Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สรุปประเด็น
•
ติดตาม
24 ม.ค. เวลา 13:07 • ครอบครัว & เด็ก
หมอแทนสารภาพตรงๆ เคยมีเรื่องชกต่อย โดนเรียกห้องปกครอง
1. คุณหมอแทนหรือนายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน เกิดที่ประเทศอเมริกาค่ะ ในวัยเด็กมีพัฒนาการที่รวดเร็วมาก เริ่มเดินได้คล่องตั้งแต่ยังไม่ครบ 1 ขวบ และเริ่มสื่อสารได้เก่งตอนอายุประมาณ 9-10 เดือน เมื่อคลอดออกมา พี่แทนไม่ร้องไห้เลยแต่กลับขมวดคิ้วมองหน้าพี่แทน จนใคร ๆ ต่างก็พูดกันว่าเป็นเด็กที่มีบุญมากที่เกิดมาแล้วไม่ร้องไห้เสียใจเหมือนเด็กคนอื่น ๆ
2. คุณแม่ตัดสินใจให้พี่แทนเรียนในโรงเรียนธรรมดาแทนโรงเรียน สำหรับเด็กที่มีพรสวรรค์ เพราะไม่อยากให้ลูกมุ่งเน้นแต่เรื่องวิทยาศาสตร์จนคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่องค่ะ พออายุ 2 ขวบครอบครัวก็ย้ายกลับไทย พี่แทนเข้าเรียนอนุบาลด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะเข้าใจเนื้อหาที่ครูสอนหมดแล้วจึงมักจะต่อต้านด้วยการนั่งเล่นเงียบ ๆ หรือเดินออกไปเที่ยวเล่นนอกห้องเรียนแทนค่ะ
3. ในช่วงประถมพี่แทนเป็นเด็กเรียนดีแต่ก็มีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนบ่อยครั้ง เพราะพี่แทนไม่ชอบให้ใครมาลอกการบ้านค่ะ แม้จะเป็นเด็กตัวเล็กที่สุดในห้องและมักจะยืนเป็นคนที่ 3 ของแถวเสมอ แต่พี่แทนก็ใจสู้และลุยมาก เมื่อถูกเรียกไปฝ่ายปกครอง พี่แทนมักจะใช้เหตุผลอธิบายจนครูเข้าใจว่าการลอกการบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและพี่แทนเพียงแค่ต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง
4. เพื่อสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายไว้สู้กับรุ่นพี่ที่ตัวใหญ่กว่า พี่แทนจึงเริ่มหัดเล่นบาสเกตบอลจนมีทีมและมีเพื่อนคอยปกป้องค่ะ พี่แทนใช้วิธีนำความรู้ที่เรียนเก่งไปช่วยสอนเพื่อน ๆ จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ร่วมกัน เมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พี่แทนเลือกเรียนสายวิทย์-คณิตและเลือกวิชาเลือกเป็นสถาปัตยกรรมเพราะความชอบในการวาดรูปค่ะ
5. การเข้าเรียนที่เตรียมอุดมทำให้พี่แทนได้พบกับคนเก่งระดับสัตว์ประหลาดเป็นครั้งแรก จนรู้สึกว่าตัวเองวาดรูปแย่และทำคะแนนวิชาอื่นได้ไม่ดีเท่าที่ควรค่ะ พี่แทนเริ่มเครียดเพราะเกรดเทอมแรกได้เพียง 3.3 ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดเท่าที่เคยทำมา จนกระทั่งได้พบกับหนังสือฟิสิกส์ของ สสวท. ที่แต่งโดย ดร.สุธัช ยกส้าน ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พี่แทนรู้วิธีการเรียนอย่างเป็นระบบค่ะ
6. พี่แทนจินตนาการว่าหนังสือฟิสิกส์เล่มนั้นคือตำรายุทธพิเศษที่คนอื่นมองข้าม จึงตั้งใจอ่านและทำโจทย์อย่างจริงจังจนสามารถทำข้อสอบยาก ๆ ได้สำเร็จค่ะ พี่แทนนำหลักการคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอนจากฟิสิกส์ไปประยุกต์ใช้กับทุกวิชารวมถึงการวาดรูปด้วย โดยวิเคราะห์เทคนิคการลงน้ำหนักและเส้นจนคะแนนวาดรูปพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของชั้น และคว้าเกรด 4 ตลอดทุกเทอมหลังจากนั้นค่ะ
