Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bigmove Club
•
ติดตาม
25 ม.ค. เวลา 04:29 • หุ้น & เศรษฐกิจ
จากนิวเคลียร์สู่พันธบัตร: ทำไม 'อาวุธที่ใช้ไม่ได้' กลับเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด
22 ตุลาคม 1962 โลกอยู่ห่างจากสงครามนิวเคลียร์เพียง 13 วัน
21 มกราคม 2026 โลกอยู่ห่างจากวิกฤติการเงินโลกเพียง 11 วัน
ทั้งสองครั้งจบด้วยการถอยทัพ ไม่ใช่เพราะฝ่ายใดอ่อนแอ แต่เพราะทั้งคู่เข้าใจว่า ถ้าใช้อาวุธนี้ จะทำลายล้างทุกอย่าง และจะมีแต่ผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง
---
🚀 Cuban Missile Crisis 1962: วันที่โลกเกือบจบ
ตุลาคม 1962 เป็นช่วงเวลาที่มนุษยชาติเข้าใกล้การทำลายล้างตัวเองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เครื่องบิน U-2 ของสหรัฐฯ ถ่ายภาพได้ว่าสหภาพโซเวียตกำลังติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ในคิวบา ห่างจากวอชิงตัน ดี.ซี. เพียง 90 ไมล์ ขีปนาวุธเหล่านี้สามารถกวาดล้างเมืองสำคัญของอเมริกาได้ภายในเวลาไม่ถึง 30 นาที
ประธานาธิบดีเคนเนดี้ตอบโต้ด้วยการสั่งปิดล้อมทางเรือรอบคิวบา เรือรบและเรือดำน้ำของทั้งสองมหาอำนาจเผชิญหน้ากันในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ละฝ่ายมีนิวเคลียร์เพียงพอที่จะทำลายอีกฝ่ายได้หลายครั้ง สถานการณ์ตึงเครียดจนผู้บัญชาการเรือดำน้ำโซเวียตเกือบจะยิงตอร์ปิโดนิวเคลียร์ไปที่เรือรบอเมริกัน โชคดีที่เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่งห้ามไว้ทัน
วันที่ 28 ตุลาคม Nikita Khrushchev ประกาศถอนขีปนาวุธออกจากคิวบา ในขณะที่เคนเนดี้ตกลงถอนขีปนาวุธอเมริกันออกจากตุรกีอย่างลับๆ โดยไม่ประกาศต่อสาธารณะ ทั้งสองผู้นำต่างประกาศชนะในประเทศของตัวเอง แต่ความจริงคือทั้งคู่ถอยหลัง เพราะทั้งคู่เข้าใจดีว่าถ้ายิงนิวเคลียร์ไปสักลูกหนึ่ง อีกฝ่ายจะตอบโต้ทันที และมนุษยชาติจะสูญพันธุ์ภายในไม่กี่ชั่วโมง
นี่คือหลักการที่เรียกว่า Mutual Assured Destruction (MAD) หรือ "การทำลายล้างร่วมกันอย่างแน่นอน" ถ้าคุณยิงฉัน ฉันจะยิงคุณก่อนตาย ผลลัพธ์คือเราตายทั้งคู่ ดังนั้นไม่มีใครยิง
---
💰 Greenland Crisis 2026: สงครามการเงินที่เกือบเกิด
เดินหน้ามา 64 ปี มกราคม 2026 โลกเผชิญหน้ากับวิกฤติที่คล้ายคลึงกัน แต่อาวุธเปลี่ยนจากนิวเคลียร์เป็นพันธบัตรรัฐบาล
ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการควบคุมกรีนแลนด์ เพื่อเข้าถึงแหล่งแร่หายากและตั้งฐานทัพในอาร์กติก แต่เดนมาร์กปฏิเสธ วันที่ 17 มกราคม ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษี 10% กับสินค้าจาก 8 ประเทศยุโรป (เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฟินแลนด์) ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ และจะเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายนถ้าไม่มีข้อตกลงให้สหรัฐฯ "ซื้อกรีนแลนด์โดยสมบูรณ์"
ยุโรปตอบโต้ด้วยการเตรียม "อาวุธ" ที่ไม่ใช่ขีปนาวุธ แต่เป็นพันธบัตรและหุ้นสหรัฐฯ มูลค่า 8 ล้านล้านดอลลาร์ที่พวกเขาถืออยู่ รัฐสภายุโรประงับการอนุมัติข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และเตรียมแผนตอบโต้ภาษีมูลค่า 108 พันล้านดอลลาร์
วันที่ 20 มกราคม กองทุนบำนาญเดนมาร์กประกาศขายพันธบัตรสหรัฐฯ มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่า "การเงินของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในสภาพแย่" ตัวเลข 100 ล้านดอลลาร์ดูเล็กมาก เมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ขนาด 27 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มันคือ "สัญญาณ" เหมือนกับเครื่องบิน U-2 ที่เห็นขีปนาวุธในคิวบา
ตลาดการเงินสั่นสะเทือนทันที อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีพุ่งขึ้น 6 basis points ในวันเดียว พันธบัตร 30 ปีพุ่งกว่า 10 basis points S&P 500 ดิ่ง 1.5% ดอกเบี้ยบ้านพุ่งขึ้น 14 basis points ทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่
วันที่ 21 มกราคม ที่การประชุม World Economic Forum ในเมือง Davos ทรัมป์พบกับ Mark Rutte เลขาธิการ NATO หลังจากการประชุม ทรัมป์ประกาศว่าได้ "กรอบข้อตกลงในอนาคต" เกี่ยวกับกรีนแลนด์ และจะไม่เก็บภาษีที่ประกาศไว้ ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นทันที
เหมือนกับ Cuban Missile Crisis ทั้งสองฝ่ายถอยหลัง ทรัมป์บอกว่าได้ "total access" กรีนแลนด์และสิทธิแร่ธาตุ เดนมาร์กบอกว่ารักษา "อธิปไตย" ได้ ทั้งคู่ประกาศชนะ แต่ความจริงคือทั้งคู่ยอม
เพราะทั้งคู่เข้าใจหลักการเดียวกัน: ถ้ายุโรปขายพันธบัตร 8 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดการเงินสหรัฐฯ จะพัง แต่ยุโรปเองก็จะขาดทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ ยูโรจะแข็งค่าจนการส่งออกตาย และเศรษฐกิจยุโรปจะเข้าสู่ภาวะถดถอย Mutual Assured Destructio เวอร์ชันการเงิน
---
🎯 Game Theory เดียวกัน แต่อาวุธต่างกัน
เมื่อเรานำทั้งสองเหตุการณ์มาเปรียบเทียบ จะเห็นว่า Game Theory ที่อยู่เบื้องหลังเหมือนกันทุกประการ
Cuban ใช้นิวเคลียร์ที่สามารถฆ่าคนได้ 100 ล้านคนในหนึ่งชั่วโมง Greenland ใช้พันธบัตร 8 ล้านล้านดอลลาร์ที่สามารถทำลายตลาดการเงินในหนึ่งเดือน
เป้าหมาย Cuban เล็งไปที่เมืองหลวง Greenland เล็งไปที่ตลาดพันธบัตร
ต้นทุนของการใช้: Cuban คือตัวเองก็ตาย Greenland คือตัวเองก็เจ็บหนัก
ผลลัพธ์ ทั้งสองกรณีจบด้วยการถอยทัพของทั้งสองฝ่าย
แต่มีหลักการ Game Theory สำคัญ 4 ข้อที่ทำให้ทั้งสองเหตุการณ์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
1. Credible Threat (การขู่ที่น่าเชื่อถือ)
ใน Cuban Crisis โซเวียตติดตั้งขีปนาวุธจริงๆ ในคิวบา เครื่องบิน U-2 ถ่ายภาพได้ชัดเจน นี่ไม่ใช่การขู่เปล่า แต่คืออาวุธที่มีอยู่จริงและพร้อมยิงได้ทันที สหรัฐฯ ก็ตอบโต้ด้วยการส่งเรือรบปิดล้อมจริงๆ ไม่ใช่แค่พูด
ใน Greenland Crisis ยุโรปถือพันธบัตรและหุ้นสหรัฐฯ 8 ล้านล้านดอลลาร์อยู่จริง ข้อมูลนี้เป็น public ทุกคนเห็น และเมื่อกองทุนเดนมาร์กขายจริง 100 ล้านดอลลาร์ มันคือการพิสูจน์ว่า "เราทำได้จริง ถ้าจำเป็น"
การขู่ที่ดีต้องมีหลักฐาน ถ้าคุณบอกว่ามีอาวุธแต่ไม่มีจริง ไม่มีใครกลัว แต่ถ้าคุณแสดงให้เห็นว่ามีอยู่จริง การขู่นั้นมีน้ำหนัก
2. Costly Signal (สัญญาณที่มีต้นทุน)
Cuban Crisis ทั้งสองฝ่ายเสี่ยงชีวิตทหารของตัวเอง โซเวียตส่งเรือผ่านแนวปิดล้อมของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดบินเหนือคิวบา การกระทำเหล่านี้มีต้นทุน ถ้าเกิดอุบัติเหตุ สงครามจะเริ่มทันที แต่ก็เพราะมีความเสี่ยงนี้ ฝ่ายตรงข้ามจึงรู้ว่าพวกเขาจริงจัง
Greenland Crisis กองทุนเดนมาร์กยอมขาดทุนเมื่อขายพันธบัตร (เพราะราคาลง) รัฐสภายุโรปยอมระงับข้อตกลงการค้าที่ใช้เวลาเจรจามาหลายเดือน การกระทำเหล่านี้มีต้นทุนจริง ไม่ใช่แค่พูดเปล่า
การขู่ที่ไม่มีต้นทุนคือการขู่ที่ไม่มีใครเชื่อ แต่เมื่อคุณพิสูจน์ว่ายอมเจ็บตัวเพื่อส่งสัญญาณ ฝ่ายตรงข้ามจะรู้ว่าคุณพูดจริง
3. Escalation Dominance (ใครเสียเปรียบมากกว่า)
ใน Cuban Crisis โซเวียตห่างจากคิวบา 8,000 กิโลเมตร การลำเลียงกำลังเสริมทำได้ยาก แต่สหรัฐฯ อยู่ห่างแค่ 90 ไมล์ มี logistic advantage ชัดเจน ถ้าจะสู้กันจริงๆ ที่คิวบา โซเวียตจะแพ้แน่นอน นี่คือเหตุผลที่ Khrushchev ต้องถอย ไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอ แต่เพราะเขาอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ
ใน Greenland Crisis สหรัฐฯ พึ่งพาเงินทุนจากต่างชาติ 70% ในการประมูลพันธบัตรใหม่ทุกสัปดาห์ ถ้าต่างชาติหยุดซื้อ รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่มีเงินจ่ายบิล ยุโรปจะเจ็บถ้าขายพันธบัตร แต่สหรัฐฯ จะ**ล้ม**ถ้าไม่มีคนซื้อใหม่ นี่คือเหตุผลที่ทรัมป์ต้องถอย
ในสงคราม ไม่ใช่ว่าใครมีอาวุธแรงกว่าจะชนะ แต่ใครทนความเจ็บปวดได้นานกว่าจะชนะ ถ้าคุณอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบโครงสร้าง คุณต้องถอย ไม่ว่าจะมีอาวุธดีแค่ไหน
4. Face-Saving Exit (ทางออกที่รักษาหน้า)
Cuban Crisis จบด้วยการที่โซเวียตประกาศว่า "เราได้สหรัฐฯ สัญญาว่าจะไม่รุกคิวบา" ซึ่งเป็นเป้าหมายดั้งเดิมของพวกเขา ส่วนสหรัฐฯ ประกาศว่า "เราบังคับให้โซเวียตถอนขีปนาวุธ" ซึ่งก็เป็นจริง ทั้งสองฝ่ายได้อะไรบางอย่างกลับไป และสามารถบอกประชาชนของตัวเองว่า "เราชนะ"
Greenland Crisis ทรัมป์ประกาศว่าได้ "total access" กรีนแลนด์ สิทธิแร่ธาตุ และจะติดตั้ง Golden Dome (ระบบป้องกันขีปนาวุธ) ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการ เดนมาร์กประกาศว่ารักษา "อธิปไตย" เหนือกรีนแลนด์ได้ ซึ่งก็เป็นเส้นแดงของพวกเขา ทั้งสองฝ่ายได้อะไรบางอย่างกลับไป
นี่คือศิลปะของการเจรจา ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถประกาศชนะได้ ข้อตกลงจะสำเร็จ แต่ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องยอมรับว่าแพ้โดยสิ้นเชิง เขาจะไม่ยอม และสงครามจะเกิดขึ้น
---
💡 ทำไม MAD ถึงใช้ได้จริง
หลักการ Mutual Assured Destruction ฟังดูเหมือนทฤษฎี แต่จริงๆ แล้วมันใช้ได้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะ 3 เหตุผลสำคัญ
ประการแรก คือสมมติฐานเรื่องความมีเหตุผล MAD ใช้ได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีเหตุผล คำถามที่หลายคนถามคือ "แล้วถ้าผู้นำฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบ้าล่ะ?" คำตอบคือ ถ้าเขาบ้าจริง เขาจะยิงตั้งแต่วันแรก การที่ Khrushchev และ Kennedy ใช้เวลา 13 วันเจรจา แสดงว่าทั้งคู่มีเหตุผล การที่ทรัมป์ถอยภายใน 4 วัน แสดงว่าเขาก็มีเหตุผลเช่นกัน
1
บางครั้งผู้นำใช้สิ่งที่เรียกว่า "Madman Theory" คือแกล้งทำเป็นบ้าเพื่อให้คู่ต่อสู้กลัว Nixon ใช้กลยุทธ์นี้ในสงครามเวียดนาม ทรัมป์ก็ใช้ในการเจรจาการค้า แต่นั่นคือ "แกล้งบ้า" ไม่ใช่ "บ้าจริง" เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจจริงๆ พวกเขายังคงมีเหตุผล
1
ประการที่สอง คืออาวุธต้องมองเห็นได้ ใน Cuban Crisis เครื่องบิน U-2 ถ่ายภาพขีปนาวุธได้ชัดเจน Kennedy แสดงภาพเหล่านี้ต่อสาธารณะ ทุกคนเห็นว่ามันมีจริง ใน Greenland Crisis ข้อมูลการถือครองพันธบัตรเป็นข้อมูลสาธารณะ ทุกคนรู้ว่ายุโรปมี 8 ล้านล้านดอลลาร์
การขู่ที่ดีต้องให้คู่ต่อสู้เห็นอาวุธ ถ้าคุณบอกว่ามีอาวุธลับ แต่ไม่มีใครเห็น มันจะไม่มีผล ต้องแสดงให้เห็นว่ามีจริง มีมากแค่ไหน และพร้อมใช้แค่ไหน
ประการที่สาม คือต้องมีช่องทางสื่อสาร Cuban Crisis มี hotline โทรศัพท์ระหว่าง Moscow-Washington และมี back-channel diplomacy ผ่านทูตของทั้งสองฝ่าย Greenland Crisis มี Davos เป็นพื้นที่กลาง และมี NATO เป็นช่องทางสื่อสาร
ถ้าไม่มีทางคุยกัน ไม่มีทางถอยกลับ สงครามจะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ หลายครั้งในประวัติศาสตร์ สงครามเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะใครต้องการ แต่เพราะไม่มีช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
1
---
📊 บทเรียนสำหรับนักลงทุน
Game Theory จาก Cuban และ Greenland Crisis ไม่ใช่แค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่คือบทเรียนที่นักลงทุนสามารถนำไปใช้ได้จริง
**บทเรียนแรก คือ "Safe Haven" ไม่มีอีกแล้ว** ตั้งแต่ยุค Cuban Crisis ถึงปี 2020 พันธบัตรสหรัฐฯ ถือว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุดในโลก เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้รับประกันความมั่นคงโลก แต่หลังจาก Greenland Crisis พันธบัตรสหรัฐฯ กลายเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ กลายเป็นแหล่งที่มาของความไม่แน่นอน ไม่ใช่ผู้ลดความไม่แน่นอนอีกต่อไป
นักลงทุนต้องเข้าใจว่าไม่มีสินทรัพย์ใดที่ปลอดภัยสมบูรณ์ การกระจายความเสี่ยงไม่ใช่แค่กระจายไปหลายหุ้น แต่ต้องกระจายไปหลายประเทศ หลายสกุลเงิน และหลายประเภทสินทรัพย์
