เมื่อวาน เวลา 08:00 • การเกษตร

Climate Adaptation กลยุทธ์ที่จะพา SME รอดจากวิกฤตภูมิอากาศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า “ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป น้ำท่วมฉับพลัน พายุที่คาดเดาไม่ได้ ภัยแล้งยาวนาน หรืออุณหภูมิที่ร้อนจัดเกินปกติ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลโดยตรงต่อโรงงาน พื้นที่เกษตร คลังสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ
หลายองค์กรโฟกัสเรื่อง Sustainability ผ่านการลดการปล่อยคาร์บอน (Mitigation) ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญในระยะยาว แต่โจทย์เร่งด่วนของวันนี้ ได้แก่ Physical Risk คือความเสี่ยงทางกายภาพที่สามารถทำลายความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ไหลเข้าท่วมเครื่องจักร หรือไฟฟ้าลัดวงจรที่ทำให้ระบบหยุดชะงักทั้งหมด
แนวคิด Climate Adaptation จึงกลายเป็นกลยุทธ์เชิงโครงสร้างที่ธุรกิจไม่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะเป็นการออกแบบระบบ โครงสร้างพื้นฐาน และซัปพลายเชนให้ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว โดยอาศัย AI และข้อมูลสากลมาเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ เพื่อให้ Business Continuity Plan ใช้งานได้จริงเมื่อวิกฤตมาเยือน
ในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ ธุรกิจจำเป็นต้องมีแผน Climate Adaptation
🔹 แยกประเภทอุตสาหกรรม ใครเสี่ยงอะไร และต้องใช้เทคโนโลยีอะไร ‘กัน’ ภัย?
แม้ทุกธุรกิจจะเผชิญผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนเหมือนกัน แต่ในเชิงโครงสร้างแล้ว ความเสี่ยงทางกายภาพของแต่ละอุตสาหกรรมนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การออกแบบกลยุทธ์ Climate Adaptation จึงไม่สามารถใช้สูตรเดียวกันได้
1. ภาคอุตสาหกรรม/โรงงาน (Manufacturing & Industrial Estates)
👉 ความเสี่ยงหลัก
โรงงานจำนวนมากตั้งอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจที่เคยได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ แต่กลับอยู่บนเส้นทางน้ำผ่าน (Floodway) เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำเหนือหลาก ไม่ได้เกิดความเสียหายแค่ทรัพย์สิน แต่ยังลามไปถึงห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด เครื่องจักรที่จมน้ำเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจต้องหยุดผลิตเป็นเดือน และไฟฟ้าลัดวงจรอาจสร้างความเสียหายซ้ำซ้อนในระบบควบคุมอัตโนมัติ
👉 Climate Adaptation Tech
  • Smart Flood Barriers เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมรูปแบบใหม่ ไม่ใช่กำแพงคอนกรีตถาวร แต่เป็นระบบกำแพงอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดระดับน้ำ เมื่อระดับน้ำถึงจุดวิกฤต ระบบจะยกตัวขึ้นทันที ลดการพึ่งพาแรงงานและการตัดสินใจแบบฉุกเฉิน
  • Submersible Infrastructure การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้อยู่กับน้ำได้ เช่น การยกห้องควบคุมไฟฟ้าและเซิร์ฟเวอร์ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมซ้ำซาก หรือใช้ระบบไฟฟ้าแบบกันน้ำ (Waterproof Systems) ซึ่งช่วยลดความเสียหายเชิงโครงสร้างในระยะยาว
  • Digital Twin for Disaster การสร้างแบบจำลองโรงงานในรูปแบบ 3D Digital Twin เพื่อจำลองสถานการณ์น้ำท่วมระดับต่าง ๆ เช่น หากน้ำสูง 50 ซม. หรือ 1 เมตร เครื่องจักรใดจะเสียหายก่อน ข้อมูลนี้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถวางลำดับการขนย้ายทรัพย์สินและกำหนด SOP ในแผนฉุกเฉินได้อย่างแม่นยำ
2. ภาคเกษตร (Agriculture)
👉 ความเสี่ยงหลัก
ภาคเกษตรกำลังเผชิญความผันผวนที่รุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้งยาวนาน อากาศร้อนจัดจนพืชหยุดการเจริญเติบโต และปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่เพาะปลูก สิ่งเหล่านี้ทำให้การพึ่งพาสภาพอากาศตามธรรมชาติกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
👉 Climate Adaptation Tech
  • Precision Agriculture
การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตร ก่อให้เกิดแนวคิด “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) เช่น การทำ Agricultural Mapping ร่วมกับการใช้ IoT Sensor เพื่อติดตามข้อมูลสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การระบุขอบเขตแปลง ชนิดพืช อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำ คุณภาพดิน ไปจนถึงปริมาณผลผลิต ช่วยให้เกษตรกรเห็นภาพรวมของแปลงเพาะปลูกอย่างเป็นระบบและแม่นยำมากขึ้น
ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยประเมินความเสี่ยงจากโรคและแมลงล่วงหน้า ทำให้สามารถบริหารจัดการแปลง ควบคุมการให้น้ำและปุ๋ย รวมถึงวางแผนป้องกันการระบาดได้อย่างเหมาะสม ทั้งในสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือนและแปลงเพาะปลูกกลางแจ้ง ลดการพึ่งพาสภาพอากาศตามธรรมชาติ ลดความเสียหายของผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว
  • Predictive Agriculture
เกษตรกรสามารถใช้ข้อมูลจากการเกษตรเชิงคาดการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มผลผลิตทางการเกษตร และวางแผนการปลูกได้ ผ่านเทคโนโลยี AI ที่ถูกพัฒนาให้สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากภูมิอากาศย้อนหลัง และพยากรณ์อากาศล่วงหน้า เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลจากการประมวลมาใช้ในการตัดสินใจเลือกชนิดพืชและช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละพื้นที่ เช่น หากพื้นที่นั้นมีน้ำน้อย การเลือกพืชที่ทนแล้ง หรือพืชที่ทนต่ออุณหภูมิสูง จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างตั้งแต่ต้นน้ำ และลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ และปัญหาศัตรูพืชล่วงหน้า
  • Regenerative Agriculture (ไม่ใช่แค่เกษตรอินทรีย์)
Regenerative Agriculture ไม่ได้หมายถึงการทำเกษตรแบบดั้งเดิมหรืออินทรีย์เพียงอย่างเดียว แต่คือการใช้ Data-deiven นำข้อมูลจาก IoT และ AI มาวิเคราะห์โครงสร้างดินและช่วยฟื้นฟูสุขภาพดิน เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และลดความเสื่อมโทรมของพื้นที่ก่อนเพาะปลูก เช่น การวางแผนปลูกพืชหมุนเวียนพืช การไถพรวนต่ำ การปลูกพืชคลุมดิน หรือการใช้ Biofertilizers อย่างเหมาะสม ช่วยเพิ่ม “Climate Resilience” ให้ภาคเกษตรในระยะยาว
หากไม่ต้องการให้วิกฤตน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อทั้งซัปพลายเชน ธุรกิจควรใช้เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วม
🔹 การใช้ Data ระดับโลกมาช่วยธุรกิจ (Global Intelligence)
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้ AI ระดับโลก ได้แก่ Google Flood Hub ซึ่งเป็นเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมที่พัฒนาโดย Google เพื่อพยากรณ์น้ำท่วมล่วงหน้า โดยระบบนี้จะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลอุทกวิทยา และประวัติระดับน้ำย้อนหลัง เพื่อคาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน ในระดับความละเอียดที่สามารถระบุพื้นที่หรือชุมชนได้อย่างแม่นยำ
📌 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมสำหรับ SME
แม้ธุรกิจขนาดเล็กจะไม่มีงบลงทุนด้านดาวเทียมหรือระบบวิเคราะห์ขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถใช้ข้อมูลเปิด (Open Data) จากแพลตฟอร์มลักษณะนี้มาประกอบการตัดสินใจได้ เช่น
  • การวางแผนโลจิสติกส์เชิงรุก (Proactive Logistics Planning) เมื่อเห็นแนวโน้มพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมล่วงหน้า ธุรกิจสามารถปรับเส้นทางขนส่ง หลีกเลี่ยงจุดคอขวด หรือเร่งกระจายสินค้าออกจากคลังที่มีความเสี่ยงสูงก่อนเกิดเหตุจริง ลดความเสียหายจากการขนส่งล่าช้าหรือสินค้าติดค้าง
  • การบริหารสต๊อกและคลังสินค้า (Inventory Risk Management) ข้อมูลสภาพอากาศช่วยให้ SME ตัดสินใจได้ว่า ควรกระจายสต๊อกไปยังคลังสำรอง หรือปรับระดับสินค้าคงคลังในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อลดโอกาสสูญเสียสินค้าจากน้ำท่วมหรือความชื้นสะสม
  • การเตรียมแผนเคลื่อนย้ายทรัพย์สินตามลำดับความสำคัญ (Asset Relocation) เมื่อผสานข้อมูลพยากรณ์เข้ากับผังโรงงานหรือคลังสินค้า ธุรกิจจะกำหนดลำดับการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร วัตถุดิบ และอุปกรณ์ได้ล่วงหน้า ซึ่งช่วยลดความสับสนและการตัดสินใจผิดพลาดในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นักธุรกิจวางแผน Business Continuity Plan เพื่อรับมือ Climate Risk
🔹 เปลี่ยนความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ ให้เป็นความได้เปรียบทางการแข่งขัน
สำหรับหลายองค์กร Climate Risk มักถูกมองเป็นต้นทุนหรือภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในมุมของกลยุทธ์ธุรกิจ ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้กลับกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
มาดูกันว่าการลงทุนด้าน Climate Adaptation สามารถต่อยอดไปสู่ความได้เปรียบทางการแข่งขันและโอกาสเติบโตในระยะยาวได้อย่างไรบ้าง
📌 Market Share Grab: ความต่อเนื่องคืออาวุธในช่วงวิกฤต
เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่ทำให้ตลาด “เปลี่ยนมือ” ไม่ใช่แค่คุณภาพสินค้า แต่คือความสามารถในการส่งมอบอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดสายการผลิตหรือปิดคลังสินค้าโดยไม่มีแผนรองรับ ขณะที่องค์กรที่มี Business Continuity Plan เชื่อมโยงกับ Climate Adaptation อย่างเป็นระบบ จะยังสามารถผลิต ส่งมอบ และรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าได้
ในทางปฏิบัติ ความได้เปรียบนี้มักแสดงออกในรูปของการรับออร์เดอร์แทนคู่แข่ง การรักษาสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ หรือการถูกมองว่าเป็นซัปพลายเออร์ที่พึ่งพาได้ ซึ่งส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว
📌 Insurance Premium: ลดต้นทุนด้วยข้อมูล ไม่ใช่แค่ต่อรอง
สำหรับธุรกิจ ประกันภัยทรัพย์สินไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงได้ แต่เป็นต้นทุนคงที่ที่สะท้อนระดับความเสี่ยงขององค์กรโดยตรง ธุรกิจที่ลงทุนในระบบป้องกันความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น เทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วม ระบบเซนเซอร์ตรวจจับ หรือการใช้ข้อมูลพยากรณ์ภัยล่วงหน้า สามารถแปลงการลงทุนด้าน Adaptation ให้กลายเป็นเครื่องมือต่อรองเชิงข้อมูลกับบริษัทประกัน
เมื่อความเสี่ยงถูกวัดและจัดการได้อย่างเป็นระบบ เบี้ยประกันภัยก็จะสามารถลดลงได้จริงในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการเคลมซ้ำ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
📌 Sustainability Expo Connection: ความยั่งยืนที่นักลงทุนเชื่อถือได้
บนเวทีระดับนานาชาติ นักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจในเวทีระดับนานาชาติเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า “ธุรกิจนี้จะยังดำเนินต่อได้หรือไม่ เมื่อเกิดเหตุสุดขั้ว” มากกว่าการดูตัวเลขการลดคาร์บอนเพียงอย่างเดียว กลยุทธ์ Climate Adaptation จึงกลายเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนในเชิงความอยู่รอด (Operational Resilience) ไปโดยปริยาย
ธุรกิจที่สามารถสื่อสารให้เห็นว่า มีการประเมิน Physical Risk อย่างเป็นระบบ และมีเทคโนโลยีรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จะถูกมองว่าเป็นองค์กรที่พร้อมเติบโตในโลกที่ไม่แน่นอน ความน่าเชื่อถือในมิตินี้มักแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสด้านการลงทุน พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และความเชื่อมั่นจากตลาดในระยะยาว
ทีมงานประชุมเพื่อหารือว่า Physical Risk คืออะไรและจะรับมือกับสิ่งนั้นได้อย่างไร
🔹 บทสรุป: การปรับตัวคือความได้เปรียบ
สภาพภูมิอากาศที่ผันผวนรุนแรงขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงชั่วคราว แต่คือ “เงื่อนไขใหม่ของการทำธุรกิจ” ที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ ในบริบทนี้ Climate Adaptation จึงถือเป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ธุรกิจมีความทนทาน (Resilience) ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน ซัปพลายเชน ไปจนถึงการตัดสินใจของผู้บริหาร การนำ AI และข้อมูลเชิงคาดการณ์ (Predictive Data) มาใช้ จะช่วยเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นการเตรียมพร้อมที่วัดผลได้จริง
ท้ายที่สุด ธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโตในปี 2026 ไม่ใช่ธุรกิจที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือธุรกิจที่ออกแบบระบบให้ปรับตัวได้เร็ว มองความเสี่ยงเป็นข้อมูล และใช้ความพร้อมเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน
🔹 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Climate Adaptation (FAQs)
Q1: Climate Adaptation ต่างจากการจัดการความเสี่ยงทั่วไปของธุรกิจอย่างไร?
A: การจัดการความเสี่ยงทั่วไปมักอิงจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น อุบัติเหตุ ไฟไหม้ หรือความผันผวนของตลาด ขณะที่ Climate Adaptation มุ่งรับมือกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอนาคต และอิงข้อมูลสภาพภูมิอากาศระยะยาว ทำให้การตัดสินใจไม่ใช่แค่การป้องกันเหตุซ้ำ แต่เป็นการออกแบบระบบให้พร้อมต่อเหตุการณ์ที่ “ไม่เคยเกิดมาก่อน”
Q2: ธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จำเป็นต้องทำ Business Continuity Plan หรือไม่?
A: แม้ธุรกิจจะไม่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยตรง แต่ซัปพลายเชน พันธมิตร หรือเส้นทางโลจิสติกส์อาจได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติได้ ซึ่ง Business Continuity Plan จะครอบคลุมถึงความเชื่อมโยงทั้งระบบ หากจุดใดจุดหนึ่งในห่วงโซ่หยุดชะงัก ธุรกิจก็อาจได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
Q3: Climate Adaptation ควรวางไว้ในฝ่ายใดขององค์กร?
A: Climate Adaptation ไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายสิ่งแวดล้อมหรือวิศวกรรมเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรถูกบูรณาการในระดับกลยุทธ์องค์กร โดยเชื่อมโยงกับฝ่ายปฏิบัติการ การเงิน ประกันภัย และการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้การตัดสินใจด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจสอดคล้องกันทั้งระบบ
Q4: จะวัดความสำเร็จของ Climate Adaptation ได้อย่างไร หากภัยพิบัติยังไม่เกิด?
A: ความสำเร็จของ Climate Adaptation วัดได้จาก “ระดับความพร้อม” ไม่ใช่จำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ความสามารถในการตัดสินใจล่วงหน้าจากข้อมูล ความชัดเจนของแผนปฏิบัติการเมื่อเกิดเหตุ และความเร็วในการฟื้นตัวหากระบบถูกกระทบ ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของธุรกิจ แม้ยังไม่ต้องเผชิญวิกฤตจริง
ข้อมูลอ้างอิง
โฆษณา