26 ม.ค. เวลา 15:14 • ไลฟ์สไตล์

เมื่อโลกทั้งใบ คือ โรงละครโรงใหญ่

1.บรรยากาศที่นี่ ดูดีมาก ร้านใหญ่มีเนื้อที่กว้างขวาง น่าสบายจริง ๆ ระหว่างเดินเขาสังเกตเห็นสะพานไม้ข้ามทางน้ำ มีปลาคาร์ฟ กำลังแวกว่ายอย่างสบายอารมณ์ ต้นไม้มากมายรอบด้าน อากาศเย็นสบาย มันทำให้ใจของเบาสบายไปพร้อม ๆ กัน
“…มาพร้อมหน้ากันพอดีเลย” เขาคิด
ทันทีที่นั่งลงบนเก้าอี้ เขาเปิดเมนู…
“สั่งอะไรกันไปบ้างแล้วล่ะ..วันนี้ขอ
อะไรร้อน ๆ คอสักอย่างนะ เอาต้มยำ
ใบกะเพรานี้แหละ เผ็ดน้อย ๆ นะ ”
เขาทั้งถาม และพูดออกมาเป็นชุด…
2. บรรยากาศครอบครัว เป็นสิ่งที่เขาระลึกถึงมาก เขามีครอบครัวที่ใหญ่มาก จนคิดว่ามากที่สุด พบปะกันแต่ละทีก็มีแต่ความสนุกสนาน ช่วงวัยเด็กเรามักมี ญาติมิตร พี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกัน อายุไล่เรียงกันมา ห่างกันไม่กี่ปี - และเหมือนว่าเราจะเข้ากันได้ดีอีกด้วยเช่นกัน
มาถึงตอนนี้ คนเหล่านั้น ก็กระจัด กระจาย หายกันไปตามเวลา —เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่เสาหลักรวมใจ ได้สูญสลายไป— แต่วันนี้ครอบครัวพี่น้องที่เหลือของเขายังรวมกันได้ มันเป็นเรื่องที่ดีที่สุด สำหรับเขาจริง ๆ —-ทุกคนดูจะสนุกกับการกิน การสนทนา เรื่องราวตั้งแต่ญาติ ๆ เรื่องเรียน สังคมการเมือง แม้ว่าจะต่างความคิดกัน
3. จนกระทั่ง-ป้าสะใภ้ หันมาเปิดคำถาม กับเขา
“-แล้วเขาเป็นอย่างไรบ้างล่ะตอนนี้”
วิฑูร วางช้อนลงรอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างรู้หน้าที่ดี เขาตอบออกไปแทบไม่ทันตั้งตัว
“ก็น่าจะโอเคนะครับ กำลังพยายามอยู่“
มีคนพยักหน้า ทำเสียงอืมม..
ขณะเดียวกับที่เขาหยิบช้อนตักอาหารเข้าปากอีกครั้ง เคี้ยวช้าลง และกลืนมันลงไปยากกว่าทุกคำ
“…แล้วทำไมเขาไม่ทำแบบนั้นล่ะ มันดูดีกว่านะ”
“เขาคงมีเหตุผลของเขานะครับ”
วิฑูร ตอบกลับเสียงเรียบ แต่รู้สึกว่าข้างในใจมันป่วนขึ้นเล็กน้อย
“แล้วเธอคิดว่า ยังไง?” มีสายตาตรงมาที่เขา
”..ผมว่า มันก็พอจะเข้าใจได้ ในสิ่งที่เขาเลือก..ทำ“ เขาตอบกลับช้า ๆ
“ไม่มีใครช่วยดูก็แบบนี้แหละ ..ลำบากนะ” มีเสียงสวนตอบกลับมาในทันที
4. ขณะนั้น ไม่มีใครเสียงดัง
ไม่มีใครโกรธ ไม่มีใครขัดใจใคร
แต่เขารู้สึกเหมือนแบกอะไรบางอย่างไว้ อย่างเงียบ ๆ มีบางอย่างลึก ๆ ข้างใน..
เขามองมือที่จับช้อนนั้น นิ่ง ขณะที่รู้สึกว่า เพิ่งมีคำพูดผ่านออกไปจากปากตัวเอง เขาตอบคำถามแบบที่รู้ว่ามันต้องพูดแบบนั้น
ในตอนนั้นเอง เขารู้สึกว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในใจ ที่อยากให้เขาลุกเดินออกไปจากที่นั่น…ไม่ได้โกรธหรือรำคาญ แค่อยาก “หยุด-ตอบคำถาม“ เท่านั้นเอง
บทสนทนา จบลงตรงนั้น
บรรยากาศในโต๊ะอาหาร ดูเป็นปกติมีเสียงหัวเราะ พูดคุย สลับกันไป—และที่สุดงานเลี้ยงก็เลิกรา เราแยกย้ายกันไปอีกครั้ง
5. เขากลับถึงบ้าน ใจยังครุ่นคิดถึง“ บางสิ่งนั้น” มันเกิดอะไรขึ้นภายในที่ดูเหมือนจะรู้-รับรู้-อาการที่เขาแสดงออก การพูด และความนิ่ง เขาเรียกมันว่า “ร่างแสดง” และ “ร่างที่รู้” อยู่ที่นั่น เขาแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เขาคิดว่าเขามี 2 ร่าง! ร่างแสดง และร่างที่รู้ …มันอยู่ลึก..ลึกถึงข้างในสุด
ร่างที่เขาเรียกว่า “ร่างที่รู้” เหมือนจะคอยบอกบางสิ่งบางอย่าง ที่เขารับรู้ได้คือ —นิ่งไว้—แล้วมันจะหยุดเอง —อะไรทำนองนี้
6. เขาไม่เข้าใจมันมากนัก รู้แต่ว่าร่างแสดง มักผลักให้เขาแสดง-ความเป็นตัวตน-ออกมาเพื่อให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้คน ส่วนร่างที่รู้อยู่มันแค่อยู่ตรงนั้น มองไม่เห็น มีแค่ความรู้สึกที่เด่นชัด เท่านั้นเอง…
ในบางครั้ง เขาก็รู้สึกเหนื่อยกับการต้องเป็น “บางสิ่งบางอย่าง” ในโลกที่ใคร ๆ ต้องขับเคลื่อนกันอย่างหนัก เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของภายนอก —สำหรับเขาแล้วการที่เขาต้องกลายเป็น “ตัวแทน” ให้ผู้อื่นนั้น มันลดทอนกำลัง ที่อยู่ภายในของเขาเป็นอย่างมาก—
หากให้เขาเลือกระหว่าง 2 ร่างนี้ เขาจะเลือก ความนิ่ง-และปล่อยให้ที่เหลือมันสลาย หายไปเอง
เพราะบางครั้ง เราก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย ขยายความไปหมดทุกบท ทุกตอน —การได้ นั่งนิ่ง ๆ เสียบ้างบางทีมัน คือ คำตอบที่ดีที่สุด ก็เป็นไปได้
โฆษณา