยาว (มากกว่า 10 ปี)
ทำไมถึงสำคัญ?
ยิ่งตราสารหนี้มีอายุยาวเท่าไร ราคาจะยิ่งอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดมากขึ้น นี่เป็นเพราะเงินที่นักลงทุนจะได้รับจากตราสารระยะยาวอยู่ไกลในอนาคต เมื่ออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน มูลค่าปัจจุบัน (Present Value) ของเงินในอนาคตจึงถูกกระทบแรงกว่า ขณะที่ตราสารระยะสั้นจะได้รับเงินคืนเร็วกว่า ทำให้ราคาปรับขึ้นลงน้อยกว่า
เช่น หากดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้น ราคาตราสารหนี้ระยะยาวมักปรับลงแรงกว่าตราสารระยะสั้น เพราะตราสารใหม่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า และเงินต้นของตราสารยาวก็ถูกล็อกไว้ที่ดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยในตลาดปรับลง ราคาตราสารหนี้ระยะยาวก็มักปรับขึ้นแรงกว่า เพราะกระแสเงินสดที่ถูกล็อกไว้ในอัตราดอกเบี้ยสูง มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับตราสารระยะสั้น
ชื่อผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)
คือผู้ที่เรานำเงินไปให้กู้ เช่น รัฐบาล (ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ), รัฐวิสาหกิจ หรือ ธนาคาร (ความเสี่ยงปานกลาง), หรือ บริษัทเอกชน (ความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ผลตอบแทนสูงขึ้นด้วย)
ทำไมถึงสำคัญ?
ผู้ออกตราสารคือแหล่งเงินที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น จึงเป็นตัวกำหนด “ความเสี่ยงหลัก” ของตราสารหนี้
ผลตอบแทนจนครบกำหนด (Yield to Maturity: YTM)
Yield to Maturity (YTM) คือ อัตราผลตอบแทนรวมที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับต่อปี หากถือตราสารหนี้ไปจนถึงวันครบกำหนด โดยคำนวณรวมทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยที่ได้รับระหว่างทาง หรือกำไร-ขาดทุนจากราคาที่ซื้อมา (ซื้อสูงหรือต่ำกว่า Par Value) จึงถือว่า YTM เป็นตัวเลขมาตรฐาน ที่ใช้เปรียบเทียบตราสารหนี้ต่างรุ่น, ต่างผู้ออก, ได้ดีที่สุด
ทำไมถึงต้องสนใจ?
เพราะ YTM สะท้อน “ผลตอบแทนจริง” มากกว่าดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) เพราะบางตราสารอาจให่ดอกเบี้ยสูง แต่ราคาซื้อแพง ทำให้ผลตอบแทนจริงอาจไม่สูงมากเท่าที่คาด หรือบางตราสารให้ดอกเบี้ยต่ำ แต่มีราคาต่ำกว่า Par Value ก็อาจทำให้ผลตอบแทนจริงสูงกว่า YTM จึงช่วยให้นักลงทุน เปรียบเทียบความคุ้มค่า ของตราสารแต่ละตัวได้อย่างเป็นธรรม
ในทางคำนวณ YTM คือ “อัตราผลตอบแทน” ที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของเงินที่เราจะได้รับทั้งหมดในอนาคต (ทั้งดอกเบี้ยระหว่างทาง และเงินต้นตอนครบกำหนด) เมื่อคิดย้อนกลับมาเป็นวันนี้แล้ว มีค่าเท่ากับ “ราคาที่เราซื้อในตลาด”
ซึ่งสูตรคร่าวๆ คือ YTM ≈ [C + (F - P)/n] / [(F + P)/2]
โดยที่
C = ดอกเบี้ยต่อปี (Coupon)
F = ราคาหน้าตั๋ว (Par Value)
P = ราคาซื้อปัจจุบัน (Market Value)
n = จำนวนปีถึงครบกำหนด
(ในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่จะใช้เครื่องคิดเลขการเงินหรือระบบซื้อขายคำนวณให้ ไม่ได้คำนวณมือ)
อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
Credit Rating คือ การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนที่จะผิดนัดชำระหนี้
ตัวอย่างระดับที่พบบ่อย
AAA – AA : ความเสี่ยงต่ำมาก
A – BBB : ระดับลงทุน (Investment Grade)
BB ลงไป : ความเสี่ยงสูง (High Yield / Speculative)
ในประเทศไทย ผู้จัดอันดับที่พบบ่อยคือ TRIS Rating และ Fitch Ratings Thailand
ทำไมถึงต้องสนใจ?
เพราะมันคือตัวชี้วัดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งโดยทั่วไป หากอันดับความน่าเชื่อถือสูง ความเสี่ยงจะต่ำ และผลตอบแทนก็จะไม่ค่อยสูงมาก แต่ถ้าอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ ความเสี่ยงก็จะสูง จึงต้องให้ผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชย ทั้งนี้ Credit Rating ช่วยให้นักลงทุนประเมินว่าได้ผลตอบแทนที่ได้ คุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่
ราคาตลาดปัจจุบัน (Market Price)
ราคาตลาด คือ ราคาที่ตราสารหนี้ซื้อขายกันอยู่จริงในตลาดรอง ซึ่งอาจสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Par Value)
ราคานี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามปัจจัยหลัก เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด, มุมมองต่อความเสี่ยงของผู้ออกตราสาร, หรือภาวะเศรษฐกิจและสภาพคล่องในตลาด โดยทั่วไปแล้ว เมื่อดอกเบี้ยตลาดปรับขึ้น ราคาตราสารหนี้มักปรับลง และเมื่อดอกเบี้ยตลาดลดลง ราคาตราสารหนี้มักปรับขึ้น สวนทางกันเสมอ
ทำไมถึงต้องสนใจ?
เพราะราคาตลาดมีผลโดยตรงต่อ
-YTM ที่คุณจะได้รับจริง
-กำไร–ขาดทุน หากขายก่อนครบกำหนด
-ความผันผวนของพอร์ตตราสารหนี้
ซึ่งนักลงทุนที่เข้าใจราคาตลาด จะสามารถเลือกจังหวะเข้าซื้อ, ประเมินความเสี่ยงจากดอกเบี้ย, และจัดพอร์ตได้เหมาะกับสภาวะตลาด
สรุป
ตราสารหนี้อาจดูเป็นสินทรัพย์ที่เรียบง่าย แต่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนและความเสี่ยงของตราสารหนี้ ถูกกำหนดโดยหลายองค์ประกอบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น Par Value, Coupon, งวดจ่ายดอกเบี้ย, อายุคงเหลือ, ผู้ออกตราสาร, ราคาตลาด, YTM, หรือ Credit Rating
การเข้าใจส่วนประกอบเหล่านี้ จะช่วยให้นักลงทุนมองเห็น ผลตอบแทนจริง ไม่ใช่ดูแค่ดอกเบี้ยหน้าตั๋ว รวมถึงประเมินได้ว่าความเสี่ยงคุ้มกับผลตอบแทนหรือไม่ และสามารถเลือกตราสารหนี้ให้เหมาะกับเป้าหมาย เช่น กระแสเงินสด, ความมั่นคง, หรือการรับมือกับดอกเบี้ยขาขึ้น–ขาลง
สุดท้ายแล้ว ตราสารหนี้ไม่ใช่แค่ที่พักเงิน แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถบริหารเชิงกลยุทธ์ได้ หากนักลงทุนเข้าใจโครงสร้างของมันอย่างแท้จริง
โฆษณา