7. แม้จะเป็นคนมีบุคลิกแบบอินโทรเวิร์ตแต่พี่แทนก็ได้ค้นพบทักษะการพูดต่อหน้าสาธารณะในวิชาสุขศึกษาค่ะ พี่แทนสามารถพรีเซนต์งานได้จบภายใน 5 นาทีโดยไม่มีโพยและเลือกสรุปประเด็นสำคัญได้อย่างแม่นยำ พี่แทนรู้สึกเหมือนตัวเองมีพลังพิเศษที่สามารถสะกดผู้ฟังได้ และมองว่าผู้ชมคือเด็กน้อยที่กำลังฟังพระเจ้าพูด ทำให้พี่แทนไม่เคยรู้สึกกลัวสายตาใครหรือกังวลกับการตอบคำถามบนเวทีอีก
8. ช่วงมัธยม 6 พี่แทนได้อยู่ห้องคิงซึ่งรวมคนเก่งระดับโลกไว้มากมาย แต่เพื่อน ๆ กลับนิสัยดีและช่วยเหลือกันโดยไม่แข่งกัน พี่แทนเรียนรู้คณิตศาสตร์จากการที่เพื่อนเก่ง ๆ ช่วยสอนจนเข้าใจแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องพึ่งพาการเรียนพิเศษภายนอกเลยแม้แต่น้อย ความร่วมมือนี้ทำให้พี่แทนมีความสุขกับการเรียนมากและมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าความรู้ที่มีเพียงพอสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างแน่นอนค่ะ
9. ในตอนแรกพี่แทนลังเลระหว่างการเป็นสถาปนิก วิศวกร หรือหมอ จึงตัดสินใจสอบเข้าทุกคณะที่สนใจเพื่อดูว่าคะแนนจะบอกทางเดินที่ใช่เองค่ะ พี่แทนตัดช้อยส์สถาปัตยกรรมออกเป็นอันดับแรกเพราะไม่อยากทำงานที่ต้องขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้าเพียงอย่างเดียว ส่วนวิศวะกับหมอนั้นเลือกยากจนต้องใช้วิธีเสี่ยงทายด้วยการโยนเหรียญสิบบาทรุ่นเก่าของแม่ที่บังเอิญเจอในกระเป๋าค่ะ
10. ผลการโยนเหรียญออกมาเป็นก้อยทำให้พี่แทนเลือกเรียนแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพราะอยู่ใกล้บ้านค่ะ พี่แทนมั่นใจในคะแนนมากจนกรอกอันดับเพียงอันดับเดียวคือคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และก็สอบติดได้จริง ๆ ในปีแรกของการเป็นนิสิตแพทย์ พี่แทนรู้สึกมีความสุขกับอิสระในรั้วมหาวิทยาลัยที่ไม่มีกฎระเบียบเคร่งครัดเหมือนโรงเรียนมัธยม และได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับเพื่อนต่างคณะอย่างสนุกสนานค่ะ
11. พี่แทนพบความท้าทายครั้งใหญ่ในวิชาพฤติกรรมศาสตร์ช่วงปี 1 ซึ่งเป็นวิชาที่ยากระดับหินและส่วนใหญ่ไม่มีใครได้เกรดเอค่ะ เนื้อหามีแต่ศัพท์แพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งมักใช้เรียนในชั้นปีที่ 3 แต่พี่แทนก็ใช้ความพยายามและความจำจนคว้าเกรดเอมาได้สำเร็จค่ะ เมื่อขึ้นปี 2 การเรียนก็หนักขึ้นมาก ต้องอ่านหนังสือหลายร้อยหน้าเพื่อสอบทุกวันศุกร์ แต่พี่แทนก็ยังแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมและการเต้นของคณะค่ะ
12. ทุกครั้งที่ต้องขึ้นแสดงบนเวที พี่แทนจะเปลี่ยนบุคลิกจากคนเงียบ ๆ เป็นคนที่มีความมั่นใจสูงเพื่อสะกดผู้ชมค่ะ พี่แทนใช้ตรรกะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจับผิดข้อผิดพลาดของเรา ขนาดเราดูคนอื่นพลาดยังขำ ๆ เลย แล้วทำไมเราต้องกลัว ความคิดนี้ช่วยให้พี่แทนลดความกังวลและทำกิจกรรมควบคู่ไปกับการเรียนได้อย่างดีเยี่ยม รวมถึงเริ่มสนใจการทำวิจัยจนได้ฟอร์มทีมกับเพื่อนเพื่อไปนำเสนอผลงานที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ
13. การไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นทำให้พี่แทนต้องบริหารเวลาอย่างหนักเพราะอาจารย์ไม่เลื่อนวันสอบให้ แถมยังต้องสอบก่อนเพื่อนอีกต่างหากค่ะ พี่แทนใช้เทคนิคการอ่านแบบเก็งข้อสอบโดยจินตนาการว่าถ้าตัวเองเป็นอาจารย์จะออกประเด็นไหนให้ยากที่สุด ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีจนทำให้สอบผ่านและได้ไปทำกิจกรรมต่างประเทศตามที่หวัง พี่แทนมองว่าโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ค่ะ
14. ช่วงปี 5 พี่แทนได้รับเลือกให้เป็นประธานจัดงานประชุมระดับเอเชีย ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่มีความรับผิดชอบสูงในฐานะตัวแทนประเทศค่ะ พี่แทนต้องเรียนรู้วิธีดีลกับคนหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อนรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ปี 6 และอาจารย์ โดยต้องใช้ สคริปต์ ในการสื่อสารที่แตกต่างกันไปตามนิสัยของแต่ละบุคคล พี่แทนเน้นการชมเชยเพื่อให้งานเดินหน้าและโน้มน้าวให้ทุกคนร่วมมือกันทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงค่ะ
15. งานประธานจัดงานทำให้พี่แทนได้ฝึกทักษะการบริหารคนและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างหนักหน่วงค่ะ พี่แทนต้องนอนเพียงวันละ 1-2 ชั่วโมงติดต่อกันหลายวันเพื่อเตรียมงานและเขียนสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ แม้จะเหนื่อยแต่พี่แทนกลับรู้สึกอิ่มเอมใจเพราะความฝันของพี่แทนคือการได้ทำสิ่งที่ เท่ และงานนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานที่มากกว่าปีก่อน ๆ ถึง 2 เท่าค่ะ
16. หลังจากจบหลักสูตรแพทย์และใช้ทุนครบ 3 ปี พี่แทนก็เริ่มวางแผนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศตามที่ตั้งใจไว้ค่ะ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเตรียมตัวมานานแล้ว แต่พี่แทนเพิ่งจะเริ่มจริงจังในช่วงที่ต้องทำงานตรวจคนไข้ไปด้วย พี่แทนจึงต้องใช้ความพยายามมากกว่าคนอื่นเพื่อไม่ให้รู้สึกเคว้งคว้างที่เห็นเพื่อนเริ่มนำหน้าไปก่อน พี่แทนจึงตัดสินใจรับงานตรวจที่โรงพยาบาลและคลินิกเอกชนหลายแห่งเพื่อเก็บออมเงินค่ะ
17. กิจวัตรประจำวันในช่วงเตรียมสอบของพี่แทนนั้นหนักมาก พี่แทนต้องตรวจคนไข้นานถึง 12 ชั่วโมงต่อวันค่ะ ระหว่างตรวจพี่แทนจะเปิดเก๊ะเพื่ออ่านตำราสอบต่างประเทศสลับกับการท่องบทสวดชินบัญชรเพื่อให้จิตใจสงบและเป็นการมูเตลูไปในตัวค่ะ ในวันหยุดพี่แทนจะไปนั่งอ่านหนังสือที่ร้านแมคโดนัลด์ตั้งแต่เช้าจนถึงดึกเพื่อให้คุณพ่อมารับเพียงรอบเดียว โดยตั้งใจอ่านอย่างไม่ยอมหยุดพักเพื่อเป้าหมายที่วางไว้ค่ะ
18. การสอบไปอเมริกามีทั้งหมด 3 ขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนแรกยากที่สุดเพราะเป็นความรู้พื้นฐานที่เรียนมานานแล้วค่ะ พี่แทนใช้เวลาฟื้นฟูความรู้เพียง 6 เดือนก็สามารถสอบผ่านขั้นตอนแรกและขั้นตอนที่สองมาได้ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการสอบทักษะการสื่อสารกับคนไข้จำลอง ซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนไทยส่วนใหญ่ที่ไม่คุ้นเคยกับการสนทนากับชาวต่างชาติ และพี่แทนก็ไม่มีเงินจ้างติวเตอร์ฝรั่งเหมือนคนอื่นค่ะ
19. พี่แทนใช้วิธีซ้อมสอบด้วยตัวเองโดยการสมมติสถานการณ์ในหัวและฝึกซักประวัติกับสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ที่บ้านค่ะ พี่แทนไม่ได้จับเวลาและไม่กล้าถามเทคนิคจากเพื่อนเพราะกลัวเสียฟอร์ม จนเมื่อถึงวันสอบจริงพี่แทนเกือบทำไม่ทันเวลาในสถานีแรก จึงต้องใช้ไหวพริบแกล้งบอกคนไข้จำลองว่ามีเคสด่วนต้องรีบไปดู เพื่อที่จะสรุปคำแนะนำที่สำคัญให้ครบถ้วนก่อนจะหมดเวลาอย่างเฉียดฉิวค่ะ
20. หลังจากผ่านสถานีแรกมาได้อย่างทุลักทุเล พี่แทนก็ปรับกลยุทธ์ใหม่โดยการให้คำแนะนำคนไข้ตั้งแต่เริ่มการสนทนาค่ะ วิธีนี้ทำให้พี่แทนทำเสร็จก่อนเวลาและเป็นคนแรกที่ออกจากห้องในทุกสถานีที่เหลือ จนสามารถทำคะแนนได้ดีและยื่นใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยในอเมริกาได้ค่ะ พี่แทนเลือกสมัครเพียง 40 แห่งที่สนใจจริง ๆ แม้เพื่อนจะสมัครกันเป็นร้อยที่เพราะกลัวไม่ได้เรียกสัมภาษณ์ แต่พี่แทนกลับถูกเรียกถึง 20 กว่าแห่งค่ะ
21. ช่วงการเดินทางไปสัมภาษณ์ในอเมริกาเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าและต้องวางแผนอย่างรัดกุมเพราะไม่มีการสัมภาษณ์ผ่านซูมเหมือนสมัยนี้ค่ะ พี่แทนต้องจัดตารางเดินทางให้ครอบคลุมหลายรัฐและต้องรีบจองวันเพื่อไม่ให้ตารางเต็ม บางครั้งต้องวานคุณแม่ช่วยนำรถไปส่ง แต่เมื่อคุณแม่กลับไทยไปก่อน พี่แทนก็ต้องลุยเดี่ยวและพยายามเลือกที่พักที่ราคาประหยัดที่สุดเพื่อเซฟค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ
22. ครั้งหนึ่งพี่แทนต้องแชร์รถกับชาวต่างชาติตัวใหญ่ที่ดูน่ากลัว พี่แทนจึงรีบเปิดโหมด เอ็กซ์โทรเวิร์ต ชวนเขาคุยเรื่องประเทศไทยอย่างสนุกสนานเพื่อสร้างความเป็นมิตรจนรอดพ้นความกังวลมาได้ค่ะ นอกจากนี้พี่แทนยังได้ฝึกทักษะ สกิลทองคำ คือการนั่งหลับบนรถบัสข้ามเมืองโดยที่คอไม่พับและไม่ปวดคอ เพื่อประหยัดค่าโรงแรมและเดินทางไปสัมภาษณ์ในเมืองถัดไปได้ทันทีหลังจากตื่นนอนในตอนเช้าค่ะ
23. เรื่องอาหารการกินพี่แทนก็ประหยัดสุด ๆ โดยการเลือกทานที่ร้านอาหารจีนที่ให้ปริมาณเยอะในราคาถูกค่ะ พี่แทนมักจะชวนป้าเจ้าของร้านคุยจนได้รับความเอ็นดูและได้ของแถมมาเต็มจาน แล้วพี่แทนจะแบ่งอาหารนั้นไว้ทานได้ถึง 2 วันค่ะ บางวันพี่แทนก็ใช้วิธีดื่มน้ำจากก๊อกสาธารณะเพื่อประทังความหิว และอาศัยการเดินชิมอาหารฟรีตามซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ จนอิ่มท้องเพื่อไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวค่ะ
24. เพื่อความสะอาดก่อนไปสัมภาษณ์ พี่แทนจึงยอมจ่ายเงินเพียง 10 กว่าดอลลาร์เพื่อเช่าโมเทลเก่า ๆ สำหรับอาบน้ำ แม้สภาพห้องจะน่ากลัวและมีคราบไม่พึงประสงค์มากมายแต่พี่แทนก็ไม่หวั่น พี่แทนใช้สบู่ก้อนเดียวถูทั้งตัวและสระผม พร้อมกับใช้ผ้าปูเตียงเช็ดตัวแทนผ้าเช็ดตัวที่ดูไม่สะอาดค่ะ พี่แทนรีบทำธุระให้เสร็จแล้วออกไปเดินเล่นเตรียมตัวสัมภาษณ์โดยไม่ยอมนอนค้างในสถานที่ที่ดูอันตรายเช่นนั้นค่ะ
25. สาเหตุที่พี่แทนต้องประหยัดเงินอย่างหนักเป็นเพราะพี่แทนไม่อยากใช้เงินก้อนใหญ่ของครอบครัว และกังวลว่าคุณแม่จะตำหนิหากพี่แทนเลือกใช้ชีวิตหรูหราค่ะ พี่แทนจึงพยายามบริหารจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองให้ใช้งบประมาณน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่องราวของพี่แทนจึงไม่ได้มีแค่ความสำเร็จที่สวยงาม แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคและการต่อสู้ที่ต้องใช้ทั้งสติปัญญา ไหวพริบ และความอดทนอย่างมหาศาลค่ะ
3 บันทึก
3
2
3
3
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย