เมื่อวาน เวลา 14:46 • ข่าว

ดีใจที่คนไทยตื่นตัวเรื่อง "เงินประกันสังคม" แต่ก่อนจะด่า ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังด่าถูกจุดหรือเปล่า?

เป็นเรื่องน่ายินดีมากครับที่ช่วงนี้สังคมหันมาตั้งคำถามเรื่องผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคม เพราะนี่คือ "เงินออมก้อนใหญ่ที่สุด" ของคนทำงานทุกคน
แต่การจะบอกว่ากองทุนนี้บริหารเก่งหรือไม่เก่ง จะดูแค่ตัวเลขผลตอบแทนบรรทัดสุดท้าย (Absolute Return) ปีต่อปี แล้วเอาไปเทียบกันตรงๆ คงไม่ได้
ถ้าเราลองกางข้อมูล "ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี" ของกองทุนระดับโลกมาเทียบกัน จะเห็นภาพชัดเจนครับ:
  • Yale & Harvard Endowment: ~9.2% - 9.5% (ตัวท็อปของโลก)
  • CPPIB (แคนาดา): 9.2% (เน้นเชิงรุกสุดๆ)
  • Ontario Teachers' Pension Plan: 7.4% (กองทุนต้นแบบอีกกอง)
  • Norway GPFG: 7.3% (เน้นหุ้นทั่วโลก)
  • NPS (เกาหลีใต้): 5.8%
  • ประกันสังคมไทย (Thai SSF): ~3.5%
เห็นตัวเลขแล้วหลายคนอาจจะอยากด่าทันทีว่า "ทำไมเราได้น้อยจัง?"
(ซึ่งก็อาจจะสมควรโดนด่าก็ได้ ผมเองก็กำลังโกรธและอยากด่าออกมาเป็นภาษาสเปน)
แต่ก่อนจะด่า ผมอยากให้เข้าใจนโยบายการลงทุนที่เรียกว่า SAA (Strategic Asset Allocation) และกรอบความเสี่ยงของการลงทุนก่อนครับ เพราะมันคือสิ่งที่กำหนดว่ากองทุนจะไปได้ไกลแค่ไหน (และผมสงสารผู้จัดการกองทุนที่ทำหน้าที่ดีๆ แต่โดนด่ารวมไปหมด เพราะความห่วยของผู้บริหารสำนักงานและผู้กำหนดนโยบาย)
สุดท้ายแล้ว 3% กว่าๆอาจจะไม่ได้แย่ก็ได้ถ้าเราเข้าใจข้อจำกัดของ SAA และ 9% อาจจะเป็นไปไม่ได้เลย ตามนโยบายการลงทุนของเราก็ได้
เพราะ SAA มันคือตัวกำหนดว่าสินทรัพย์ลงทุนของแต่ละกองทุนกระจายไปในแต่ละสินทรัพย์เท่าไร และอย่างไร ซึ่งต้องเปรียบเทียบกัยความเสี่ยงที่เรารับได้เสมอ
และกองทุนแต่ละประเภทมีระยะเวลาในการใช้เงินไม่เหมือนกัน เช่น endowment หรือ pension fund อาจจะมีระยะเวลาใช้เงินยาว กว่ากองทุนประกันสังคมที่มีรายจ่ายจากการประกันสุขภาพและการตกงาน ก็อาจจะรับความเสี่ยงได้มากกว่า
นโยบาย SAA นี้ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการหลายชั้น โดยมีจุดประสงค์ควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน เพราะการลงทุนที่อยากให้ผลตอบแทนสุงๆ มักมากับความผันผวนที่สูงตามไปด้วย (high risk, high return) ซึ่งเป็นจุดสำคัญจุดนึงที่เราควรทบทวนกันด้วย
(แต่อย่าให้เป็น high risk, no return แบบหุ้นไทยสิบปีที่ผ่านมาละกัน)
จะเทียบว่ากองทุนทำผลตอบแทนได้ดีแค่ไหน เราจึงควรเทียบผลตอบแทนแต่ละ asset class กับ benchmark ที่เหมาะสมของมัน และเทียบผลตอบแทนโดยรวมกับผลตอบแทนตามนโยบายการลงทุน
📍4 เรื่องต้องรู้... ก่อนจะวิจารณ์ผลตอบแทนประกันสังคม
1. กำแพงเรื่อง "ความเสี่ยง" และ "นโยบาย" 🛡️
แต่ละกองทุนมีโจทย์ต่างกัน ประกันสังคมไทยถูกตั้งกฎเหล็กว่าต้อง "เน้นความปลอดภัย" ทำให้เราลงสินทรัพย์มั่นคง (เช่น พันธบัตร) สูงถึง 70-80%
• ความจริงคือ: ปีที่หุ้นทั่วโลกบวกกระฉูด กองทุนเราอาจจะดู "ขี้เหร่" เพราะมีหุ้นน้อย แต่ปีที่หุ้นตกหนัก กองทุนเราอาจจะ "หล่อ" เพราะติดลบน้อยกว่าชาวบ้านก็ได้
• #จุดที่ต้องด่า: อย่าด่าแค่กำไรปีนี้เท่าไหร่ แต่ต้องดูยาวๆ และเทียบกับผลตอบแทน Benchmark (ตัวเทียบ) ของตัวเอง ถ้า Benchmark บอกควรได้ 4% แต่เราทำได้ 2% อันนี้แหละที่ต้องด่าของจริง!
2. แต้มต่อที่นักลงทุนทั่วไป "ไม่มีวันเข้าถึง" 🔓
กองทุนอย่าง Yale หรือ Harvard เขาใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่า Illiquidity Premium เขาไม่ต้องรีบใช้เงิน เลยกล้าเอาเงินไปลงใน Private Market (สินทรัพย์นอกตลาด) เช่น:
1
  • Private Equity: เข้าไปเป็นเจ้าของบริษัท Tech ตั้งแต่เริ่มตั้งไข่
  • Hedge Fund ระดับโลก: ที่รับเฉพาะมหาเศรษฐีหรือสถาบันการเงินใหญ่ๆ
1
นี่คือ "จักรวาลการลงทุน" ที่อาจจะให้ผลตอบแทนระยะยาวสูงกว่าตลาดหุ้นปกติ ซึ่งประกันสังคมไทยที่มีเงินเกือบ 3 ล้านล้านบาท มีอำนาจต่อรองระดับนี้อยู่ในมือ แต่เราอาจจะได้ประโยชน์จากมันน้อยไปหน่อย (เพราะเอาไปลงตึก skyy9!)
1
3. "Home Bias" โรคกลัวโลกกว้าง 🏠
เราเคยติดกับดักความเชื่อเดิมๆ ว่า "ลงทุนในไทยปลอดภัยที่สุด" ทั้งที่จริงการกระจายเงินออกไปทั่วโลกคือการหาโอกาสการเติบโตใหม่ กระจายความเสี่ยง และเผลอๆจะทำให้ความเสี่ยงน้อยกว่าการยึดติดกับตลาดไทยที่มีแต่หุ้นกลุ่มเดิมๆเสียอีก
ช่วงสามสี่ปีมานี้ หลายกองทุนทั่วโลกได้รับประโยชน์จากหุ้นสหรัฐขึ้นอย่างมหาศาล แต่ถ้านโยบายการลงทุนเราจำกัดการลงต่างประเทศ เราก็อาจจะไม่ได้ผลประโยชน์เท่ากับกองทุนอื่นๆที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า
1
จริงๆแล้ว กองทุนขนาดใหญ่บ้านเรา รวมถึงกองทุนประกันสังคมขยายกรอบการลงทุน ตปท อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หุ้นไทย underperform หุ้น ตปท คิดว่าข้อจำกัดนี้น่าจะค่อยๆหายไปได้
4. ค่าเงิน... กับดักที่มองไม่เห็น 💵
ไปลงทุนนอกอาจจะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงกว่าบ้านเรา แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงของความผันผวนของค่าเงิน
ถ้าจะป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ทั้งหมด ต้นทุนการ Hedge ก็อาจจะกินกำไรจนหมดสิ้น การบริหารจัดการตรงนี้ไม่ง่าย คือศาสตร์ที่ไม่ง่ายที่ต้องตัดสินใจก่อนการลงทุน
และคนมักจะเห็น after the fact คือด่าปีที่เงินบาทแข็ง และเห็นผลตอบแทนขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือปีไหนบาทอ่อนแล้วเห็นผลขาดทุนจาก hedging ก็อาจจะด่าว่าจะไป hedge ทำไม ทั้งที่เรื่องนี้คาดเดาได้ยากมากๆ
📍สรุป: แล้วเราควรด่าจุดไหนถึงจะ "ถูกจุด"?
ถ้าจะด่า ต้องด่าที่ "กระบวนการตัดสินใจและวิสัยทัศน์" ครับ!
1. ทำไม SAA ของเราถึงยังขยับช้า? ทั้งที่เรามีเงินมหาศาล เราคือ "ช้าง" ที่ผู้จัดการกองทุนระดับโลกควรจะเดินมาเสนอตัวดูแลแบบหัวกะไดไม่แห้ง แต่ทำไมเรายังเปิดโอกาสให้การลงทุนเจ๋งๆน้อยเกินไปหรือเปล่า?
2
2. ประสิทธิภาพ vs ค่าธรรมเนียม: เราอาจจะภูมิใจว่าเราบริหารด้วยค่าใช้จ่ายต่ำ แต่เอาเงินค่าบริหารไปใช้เรื่องไร้สาระ อย่างตั๋ว first class ดูงาน เสื้อยืด โครงการ IT ที่โกงกันสะบั้น หรือปฏิทินที่ไม่ได้ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นเลย
1
ถ้าเรายอมจ่ายค่าบริหารจัดการให้มืออาชีพเก่งๆ (เหมือนแคนาดาที่ยอมจ่ายเกือบ 1%) เพื่อแลกกับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจาก 3% เป็น 7-8% คนไทยจะได้ประโยชน์มากกว่าเดิมกี่เท่า?
2
3. ธรรมาภิบาลในการเลือกสินทรัพย์: ในขณะที่กองทุนทั่วโลกเข้าถึงทางเลือกการลงทุนเจ๋งๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ หรือดีลแบบสุดยอด
พอเราจะขยายกรอบการลงทุนนอกตลาด แทนที่จะไปกองทุนระดับโลก แต่เรากลับเอาไปลงในดีลลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แบบ green field คือไม่มีผู้เช่าด้วยซ้ำอย่าง "ตึก Skyy9" ที่ทำให้สังคมต้องขมวดคิ้ว
1
ต้องสอบสวนให้ได้ว่าทำนโยบายบิดเบี้ยวขนาดนี้ได้อย่างไร
📍ดีใจนะครับที่ทุกคนช่วยกันเฝ้าดูครับ แต่ต้องเลิกดูแค่ "ตัวเลขกำไร" แล้วเปลี่ยนมาจี้ที่ "นโยบายการจัดสรรสินทรัพย์" "ผลตอบแทนสินทรัพย์แต่ละประเภท" และ "ความเป็นมืออาชีพและธรรมาภิบาล" ของผู้บริหารกองทุน
1
เพื่อให้เงินของพวกเราทุกคน งอกเงยได้สมศักดิ์ศรีของกองทุนระดับประเทศครับ!
1
โฆษณา