**บทเรียนที่สอง คือจับตา "Costly Signals"** เหมือนที่เครื่องบิน U-2 เห็นขีปนาวุธในคิวบา นักลงทุนต้องเรียนรู้ที่จะอ่านสัญญาณเตือนภัย เมื่อกองทุนของรัฐขายพันธบัตร นั่นคือสัญญาณ ถ้า Central Banks หลายประเทศลดการซื้อพร้อมกัน นั่นคือสัญญาณ ถ้า bid-to-cover ratio ในการประมูลพันธบัตรลดลงต่ำกว่า 2.0 นั่นคือสัญญาณ
Costly signals คือการกระทำที่มีต้นทุนจริง ไม่ใช่แค่คำพูด ถ้าเห็นสัญญาณเหล่านี้ ต้องเตรียมตัว แม้ว่าสงครามจะไม่เกิดขึ้นจริง (เพราะ MAD) แต่ความผันผวนจะเพิ่มขึ้นแน่นอน
**บทเรียนที่สาม คือการขู่ที่ดีไม่ต้องทำจริง** ใน Cuban Crisis ไม่มีนิวเคลียร์ถูกยิงสักลูก แต่การมีนิวเคลียร์ทำให้ทั้งสองฝ่ายระมัดระวัง ใน Greenland Crisis ยุโรปไม่ได้ขายพันธบัตร 8 ล้านล้านดอลลาร์จริง แต่การมีอาวุธนี้ทำให้ทรัมป์ต้องถอย
ในการลงทุน Stop Loss ที่ดีคือที่ไม่ถูกทริก Hedge ที่ดีคือที่ไม่ต้องใช้ Insurance ที่ดีคือที่ไม่ต้องเคลม แต่ต้องมี เพราะการมีมันทำให้คุณนอนหลับสบาย และทำให้คุณกล้าเสี่ยงในจุดที่ควรเสี่ยง
**บทเรียนที่สี่ คือ Escalation Dominance** ในวิกฤติ ไม่ใช่ใครแข็งแกร่งที่สุดที่รอด แต่ใครอดทนได้นานที่สุดที่รอด นักลงทุนต้องถามตัวเองว่า ถ้าตลาดพังลง 30% เราขายไหม? ถ้า bond yield พุ่ง 2% เราต้องขาดทุนเท่าไหร่? เรามี liquidity เพียงพอไหมที่จะอยู่รอดจนตลาดฟื้น?
ใครมีเงินสดในยามวิกฤติ ใครมีอำนาจต่อรอง Warren Buffett เก็บเงินสด 150 พันล้านดอลลาร์ไว้ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เจอโอกาส แต่เพราะเขารู้ว่าเมื่อเกิดวิกฤติ เขาจะเป็นคนซื้อได้ในราคาถูก ในขณะที่คนอื่นต้องขายขาดทุน
**บทเรียนสุดท้าย คือเตรียม Face-Saving Exit ไว้เสมอ** อย่าประกาศต่อสาธารณะว่า "ฉันจะถือหุ้นนี้จนตาย" อย่าตั้ง price target แล้วบอกทุกคน เพราะถ้าคุณต้องเปลี่ยนใจ คุณจะดูโง่ เก็บความยืดหยุ่นไว้ เก็บทางออกไว้ ถ้าต้องออกจากตำแหน่งที่ผิดพลาด ใช้เหตุผลภายนอก (macroeconomic change) อย่าบอกว่า "ฉันคาดการณ์ผิด"
---
🎬 บทสรุป: อาวุธที่ไม่ต้องใช้
1962 โลกเรียนรู้ว่านิวเคลียร์เป็นอาวุธที่ใช้ไม่ได้ เพราะใครยิงก็ตายทั้งคู่
2026 โลกเรียนรู้ว่าตลาดการเงินเป็นอาวุธที่ใช้ไม่ได้ เพราะใครใช้ก็เจ็บทั้งคู่
แต่ทั้งสองอาวุธมีอำนาจมหาศาล ไม่ใช่เพราะมันทำลายได้มาก แต่เพราะมันทำให้คนกลัว และความกลัวนั้นบังคับให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่งเจรจา แทนที่จะยิงกัน
สำหรับนักลงทุน อย่าคิดว่า "ยุโรปไม่กล้าทำ เราปลอดภัย" อย่าคิดว่า "MAD หมายถึงไม่มีอะไรเกิด เราไม่ต้องห่วง" การขู่ที่น่ากลัวมีผลจริง จิตวิทยาตลาดทรงพลังกว่าความเป็นจริง และแม้สถานการณ์จะดูสงบ ต้องเตรียมตัวอยู่เสมอ
อาวุธที่ทรงพลังที่สุดไม่ใช่อาวุธที่ทำลายได้มากที่สุด แต่คืออาวุธที่ทำให้คู่ต่อสู้ไม่กล้าใช้อาวุธของเขา นิวเคลียร์ทำได้ในปี 1962 พันธบัตร 8 ล้านล้านดอลลาร์ทำได้ในปี 2026
คำถามสุดท้ายคือ อาวุธต่อไปจะเป็นอะไร? และเมื่อมันถูกใช้เป็นครั้งแรก เราจะพร้อมหรือไม่?
Boyles bigmove club
เศรษฐกิจ
การลงทุน
หุ้น
2 บันทึก
4
3
2
4
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย