Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลือชัย พิศจำรูญ
•
ติดตาม
26 ม.ค. เวลา 00:10 • การศึกษา
Jeenthai Business Inside
วิกฤต ป.เอก ‘ล้นตลาด’ ทั่วโลก ตำแหน่งงานไม่พอรองรับ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกมีแนวโน้มผลิตและมีผู้เรียนระดับปริญญาเอกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรายงาน “China and the World: Trends in Higher Education 2026” จากสถาบันวิจัย MyCOS ที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2026 ระบุว่า จำนวนการผลิตนักศึกษาปริญญาเอกทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และยิ่งพุ่งแรงในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้เริ่มชนเพดาน เพราะทั้งภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมมีพื้นที่รองรับจำกัด ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลระหว่าง “จำนวนคนเรียนจบ” กับ “ตำแหน่งงานที่มีอยู่จริง” อีกด้านหนึ่ง ระบบการผลิตปริญญาเอกแบบเดิมมักเน้นงานทฤษฎีและงานวิชาการ แต่กลับไม่สอดคล้องกับภาคธุรกิจที่ต้องการทักษะแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติและแนวคิดแบบวิศวกรรมมากกว่า
รายงานยังชี้ว่า วงการอุดมศึกษาจีนกำลังเผชิญแรงเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้ง AI ที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างการศึกษา ภาวะเศรษฐกิจตึงตัวและข้อจำกัดด้านทรัพยากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงกระแสเด็กเกิดน้อย ทำให้ “การปฏิรูปการผลิตปริญญาเอก” กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ปริญญาเอกจีนพุ่งแรง แต่ยังไม่ถึงขั้นล้นระบบ
เดือนมิถุนายน 2025 วารสาร Nature เผยแพร่บทความ “โลกต้องการปริญญาเอกมากแค่ไหน” ระบุว่า จำนวนผู้จบปริญญาเอกทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้บางประเทศ เช่น ออสเตรเลียและบราซิล จะมีผู้สมัครเรียนลดลงในช่วงหลัง ส่วนหนึ่งมาจากค่าครองชีพสูงและเงินสนับสนุนต่ำ แต่ภาพรวมในช่วงปี 1998-2017 จำนวนผู้ได้ปริญญาเอกใหม่ใน 38 ประเทศสมาชิก OECD เพิ่มขึ้นเกือบ “เท่าตัว” และยังเติบโตต่อเนื่องหลังจากนั้น
รายงานระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้จำนวนปริญญาเอกทั่วโลกเพิ่มขึ้นมีหลายด้าน มาจากความคาดหวังของคนจำนวนมากว่า การเรียนต่อระดับสูงจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนในอนาคต รวมถึงการที่หลายประเทศเพิ่มงบวิจัยและจำนวนโครงการมากขึ้น ทำให้ผู้ดูแลงานวิจัยสามารถรับนักศึกษาปริญญาเอกได้มากขึ้นตามไปด้วย
แต่ในอีกมุมหนึ่ง แม้จำนวนปริญญาเอกโดยรวมเพิ่มขึ้น สายมนุษยศาสตร์กลับเผชิญแนวโน้ม “ลดรับหรือหยุดรับ” มากขึ้น ตัวอย่างในสหรัฐฯ ข้อมูลจาก Humanities Indicators ของ American Academy of Arts & Sciences ชี้ว่า สัดส่วนนักเรียนปริญญาเอกสายมนุษยศาสตร์ลดลงจาก 11.1% ในปี 2000 เหลือต่ำสุด 7.6% ในปี 2018 ขณะที่สัดส่วนด้านวิศวกรรมและสุขภาพ/แพทย์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
