เมื่อวาน เวลา 13:09 • การเมือง
ทุกครั้งที่มีคนตั้งคำถามว่าประเทศไทยจะหมดหนี้กี่โมง ก็มักจะได้ยินเสียงด่าพรรคการเมืองที่เสนอแนวนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ทั้งที่พรรคเหล่านั้นยังไม่เคยได้บริหารประเทศเต็มวาระด้วยซ้ำ แต่กลับถูกโยนความผิดว่าคือสาเหตุของหนี้ทั้งประเทศ
ถ้าย้อนดูประวัติศาสตร์การกู้เงินของรัฐบาลเก่าๆ จะเห็นว่าคนที่สร้างหนี้ตัวจริงคือฝ่ายบริหารที่เคยกุมอำนาจมายาวนานไม่ใช่ใครอื่น ยุครัฐบาลทหารหลังปี 2557 หนี้สาธารณะของประเทศพุ่งจากประมาณห้าล้านล้านบาทเป็นกว่าสิบล้านล้านบาทในเวลาไม่ถึงสิบปี ทั้งที่เศรษฐกิจแทบไม่เติบโต รายได้ประชาชนลดลง และหลายโครงการใช้เงินมหาศาลแต่ไม่เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจริง
1
นโยบายแจกเงินของยุคลุงตู่ก็ใช้งบกู้จำนวนมหาศาล เช่นบัตรคนจน คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงกู้ช่วงโควิดจนเต็มเพดาน แต่ไม่ได้สร้างรายได้ระยะยาวหรือเพิ่มขีดความสามารถของประเทศเลย กลับกลายเป็นหนี้ที่ประชาชนต้องแบกรับ ส่วนรัฐบาลบางยุคในอดีตก็สร้างหนี้ผ่านโครงการรับจำนำข้าวที่บริหารผิดพลาดจนสูญงบหลายแสนล้านบาท หรือโครงการกู้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจจริง
แต่ที่น่าขันคือพรรคการเมืองรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยได้กู้เงินแม้แต่บาท กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ทั้งที่พรรคเหล่านี้ต่างเสนอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การแจกเงินเอาคะแนนเสียงแบบประชานิยม แต่เป็นการแก้ระบบภาษี การกระจายอำนาจ การยกเครื่องระบบราชการ และการลงทุนในคนเพื่อให้ประเทศเติบโตจากฐานรากอย่างแท้จริง
1
ประเทศไทยไม่ได้จนเพราะพรรคที่อยากเปลี่ยนแปลง แต่จนเพราะคนที่ยึดอำนาจแล้วสร้างหนี้ไว้ให้รุ่นลูกหลาน ประเทศไม่ได้อ่อนแอเพราะนโยบายช่วยประชาชน แต่อ่อนแอเพราะคนบางกลุ่มหลอกประชาชนว่าตัวเองคือผู้รักษาชาติ ทั้งที่เป็นต้นเหตุให้ชาติแบกหนี้ไม่รู้จบ
1
ดังนั้นคำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะหมดหนี้กี่โมง แต่ควรถามว่าเมื่อไหร่คนไทยจะเลิกหลงเชื่อคนที่สร้างหนี้ให้ประเทศ แล้วหันมาสนับสนุนคนที่อยากเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้ประเทศนี้ยืนได้ด้วยขาของตัวเองเสียที
1
หากมองให้ลึกลงไป หนี้ของประเทศนี้ไม่ได้เริ่มต้นเพราะประชาชนใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย แต่เกิดจาก “นโยบายและโครงสร้างการเมือง” ที่ผูกขาดโดยคนกลุ่มเดิมมาหลายทศวรรษ การกู้เงินจากต่างประเทศเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในรูปแบบเงินกู้จากธนาคารโลก IMF หรือสถาบันการเงินต่างชาติ เพื่อใช้ในโครงการที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อรายได้คืน แต่สร้างช่องให้คนบางกลุ่มได้ประโยชน์ส่วนตัว
1
หลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยต้องพึ่งพาเงินกู้มหาศาลจาก IMF พร้อมเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่ทำให้หลายอุตสาหกรรมไทยต้องขายกิจการให้ต่างชาติ แต่บทเรียนเหล่านั้นกลับไม่เคยถูกนำมาปรับปรุงระบบงบประมาณของรัฐเลยแม้แต่น้อย เรากลับเห็นวงจรเดิมเกิดซ้ำ การกู้เงินโดยอ้าง “เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ” แต่กลับลงเอยด้วยการเพิ่มช่องทางให้ทุนใหญ่เติบโต ขณะที่ประชาชนยังอยู่จุดเดิม
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคทหาร หนี้สาธารณะกลับเพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการกู้เงินแบบไร้การตรวจสอบ ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง โครงการเมกะโปรเจกต์จำนวนมากกลายเป็นสุสานงบประมาณที่ไม่สร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจจริง เช่น รถไฟฟ้าบางสายที่ใช้เงินหลายแสนล้านแต่มีผู้ใช้บริการน้อย ถนนมอเตอร์เวย์ที่สร้างก่อนการวางแผนเมือง หรือการจัดซื้ออาวุธและเครื่องบินที่กินงบปีละหมื่นล้าน
1
ในขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐเน้นนโยบายแบบ “ให้เงินคนจน” เพื่อซื้อความนิยมในระยะสั้น แต่ไม่ได้สร้างระบบที่ช่วยให้คนจนลุกขึ้นมามีศักยภาพจริง เมื่อหมดโครงการ ประเทศก็กลับมาอยู่จุดเดิม แต่หนี้ยังคงเพิ่มต่อไป
ส่วนยุคที่อ้างว่า “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ก็ใช่ว่าจะไร้มลทิน หนี้จากโครงการประชานิยมบางอย่างเช่นจำนำข้าว หรือโครงการลงทุนที่ขาดการบริหารจัดการ โปร่งใสไม่พอ ก็ทิ้งรอยแผลทางงบประมาณไว้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้คือผลของระบบที่เน่าใน ไม่ว่าจะใครขึ้นมาบริหารถ้ายังไม่แตะต้องรากของปัญหา ประเทศนี้ก็จะกู้ต่อไปเรื่อยๆโดยไม่มีทางหมดหนี้ได้จริง
พรรคการเมืองรุ่นใหม่ที่เสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง จึงเป็นความพยายามครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่จะพูดเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูด ไม่ใช่เรื่องการแจกเงิน แต่คือการปรับระบบภาษีที่คนรวยต้องจ่ายตามจริง การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นตัดสินใจเอง การลงทุนในเทคโนโลยีและการศึกษาเพื่อยกคุณภาพแรงงาน และการเปิดเผยงบประมาณของกองทัพให้ประชาชนตรวจสอบได้
1
คนที่กลัวการเปลี่ยนแปลงมักพูดว่าพรรคเหล่านี้จะทำให้ประเทศล้มละลาย ทั้งที่ความจริงประเทศล้มเพราะพวกเขาเองต่างหากที่กู้แล้วใช้ผิดทาง
1
วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ต้องการคนที่พูดว่าจะลดหนี้ แต่ต้องการคนที่กล้าเปลี่ยนระบบที่สร้างหนี้ขึ้นมา คนที่พูดตรงและไม่ยอมปล่อยให้การเมืองแบบเก่าผลาญงบประมาณเพื่อแลกคะแนนเสียง
1
ประเทศนี้จะหมดหนี้ไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังมีคนบางกลุ่มถือว่าการกู้คืออำนาจ และอำนาจนั้นไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
1
และตราบใดที่คนส่วนหนึ่งยังหลับตาเชื่อเสียงโฆษณาเดิมๆ ประเทศนี้ก็จะยังจมอยู่ในวังวนเดิม คือหนี้สินที่สร้างโดยผู้มีอำนาจ และอนาคตที่ถูกขายไปโดยไม่มีใครรับผิดชอบ
1
โฆษณา