24 ม.ค. เวลา 02:50 • ปรัชญา
ไอ้คำว่า “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” เนี่ย ฟังดูดีนะ ฟังเหมือนคนที่ปลงแล้ว เข้าใจธรรมะของธรรมชาติในสิ่งที่เป็นไป แต่ถ้าเราใช้มันผิดสถานการณ์ มันก็เท่ากับเป็นตรรกะวิบัตินะครับ
2
เช่น เรารู้ว่ามีการโกงทุจริตของงบประมาณประกันสังคม แล้วเราบอกว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แล้วปล่อยวาง อันนั้นคือความคิดแบบควายๆ ล้วนๆ เลยครับ เพราะมันไม่ใช่การปลง แต่มันคือการ ยอมแพ้โดยไม่สู้ ต่างหาก
2
ประเทศนี้ไม่ได้พังเพราะคนชั่วอย่างเดียวหรอกครับ มันพังเพราะคนดีที่ “เฉย” ด้วย คนที่เห็นความอยุติธรรมแล้วพูดว่า “ก็ปล่อยเขาไปเถอะ กรรมใครกรรมมัน” ทั้งที่ความจริงมันคือ กรรมของพวกเราทุกคน ที่ต้องมานั่งรับผลจากความเฉยชาแบบนั้น
1
คนโกงมันไม่ได้กลัวบาปหรอกครับ มันกลัวแค่ คนไม่ยอม แต่พอทั้งประเทศยกมือไหว้ฟ้าแล้วพูดว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พวกมันก็หัวเราะแล้วพูดในใจว่า ดี...แบบนี้แหละง่ายดี
2
คำพูดแบบนั้นเลยไม่ใช่สติ แต่มันคือ “ยานอนหลับทางศีลธรรม” ที่ทำให้เรามึนเมาอยู่ในความทุกข์ แล้วคิดว่าการนิ่งคือความเข้าใจโลก ทั้งที่จริงมันคือ การปล่อยให้โลกถูกย่ำยีโดยไม่ขัดขืน
1
เพราะสุดท้าย “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” น่ะ มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงของจักรวาล แต่มันคือข้ออ้างของคนที่ไม่กล้าทำอะไรเลยต่างหาก
1
โฆษณา