Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
MONEY LAB
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
23 ม.ค. เวลา 08:33 • หุ้น & เศรษฐกิจ
วิกฤติศรัทธาประกันสังคมไทย จ่ายเพิ่มเป็น 875 บาท แต่ทำไมคนรู้สึกไม่คุ้มค่า
“ประกันสังคม” คำนี้ขึ้นหน้าฟีดในโลกออนไลน์ทีไรมักจะเป็นประเด็นร้อนเสมอ
โดยสิ้นเดือนนี้ จะเป็นเดือนแรกที่เราในฐานะผู้ประกันตน จะต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินสมทบแพงขึ้น จาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน
ซึ่งสำหรับมนุษย์เงินเดือน เราไม่มีสิทธิเลือกได้ว่า จะจ่ายหรือไม่จ่าย เพราะนี่คือรายจ่ายภาคบังคับที่ถูกหักทุกเดือน
แต่ในขณะที่แรงงานทั้งประเทศ กำลังช่วยกันเติมเงินเข้าสู่ระบบเพื่อพยุงกองทุนนี้ ก็มีการนำข้อมูลบางอย่างมาพูดกันในเรื่องความโปร่งใสของกองทุน
จนเกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เงินที่เราจ่ายไปทุกเดือน ถูกบริหารจัดการอย่างคุ้มค่าจริงไหม และเหลือพอให้เราใช้เป็นหลักประกันในบั้นปลายชีวิตหรือเปล่า ?
และคำถามแบบนี้ก็นำไปสู่การเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า
ทำไมแรงงานเกือบ 25 ล้านคน ที่จ่ายเงินสมทบประกันสังคมทุกเดือน ถึงได้สิทธิที่ดูแตกต่างจากบัตรทองที่ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือยืดหยุ่นน้อยกว่า กบข. ที่เปิดให้เลือกแผนการลงทุนเองได้
เรื่องราวนี้เป็นอย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
เงินสมทบประกันสังคมที่เราต้องจ่าย 875 บาทต่อเดือน คิดมาจาก 5% ของเพดานค่าจ้างใหม่ที่สูงสุด 17,500 บาท
โดยกองทุนออกแบบมาให้มีส่วนช่วยกันจ่าย 3 ฝ่าย คือเราจ่าย 5% บริษัทสมทบให้เท่ากันที่ 5% และรัฐบาลจะช่วยสมทบให้อีก 2.5%
จากนั้นกองทุนจะนำเงินนี้ไปลงทุนแล้วบริหารจัดการ เพื่อนำมาจ่ายเป็นสิทธิประโยชน์คืนให้เรา
โดยเงิน 875 บาทที่เราจ่ายออกจากกระเป๋า
จะถูกแบ่งหน้าที่เป็น 3 ส่วนชัดเจน
ส่วนแรก 3% คิดเป็นเงิน 525 บาท
ถูกเก็บเป็นเงินออมไว้เป็นเงินบำนาญตอนเกษียณ
3
ส่วนที่สอง 1.5% คิดเป็นเงิน 262 บาท
ใช้ดูแลเรื่องการเจ็บป่วย คลอดบุตร และกรณีเสียชีวิต
ส่วนสุดท้าย 0.5% คิดเป็นเงิน 88 บาท
เป็นสวัสดิการว่างงาน หรือถูกเลิกจ้าง
พูดง่าย ๆ เท่ากับว่า เรากำลังจ่ายเงินซื้อแพ็กเกจความคุ้มครองประกันสุขภาพ ควบประกันชีวิตแบบบำนาญ ในราคา 875 บาทต่อเดือน
1
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกลงไปในกลไกการบริหารจัดการ ของกองทุนประกันสังคม เมื่อเปรียบเทียบกับบัตรทอง และ กบข. นั้นก็มีแง่มุมที่น่าสนใจ
ซึ่งสามารถสรุปความแตกต่างหลัก ๆ ออกมาได้ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก สิทธิการเข้าถึงการรักษาพยาบาล สิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
1
แต่มีเพียงผู้ประกันตนกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่ต้องควักเงินจ่ายผ่านเงินสมทบประกันสังคมจากกระเป๋าตัวเอง
เพราะคนที่ไม่ได้ทำงานก็จะได้รับสิทธิบัตรทอง หรือถ้าทำงานรับราชการก็จะได้รับสวัสดิการดูแลจากรัฐ ครอบคลุมไปถึงพ่อแม่และลูกด้วย
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นงบประมาณที่มาจากเงินภาษี ที่ผู้ประกันตนเองก็เป็นคนจ่ายส่วนหนึ่งด้วย
นอกจากนี้การเข้าถึงการรักษายังถูกผูกติดกับโรงพยาบาลตามสิทธิที่เดียว ทำให้ถ้าเจ็บป่วยเล็กน้อยแล้วจะไปขอรับยาที่คลินิกหรือร้านยาใกล้บ้านง่าย ๆ ก็ไม่สามารถทำได้แบบบัตรทอง
และอีกหนึ่งสิทธิที่คนทำงานมีโอกาสใช้กันบ่อยที่สุดอย่าง การทำฟัน
สิทธิประกันสังคมก็จำกัดวงเงินไว้แค่ 900 บาทต่อปี ซึ่งว่ากันตามตรง วงเงินประมาณนี้คงไม่เพียงพอกับการรักษาฟันในบางประเภท
ต่างจากสิทธิบัตรทอง ที่สามารถทำได้ปีละ 2 ครั้ง โดยไม่จำกัดวงเงิน
ส่วนประเด็นที่สองคือ เรื่องเงินเกษียณ ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุด ที่ถูกหักออกจากเงินสมทบของเราทุกเดือน
1
ในส่วนนี้เราคงเอาไปเทียบกับบัตรทองไม่ได้ เพราะบัตรทองเป็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ดูแลแค่สิทธิการรักษาพยาบาล ไม่มีส่วนของการออมเงิน
เราจึงต้องเทียบกับ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ซึ่งมีฟังก์ชันการออมเพื่อเกษียณเหมือนกัน
จริงอยู่ว่า โครงสร้างของประกันสังคม และ กบข. ไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะ กบข. นั้นเปรียบเสมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ PVD ในเวอร์ชันราชการมากกว่า
แต่ประเด็นที่น่ามองก็คือ เรื่องของประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
เพราะทั้ง กบข. หรือแม้แต่ PVD ภาคเอกชน ต่างก็ถูกบริหารจัดการโดยมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนโดยตรง
และที่สำคัญคือ มีการเปิดกว้างให้สมาชิก มีสิทธิเลือกแผนการลงทุนได้เอง ทำให้แต่ละคนสามารถออกแบบการลงทุนได้ตามความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้
ตัดภาพมาที่ผู้ประกันตนอย่างเรา กลับไม่สามารถเลือกแผนลงทุนเอง เงินทั้งหมดถูกบริหารจัดการภายใต้นโยบายเดียวโดยข้าราชการสำนักงานประกันสังคม สังกัดกระทรวงแรงงาน
1
ที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 2.29% ต่อปี..
3
อย่างไรก็ตาม การหยิบยกเรื่องสิทธิบัตรทอง หรือสวัสดิการข้าราชการ มาเปรียบเทียบไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจะบอกว่า สวัสดิการเหล่านั้นได้มากเกินไป
แต่ยกขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ระบบสวัสดิการที่ดีสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีการจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายคนตั้งคำถามว่าระบบประกันสังคมที่เป็นที่พึ่งของแรงงานทั้งประเทศ จะสามารถยกระดับไปสู่มาตรฐานที่ดีขึ้นเหมือนกันได้เมื่อไร
เพราะยิ่งมองไปข้างหน้า โจทย์ของประกันสังคมยิ่งชัดเจนและน่ากังวลขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ การที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
จนจำนวนคนทำงานที่ส่งเงินเข้ากองทุนจะค่อย ๆ ลดน้อยลง สวนทางกับจำนวนคนเกษียณที่รอรับบำนาญ จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ สิ่งที่ต้องรีบจัดการ อาจจะต้องเป็นการสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
สำหรับกองทุนนี้แบกรับเงินออมภาคบังคับ มูลค่านับล้านล้านบาท มาตรฐานด้านการบริหารจัดการก็ควรต้องสูงและโปร่งใส
ให้ทุกคนได้มั่นใจ ว่าเงินทุกบาทที่ถูกหักจากกระเป๋าเราไปทุกเดือน จะถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อผู้ประกันตนจริง ๆ
จนกลายเป็นเงินบำนาญที่แรงงานผู้ทำงานหนักเกือบ 25 ล้านคนได้พึ่งพาอาศัย ในยามเกษียณที่ไม่มีแรงหารายได้เพิ่มเติมเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว..
1
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#ประกันสังคม
References
-
https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/648530
-
https://www.facebook.com/thaidentalcouncil/posts/
-
https://www.pskdentalcenter.com/slug-nhso-dental-rights-update-2569/
-
https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-142
-YouTube สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว : รู้ยัง!? เงินประกันสังคมสร้างโรงอาหารให้ข้าราชการกระทรวงแรงงาน
-YouTube ลงทุนแมน : ประกันสังคม เสี่ยงเงินหมดใน 21 ปี ผู้ประกันตน รับมือและแก้ปัญหานี้อย่างไร ? | Talk ลงทุนแมน EP.52
-YouTube ลงทุนแมน : ประกันสังคม บู๊ลงทุนต่างประเทศ หวังผลตอบแทน 5.3% ต่อปี | Talk ลงทุนแมน EP.58
ประกันสังคม
การเงิน
ประกัน
22 บันทึก
47
9
41
22
47
9
41
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย