25 ม.ค. เวลา 16:11 • หุ้น & เศรษฐกิจ

📉 วิกฤตสภาพคล่องพันธบัตรญี่ปุ่น บีบ FED ให้เข้ามายุ่ง ก่อนลุกลามเป็นวิกฤตการเงินโลก

เมื่อวันอังคารที่ 21 มกราคม 2026 เกิดเหตุการณ์ที่หลายคนอาจมองข้าม แต่มันส่งสัญญาณเตือนที่น่ากังวลต่อระบบการเงินโลก ตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 7.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกิดความวุ่นวายอย่างรุนแรง ผลตอบแทนพันธบัตร 40 ปีพุ่งทะลุ 4% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มออกพันธบัตรตัวนี้ในปี 2007 และเป็นระดับสูงสุดของพันธบัตรญี่ปุ่นทุกอายุในรอบกว่า 3 ทศวรรษ
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดไม่ใช่ตัวเลขผลตอบแทนที่พุ่งสูง แต่เป็นจำนวนเงินที่ทำให้เกิดวิกฤตครั้งนี้ การซื้อขายพันธบัตรเพียง 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดพันธบัตรมูลค่า 7.2 ล้านล้านดอลลาร์เกิดการสูญเสียมูลค่ารวมถึง 41 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว นี่คือสัญญาณของวิกฤต "สภาพคล่อง" ที่แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนร้ายแรงในระบบการเงินโลก และเหตุการณ์นี้รุนแรงพอที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน
----------
🔥 วันอังคารที่ตลาดโตเกียวจะไม่ลืม
เช้าวันอังคารที่ 21 มกราคมเริ่มต้นอย่างเงียบสงบบนโต๊ะซื้อขายพันธบัตรในโตเกียว ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าวันนี้จะกลายเป็นหนึ่งในวันที่วุ่นวายที่สุด แม้ว่าความกังวลเกี่ยวกับสถานะการคลังของญี่ปุ่นจะเดือดพล่านมาหลายสัปดาห์ แต่มันก็ระเบิดออกมาในช่วงบ่ายอย่างกะทันหัน โดยมีสัญญาณเตือนเพียงเล็กน้อย
สาเหตุเริ่มต้นมาจากนโยบายของนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi ที่สัญญาจะระงับภาษีการขาย 8% สำหรับอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เป็นเวลา 2 ปี หากพรรค LDP ชนะการเลือกตั้งกะทันหันที่จะจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นโยบายนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังต่อสู้กับต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาอาหารที่ยังคงพุ่งสูง แม้ว่าเงินเฟ้อโดยรวมจะชะลอลงจาก 3% เหลือ 2.4% ในเดือนธันวาคม
แต่นักลงทุนในตลาดพันธบัตรไม่ได้มองนโยบายนี้ในแง่บวก พวกเขามองเห็นปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือถ้ารัฐบาลระงับภาษีการขายเป็นเวลา 2 ปี แหล่งรายได้ของรัฐบาลจะลดลงอย่างมาก และที่สำคัญคือหลังจาก 2 ปี เมื่อประชาชนชินกับการไม่ต้องเสียภาษีแล้ว การเก็บภาษีกลับคืนมาจะเป็นไปได้ยากมากทางการเมือง นั่นหมายถึงรายได้ของรัฐบาลอาจหายไปตลอดกาล ในขณะที่ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะอยู่แล้วถึง 260% ของ GDP ซึ่งสูงที่สุดในโลกในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ตลาดพันธบัตรตอบสนองด้วยการขาย นักลงทุนเริ่มถามตัวเองว่า "ถ้ารัฐบาลญี่ปุ่นใช้จ่ายแบบประชานิยม โดยไม่มีแหล่งรายได้ชดเชย หนี้สาธารณะจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ใครจะซื้อพันธบัตรญี่ปุ่นในอนาคต?" และนั่นทำให้เกิดสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "การนัดหยุดซื้อของผู้ซื้อ" (Buyers' Strike)
-------------
💔 280 ล้านดอลลาร์ที่เขย่าตลาด 7.2 ล้านล้านดอลลาร์
ตัวเลข 280 ล้านดอลลาร์ที่ทำให้เกิดวิกฤตครั้งนี้แยกมาจากการซื้อขายพันธบัตรสองตัว พันธบัตร 40 ปีมีการซื้อขายเพียง 110 ล้านดอลลาร์ในวันนั้น และพันธบัตร 30 ปีมีการซื้อขายอีก 170 ล้านดอลลาร์ รวมกันเป็น 280 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับขนาดตลาดที่ใหญ่โตถึง 7.2 ล้านล้านดอลลาร์
ในตลาดที่มีสภาพคล่องดี การซื้อขายหลายร้อยล้านหรือหลายพันล้านดอลลาร์อาจทำให้ราคาขยับเพียงเล็กน้อย แต่ในวันนั้น การซื้อขายเพียง 280 ล้านดอลลาร์ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร 30 และ 40 ปีพุ่งขึ้นกว่า 25 basis points หรือ 0.25% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศภาษีศุลกากร Liberation Day ในเดือนเมษายนปีที่แล้ว
นี่คือสัญญาณของ "วิกฤตสภาพคล่อง" (Liquidity Crisis) ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าไม่มีคนอยากถือพันธบัตรญี่ปุ่นเลย แต่อยู่ที่ว่า ณ เวลานั้นไม่มีใครอยากซื้อในราคาที่ผู้ขายต้องการขาย เมื่อไม่มีผู้ซื้อ ราคาก็ต้องดิ่งลง จนกว่าจะถึงจุดที่มีคนยอมซื้อ และในตลาดพันธบัตร เมื่อราคาดิ่ง ผลตอบแทน (yield) ก็พุ่งขึ้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดขาดสภาพคล่องมาจากธนาคารกลางญี่ปุ่นเอง เป็นเวลาหลายปีที่ BOJ เป็นผู้ซื้อพันธบัตรรายใหญ่ที่สุดในตลาด เพื่อดำเนิน QE จนปัจจุบัน BOJ ถือพันธบัตรญี่ปุ่นอยู่ประมาณ 53% ของการออกทั้งหมด แต่ในปี 2024 BOJ เริ่มลดการซื้อพันธบัตร (QT) เพื่อปรับนโยบายการเงินให้เป็นปกติ
ผลที่ตามมาคือตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นโดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวเริ่มขาด "ผู้ซื้อท้ายสุด" (Buyer of Last Resort) เมื่อก่อนถ้าตลาดมีปัญหา BOJ จะเข้ามาซื้อ แต่ตอนนี้ BOJ ไม่ซื้ออีกแล้ว นักลงทุนรายอื่นก็ไม่กล้าซื้อเพราะกลัวนโยบายการคลังของรัฐบาล ตลาดจึงกลายเป็นตลาดที่แม้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับเปราะบางจนการซื้อขายเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดความโกลาหลได้
---------
🚨 เมื่อรัฐมนตรีต้องออกมาขอให้สงบ
ความวุ่นวายในตลาดพันธบัตรรุนแรงจนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น Satsuki Katayama ซึ่งกำลังเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ที่เมือง Davos ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องออกมาให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV เพื่อสงบตลาด เธอกล่าวว่า "นับตั้งแต่เดือนตุลาคมที่แล้ว นโยบายการคลังของเราสม่ำเสมอมีความรับผิดชอบและยั่งยืน ไม่ใช่แบบขยายตัว และตัวเลขแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ฉันอยากให้ทุกคนในตลาดสงบสติอารมณ์"
Katayama พยายามโน้มน้าวตลาดโดยชี้ให้เห็นว่าญี่ปุ่นมีการพึ่งพาการออกหนี้ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี มีรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น และมีการขาดดุลงบประมาณที่เล็กที่สุดในกลุ่ม G7 เธอยังอ้างถึงการประเมินเชิงบวกจากผู้อำนวยการใหญ่ IMF Kristalina Georgieva ที่กล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางการคลังอย่างใกล้ชิด
แต่การที่รัฐมนตรีการคลังต้องออกมาขอร้องให้ตลาดสงบตัวลงเองก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดี มันเหมือนกับว่าเจ้าหน้าที่ดับเพลิงออกมาบอกว่า "ไฟไม่ได้ใหญ่มาก" ซึ่งแปลว่ามันใหญ่พอสมควรแน่นอน นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าคำพูดของ Katayama อาจช่วยสงบตลาดได้ชั่วคราว แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดการเคลื่อนไหวแบบนี้ได้ในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือรัฐมนตรี Treasury ของสหรัฐฯ Scott Bessent ก็ออกมายอมรับว่าได้คุยกับ Katayama เกี่ยวกับสถานการณ์นี้ และระบุว่าความผันผวนในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นได้เริ่มส่งผลกระทบไปยังตลาด Treasury ของสหรัฐฯ แล้ว นี่คือจุดที่เรื่องราวเริ่มกลายเป็นปัญหาระดับโลก
----------
📞 Rate Check: สัญญาณเตือนจาก Federal Reserve
เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 24 มกราคม หลังจากที่ BOJ ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.75% และปรับประมาณการเงินเฟ้อขึ้น ในช่วงบ่ายของวันนั้นเอง มีรายงานจากเทรดเดอร์หลายรายว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) ได้ติดต่อสถาบันการเงินหลายแห่งเพื่อสอบถามเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยน
การกระทำนี้เรียกว่า "Rate Check" และมันเป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ปกติแล้วธนาคารกลางไม่จำเป็นต้องโทรไปถามอัตราแลกเปลี่ยน เพราะพวกเขามีหน้าจอดูราคาแบบ real-time อยู่แล้ว แต่การที่ติดต่อไปหลายๆ แห่งพร้อมกันนั้นเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดรู้ว่า "เรากำลังจับตาอยู่ และพร้อมจะเข้ามาแทรกแซงถ้าจำเป็น"
Michael Brown นักกลยุทธ์อาวุโสจาก Pepperstone Group กล่าวว่า "Rate checks มักเป็นคำเตือนสุดท้ายก่อนจะมีการแทรกแซง รัฐบาล Takaichi ดูเหมือนมีความอดทนต่อการเคลื่อนไหวเก็งกำไรของค่าเงินต่ำกว่ารัฐบาลก่อนหน้ามาก"
ผลจาก rate check นี้ทันทีทันใด ค่าเงินเยนซึ่งกำลังอ่อนค่าไปเรื่อยๆ จู่ๆ ก็พลิกตัวแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขายสัปดาห์นั้น เยนแข็งค่าขึ้นถึง 1.75% มาอยู่ที่ 155.63 ต่อดอลลาร์ เป็นการฟื้นตัวในหนึ่งวันที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม เทรดเดอร์ที่เดิมพันว่าเยนจะอ่อนค่าต่อ (short position) ถูกบีบให้ต้องปิดสถานะอย่างเร่งรีบ ตลาดสงบลงชั่วคราว
------------
🌍 ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องเข้ามายุ่ง
คำถามสำคัญคือ ทำไม Federal Reserve ซึ่งปกติไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับค่าเงินของประเทศอื่น ถึงต้องเข้ามาทำ rate check ในครั้งนี้ คำตอบอยู่ที่ว่าวิกฤตพันธบัตรญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ปัญหาของญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียว แต่เป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินโลกทั้งระบบ
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ถือพันธบัตร Treasury ของสหรัฐฯ เป็นมูลค่ามหาศาล ถ้าตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเกิดวิกฤตอย่างรุนแรง สถาบันการเงินญี่ปุ่นอาจต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อหาเงินสดมาใช้ นั่นจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พุ่งขึ้น และกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งต้องการ refinance หนี้ถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ "Yen Carry Trade" ซึ่งเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกกู้เงินเยนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นสหรัฐฯ หรือตลาดเกิดใหม่ มีการประมาณการว่ามีเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ที่ถูกใช้ในกลยุทธ์นี้ทั่วโลก ถ้าค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนเหล่านี้จะขาดทุนและต้องปิดสถานะ ซึ่งหมายถึงการขายสินทรัพย์ทั่วโลกพร้อมกัน และนั่นจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดอื่นๆ ดิ่งลง
Anthony Doyle นักกลยุทธ์การลงทุนหัวหน้าจาก Pinnacle Investment Management สรุปได้ดีว่า "ญี่ปุ่นไม่สามารถแก้ปัญหาเยนได้โดยไม่เสี่ยงต่อความเครียดในประเทศหรือผลกระทบระดับโลก ดังนั้นแนวคิดเรื่องการประสานงาน แบบ Plaza Accord II จึงไม่บ้าสำหรับบางคน เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มโทรหา มันมักเป็นสัญญาณว่าเรื่องนี้เกินกว่าเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนธรรมดา"
Plaza Accord ที่เขาอ้างถึงคือข้อตกลงในปี 1985 ระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส และอังกฤษ ที่ร่วมมือกันทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมีระเบียบ ซึ่งเป็นการแทรกแซงตลาดสกุลเงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การที่นักวิเคราะห์เริ่มพูดถึง "Plaza Accord 2.0" แสดงให้เห็นว่าพวกเขามองว่าสถานการณ์นี้ร้ายแรงระดับที่อาจต้องมีการประสานงานระหว่างประเทศ
---------
⚠️ อันตรายที่ยังคงอยู่
แม้ว่า rate check จะช่วยสงบตลาดได้ชั่วคราว แต่มันไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐาน Rate check เป็นเหมือน "อาวุธทางจิตวิทยา" ที่ทำให้เทรดเดอร์กลัวและหยุดการเก็งกำไร แต่มันไม่ได้เพิ่มสภาพคล่องจริงๆ ในตลาดพันธบัตร และไม่ได้แก้ปัญหาการคลังของญี่ปุ่นที่มีหนี้สาธารณะ 260% ของ GDP
ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่นโยบายการคลังที่ไม่ชัดเจน การเลือกตั้งกะทันหันในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ถ้านายกรัฐมนตรี Takaichi ชนะและสามารถชี้แจงว่าจะหาเงินมาชดเชยการลดภาษีได้อย่างไร ตลาดอาจกลับมามีความเชื่อมั่น แต่ถ้าผลการเลือกตั้งไม่ชัดเจน หรือนโยบายการคลังยังคงเป็นที่กังวล วิกฤตนี้อาจกลับมารุนแรงขึ้นอีก
BOJ เองก็อยู่ในสถานการณ์ที่ยาก ผู้ว่า Kazuo Ueda กล่าวว่าธนาคารกลางอาจดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ผลตอบแทนพันธบัตรมีเสถียรภาพ แต่เขาไม่ได้ระบุมาตรการเฉพาะ ถ้า BOJ เข้าซื้อพันธบัตรจำนวนมาก มันจะขัดแย้งกับนโยบาย Quantitative Tightening ที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ถ้าไม่ซื้อ ก็เสี่ยงที่จะปล่อยให้ตลาดล่มสลาย
นอกจากนี้ BOJ ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อ เพราะเงินเฟ้อพื้นฐาน (core-core inflation) ยังอยู่ที่ 2.9% สูงกว่าเป้าหมาย 2% และค่าเงินเยนที่อ่อนค่าทำให้เงินเฟ้อนำเข้าสูงขึ้น ตลาดคาดการณ์ว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม แต่การขึ้นดอกเบี้ยหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ปัญหาหนี้สาธารณะที่มีอยู่แล้วแย่ลงอีก
Rong Ren Goh ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอตราสารหนี้จาก Eastspring Investments สรุปได้ตรงประเด็นว่า "การแทรกแซงเพียงแค่ชะลอ แต่ไม่ได้กลับทิศทางการอ่อนค่าของเยนในสภาพเศรษฐกิจมหภาคปัจจุบันที่มีการเน้นไปที่การเพิ่มการใช้จ่ายทางการคลัง" นั่นหมายความว่าปัญหาพื้นฐานยังอยู่ และจะกลับมาหลอกหลอนตลาดอีกในอนาคตอันใกล้
--------
🎯 บทเรียนสำหรับนักลงทุน
วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญหลายประการ ประการแรกคือความสำคัญของสภาพคล่องในตลาดการเงิน แม้ตลาดจะมีขนาดใหญ่มาก แต่ถ้าขาดสภาพคล่อง การซื้อขายเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความวุ่นวายมหาศาลได้ ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่าเมื่อธนาคารกลางถอนตัวจากบทบาทผู้ซื้อท้ายสุด ตลาดจะเปราะบางอย่างไร
ประการที่สองคือความเชื่อมโยงของตลาดการเงินโลก ปัญหาในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นส่งผลกระทบไปถึงค่าเงินเยน ตลาด Treasury สหรัฐฯ ตลาดหุ้น และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ในยุคที่เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างอิสระและรวดเร็ว วิกฤตในที่หนึ่งสามารถแพร่กระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
ประการที่สามคือความสำคัญของนโยบายการคลังที่รับผิดชอบ นโยบายประชานิยมที่มุ่งให้ประโยชน์ระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว อาจทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นของตลาด และเมื่อตลาดสูญเสียความเชื่อมั่น ผลที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าปัญหาเดิมที่พยายามจะแก้
สำหรับนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วโลก สถานการณ์นี้เป็นเตือนให้จับตามองอย่างใกล้ชิด การเลือกตั้งญี่ปุ่นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะเป็นเหตุการณ์สำคัญ การตัดสินใจนโยบายของ BOJ ในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมก็จะมีผลกระทบต่อตลาดโลก และที่สำคัญ นักลงทุนควรตระหนักว่าในตลาดที่ขาดสภาพคล่อง ความเสี่ยงอาจสูงกว่าที่ตัวเลขแสดงให้เห็น การกระจายความเสี่ยง (diversification) และการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจึงสำคัญยิ่งกว่าที่เคย
วิกฤตพันธบัตรญี่ปุ่นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับตัวครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตรโลก เมื่อธนาคารกลางทั่วโลกพยายามถอนตัวจากนโยบายผ่อนคลายที่ใช้มานานกว่าทศวรรษ ตลาดต้องเรียนรู้ที่จะทำงานโดยไม่มีผู้ซื้อท้ายสุดที่พร้อมเข้ามาช่วยเสมอ และนั่นอาจหมายถึงความผันผวนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงที่มากขึ้นในอนาคตข้างหน้า
Boyles bigmove club
---
**ที่มาข้อมูล:** บทความนี้รวบรวมและวิเคราะห์จากข่าวและข้อมูลของ Bloomberg ในช่วงวันที่ 20-25 มกราคม 2026 รวมถึงรายงาน "Charting the Global Economy: Japanese Bond Rout; Greenland Deal", "Japan Yield Curve Flattens on BOJ Hike Bets After Bond Meltdown", "Japan's Inflation Slows on Subsidy Effect Ahead of BOJ Decision", และ "Market on High Alert for Yen Intervention After Takaichi Warning" ผู้เขียนได้วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมของวิกฤตครั้งนี้และผลกระทบต่อระบบการเงินโลก
โฆษณา