Nature ยังระบุว่า ในจีนและอินเดีย จำนวนผู้เรียนปริญญาเอกเติบโตแบบ “พุ่งทะยาน” โดย Jiemian News อ้างข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนว่า ระหว่างปี 2014-2024 จีนรับนักศึกษาปริญญาเอกเพิ่มจากราว 72,600 คน เป็นประมาณ 1.71 แสนคน จำนวนนักศึกษาปริญญาเอกในระบบเพิ่มจากราว 3.12 แสน คน มาเป็น 6.76 แสนคนและจำนวนผู้เรียนจบก็เพิ่มจากราว 53,700 คน สู่ระดับ 97,200 คน
รายงานวิเคราะห์ว่า การเพิ่มขึ้นนี้สอดคล้องกับการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจีนไปสู่เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ความต้องการบุคลากรระดับสูงเพิ่มขึ้น แต่ก็มีอีกมุมที่ชี้ว่าแรงผลักสำคัญอาจมาจากตลาดงานที่ให้ค่าน้ำหนักกับวุฒิการศึกษา
ฉู่เฉาฮุย นักวิจัยจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การศึกษาจีน ให้ความเห็นว่า การจะบอกว่าปริญญาเอกล้นตลาดหรือไม่ ต้องดูว่าสังคมให้ความสำคัญกับความสามารถจริงมากแค่ไหน เพราะเมื่อเทียบกับบริษัทต่างชาติที่มักวัดกันด้วยทักษะและผลงาน บริษัทจีนจำนวนไม่น้อยกลับให้ความสำคัญกับวุฒิการศึกษามากกว่า ทั้งที่หลายตำแหน่งงานไม่ได้ต้องใช้วุฒิสูงขนาดนั้น จึงสะท้อนปัญหา เรียนสูงเกินจำเป็นในบางส่วน
ฉู่เฉาฮุยยังชี้ว่า หากดูจากสถิติภาพรวม ระดับการศึกษาและจำนวนปีที่คนจีนได้รับการศึกษายังไม่สูงพอด้วยซ้ำ โดยยกตัวอย่างว่า ยูเครนซึ่งเผชิญสงครามต่อเนื่อง ยังมีประชากรกว่า 80% ที่เคยได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ขณะที่จีนยังมีช่องว่างอยู่มาก
China Daily รายงานในปี 2024 ว่า แม้จีนผลิตปริญญาเอกเพิ่มขึ้นมาก แต่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อประชากรยังต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว เพราะจีนมีประชากรจำนวนมาก ในสหรัฐฯ มีประชากรมากกว่า 1% ที่มีวุฒิปริญญาเอก ขณะที่ข้อมูลสำมะโนประชากรจีนครั้งที่ 7 ระบุว่า ผู้มีวุฒิปริญญาเอกมีสัดส่วนไม่ถึง 0.7%
ฉู่เฉาฮุยยังมองว่า ปัญหาการยึดวุฒิการศึกษาเป็นหลัก สะท้อนวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับตำแหน่งและการยอมรับทางสังคมมากกว่าความสามารถ เขาชี้ว่า สังคมอาจต้องเปลี่ยนจากการไล่ล่าการยอมรับภายนอก ไปสู่การพัฒนาคุณภาพและศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้น
“ตำแหน่งถาวรในสายวิชาการ” ต้องแข่งขันมากขึ้นในปัจจุบัน การผลิตบัณฑิตปริญญาเอกจึงต้องปรับตัว การขยายจำนวนนักศึกษานำไปสู่วิกฤตสำคัญ เพราะจำนวนตำแหน่งงานในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นไม่ทัน
อีกปัญหาคือในบางสาขา เช่น วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ แม้ตลาดงานต้องการสูง แต่กลับเกิดภาวะ “ความต้องการมาก แต่คนไม่ตรงงาน” เพราะหลักสูตรปริญญาเอกจำนวนไม่น้อยฝึกทักษะวิชาการเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยเสริมทักษะสำคัญในที่ทำงาน เช่น การบริหารโครงการ การทำงานข้ามสาขา และการสื่อสารเชิงธุรกิจ ซึ่ง Nature ก็ชี้ว่า ในประเทศอย่างสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร การทำงานนอกสายวิชาการกำลังกลายเป็นเส้นทางปกติของผู้จบปริญญาเอกมากขึ้น
ตัวอย่างจากเกาหลีใต้ (สมาชิก OECD) จียงซึง (Ji Yong-seung) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายสาธารณะ ESG และศาสตราจารย์คณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยอูซอก (Woosuk University) กล่าวว่า แม้จำนวนผู้เรียนปริญญาเอกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ปัญหานักศึกษาลดลง งบประมาณตึงตัว และการแข่งขันระหว่าง
มหาวิทยาลัยที่สูงขึ้น ทำให้การรับอาจารย์ถูกจำกัด ผลสำรวจล่าสุดพบว่า มีเพียงราว 40% ของผู้จบปริญญาเอกได้ทำงานในมหาวิทยาลัย ขณะที่เกือบ 30% ของผู้จบใหม่ยังว่างงานหรือยังไม่ได้งาน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันหนักตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ และอาจเป็นภาพร่วมของหลายประเทศใน OECD
วันที่ 9 ก.ย. 2015 ที่กรุงปักกิ่ง มหาวิทยาลัยเหรินหมินของจีน ต้อนรับนักศึกษาปริญญาตรีใหม่ 2,751 คน หนึ่งในนั้นคือ หลินกั๋วจิ้ง หนุ่มจากเมืองรุ่ยอัน มณฑลเจ้อเจียง ที่มารายงานตัวเป็นนักศึกษาปริญญาเอกคณะปรัชญา หลังเคยทำงานเป็นช่างตัดผมมาก่อน
ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีนระบุว่า ปี 2023 จีนมีผู้จบปริญญาเอกใหม่ 75,200 คน โดยราว 40% เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ขณะที่มากกว่าหนึ่งในห้าเลือกไปทำงานในภาคธุรกิจ อีกด้านหนึ่ง เอกสารในวารสาร Academic Degrees and Graduate Education (学位与研究生教育) เคยวิเคราะห์เส้นทางอาชีพของผู้จบปริญญาเอกช่วงปี 2015-2020 พบว่าสัดส่วนที่ไปทำงานในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย/ออกแบบอยู่ที่ราว 50%
อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ มู่จื่อผาน อาจารย์สาขาปรัชญาในมณฑลซานซี (นามสมมติ) บอกว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาจารย์ใหม่แทบทั้งหมดต้องมีวุฒิปริญญาเอก อีกทั้งเกณฑ์ประเมินตำแหน่งวิชาการก็สูงขึ้น ส่งผลให้อาจารย์รุ่นเก่าที่มีเพียงปริญญาโทจำนวนไม่น้อยต้องกลับไปเรียนปริญญาเอกควบคู่กับงานเพื่อรักษาเส้นทางอาชีพ
เขายังชี้ว่า ความเข้มข้นของการแข่งขันอาจเกี่ยวข้องกับระบบ “ไม่เลื่อนขั้นก็ต้องออก” ที่หลายมหาวิทยาลัยเริ่มใช้มากขึ้น โดยกำหนดให้อาจารย์รุ่นใหม่ต้องเลื่อนเป็นรองศาสตราจารย์ภายในเวลาที่กำหนด หากทำไม่ได้อาจไม่ได้ต่อสัญญา
ด้านเกาเหวินเจี๋ย (นามสมมติ) อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเวินโจว ระบุว่า มหาวิทยาลัยแบบครบวงจรแห่งแรกของเวินโจวเริ่มกำหนดวุฒิปริญญาเอกเป็นเงื่อนไขรับอาจารย์มาตั้งแต่กว่า 10 ปีก่อน และเพราะมหาวิทยาลัยเอกชนไม่มีระบบบรรจุแบบภาครัฐ อัตราการคัดออกจึงสูง และการแข่งขันในบางช่วงอาจหนักกว่ามหาวิทยาลัยรัฐด้วยซ้ำ
ฉู่เฉาฮุยมองว่า มองว่า จำนวนงานสายวิชาการของแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับบทบาทในเศรษฐกิจโลกเช่น สหรัฐฯ อาจมีงานกลุ่มนี้ไม่เกิน 20% ของตลาดแรงงานทั้งหมด ขณะที่จีนอาจอยู่ราว 5% เท่านั้น โดยสัดส่วนนี้ถูกกำหนดจากทั้งโครงสร้างอุตสาหกรรม และจำนวนคนที่มีศักยภาพทำงานเชิงวิชาการได้จริง เขาย้ำว่าคนที่สอบติดปริญญาเอกไม่ได้แปลว่าจะทำวิจัยเป็นเสมอไป
ประเด็นนี้สอดคล้องกับบทความใน Nature ที่ระบุว่า หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เริ่มปรับระบบผลิตปริญญาเอกให้ใกล้ตลาดงานมากขึ้น ทั้งการอบรมทักษะระหว่างทำวิจัย การฝึกงานแบบมีค่าตอบแทน และโมเดลร่วมมือมหาวิทยาลัย-อุตสาหกรรมอย่าง “Industrial PhD (I.PhD)”
ด้านจียงซึง ยกตัวอย่างว่า เมื่อผู้สมัครปริญญาเอกมีสัดส่วนคนทำงานเพิ่มขึ้น หลักสูตรในคณะบริหารธุรกิจที่เขาสังกัดก็หันมาเน้นการใช้งานจริงและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น แทนการยึดงานวิจัยเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว
ในยุค AI วุฒิปริญญาเอกยังสำคัญไหม
จียงซึงมองว่าในยุค AI ปริญญาเอกยังสำคัญอยู่ แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างจากเดิม เพราะเป้าหมายของปริญญาเอกคือการสร้างนักวิจัยอิสระที่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งยังจำเป็นในยุคนี้
เขาอธิบายว่า แม้ AI จะช่วยเขียน คำนวณ และสรุปข้อมูลได้ แต่ยังไม่อาจทดแทนความสามารถของมนุษย์ในการตั้งคำถามใหม่ ประเมินหลักฐาน ออกแบบการทดลอง รวมถึงตัดสินใจเชิงจริยธรรมและผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะในสาขาอย่างวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศ เทคโนโลยีชีวภาพ การกำกับดูแล AI ระบบพลังงาน และนโยบายสาธารณะ ซึ่งต้องการคนที่ผสานความรู้ขั้นสูงเข้ากับความรับผิดชอบและวิสัยทัศน์ได้ เขาเผยว่าภาคเรียนหน้าจะเปิดสอนวิชาใหม่นั่นคือ “AI และการจัดการ ESG”
ด้านมู่จื่อผานเสริมว่า ปริญญาเอกสายมนุษยศาสตร์ก็มีคุณค่าไม่น้อย เพราะช่วยฝึกความเข้าใจเชิงลึก หล่อหลอมความอดทนของนักวิจัย และสร้างการยึดโยงกับชุมชนวิชาการ ซึ่งส่งผลต่อการทำงานวิจัยในระยะยาว และเป็นสิ่งที่ AI ยังขาด ตามแนวคิดของวอลเตอร์ เบนจามิน (Walter Benjamin)
จียงซึงเชื่อว่า AI จะเปลี่ยนทั้ง “เนื้อหา วิธีการ และการประเมินผล” โดยเครื่องมือ AI จะถูกใช้มากขึ้นในการทบทวนเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล และเขียนโค้ด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงานวิจัย ขณะเดียวกัน การประเมินนักศึกษาปริญญาเอกจะไม่ยึดแค่จำนวนผลงาน แต่หันไปเน้นการตรวจสอบกระบวนการทำวิจัย การใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และความรับผิดชอบ
เขามองว่า เมื่อบทบาทของผู้จบปริญญาเอกขยายออกไปนอกโลกวิชาการ หลักสูตรก็ต้องออกแบบใหม่เพื่อรองรับเส้นทางอาชีพที่หลากหลาย กล่าวอีกแบบคือ AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่ยังเป็นแรงผลักให้การศึกษาปริญญาเอกต้องนิยามเป้าหมายและมาตรฐานใหม่ สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ยกเลิกปริญญาเอก แต่คือปรับดีไซน์ให้บัณฑิตพร้อมทำงานได้จริง และสร้างประโยชน์ต่อสังคม
ฉู่เฉาฮุยย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ในยุค AI หรือไม่ การศึกษายังจำเป็น ในฐานะรากฐานของคุณภาพของผู้คนในระยะยาว แม้อนาคตวุฒิอาจไม่ใช่เงื่อนไขหลักของการได้งาน พร้อมแนะว่าผู้เรียนควรเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจ และทำให้ความรู้ความสามารถสอดคล้องกับวุฒิที่มี
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย