26 ม.ค. เวลา 16:36 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

เซียวเหยา พลิกชะตาราชาปีศาจ

เปิดปีใหม่มาก็มีเรื่องอยากเขียนถึงกันเลย จริง ๆ ไม่ถึงกับเป็นเรื่องที่รอดูอะไร แถมยังแอบคิดว่าคงดูได้ไม่กี่ตอนแล้วคงเทเหมือนละครเทพเซียนส่วนใหญ่ที่ผ่านมา
สาเหตุที่ลองดูเพราะถานซงอวิ้น และหลังจากดูสู่ห้วงเมฆามาแล้ว ก็ชอบโหวหมิงฮ่าวขึ้นมาหลายส่วน
ปรากฏว่าชอบมากกว่าที่คาดเอาไว้อีกเรื่องแล้ว เพราะเนื้อเรื่องเชื่อมโยงกับพุทธ
ศาสนาเยอะกว่าทุกเรื่อง แต่คงต้องออกตัวไว้ก่อนว่าสิ่งที่ผู้เขียนเห็นมาจากมุมมองและประสบการณ์ของตนเอง ไม่ได้แม่นเรื่องหลักธรรมอะไรเป๊ะ ๆ
ตอนอายุยังน้อยกว่านี้(มาก) เคยพูดคุยกับเพื่อนต่างชาติที่เรียนหนังสือด้วยกัน เรื่องศาสนาที่แต่ละคนนับถือ เพื่อนเอเซียที่มาจากเอเซียตะวันออกบอกว่านับถือพุทธ
จึงบอกว่าเราก็พุทธ แต่ไม่เหมือนกันเนอะ
พื้นฐานความรู้ในเวลานั้นเข้าใจว่าพุทธเถรวาทกับมหายานแตกต่างกันมาก จนอายุ
มากขึ้น ความรู้มากขึ้น ความยึดมั่นถือมั่นในสมมุติน้อยลงก็ค่อย ๆ จึงเห็นความ “ไม่ต่าง” ในหลักการ ส่วนวิธีปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องของธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับละครเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่ดูแล้ว ทำให้คิดถึงหลักธรรมข้อโน่นข้อนี้เยอะไปหมด เลยสนุกจนอยากเขียนถึง แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่าความเชื่อมโยงระหว่างละครและพุทธศาสนาเป็นความเห็นจากประสบการณ์ส่วนตัว มันอาจไม่ถูกต้องก็ได้
เซียวเหยา พลิกชะตาราชาปีศาจ เป็นเรื่องราวของเซียวเหยาซึ่งจับพลัดจับพลูไปปลุกปีศาจขึ้นมา และกลายเป็นว่าทั้งคู่ผูกพันวนเวียนกันมากว่าหมื่นปีแล้ว จึงต้องย้อนอดีตกลับไปที่ร้อยปีที่แล้ว หมื่นปีที่แล้ว เพื่อคลี่คลายปมปัญหาในอดีตกาล
คงไม่ผิดนักที่จะบอกว่า แนวเรื่อง ตัวละคร ที่เกี่ยวข้องกับ เทพ ปีศาจ นั้นได้อิทธิพลมาจากพุทธศาสนานิกายมหายาน เพียงแต่เรื่องราวส่วนใหญ่ วนเวียนอยู่กับความรัก ความพลัดพราก ความอิจฉาริษยา ความเข้าใจผิด จริง ๆ ก็เกี่ยวข้องกับธรรมะแค่วนอยู่ตรงเปลือกไม่ได้ลงลึกอะไร
คงเหมือนกับรามเกียรติ์ ที่ในอินโดนีเซียเป็นเรื่องราวของความรักล้วน ๆ
สำหรับแนวเทพเซียน บางเรื่องก็เห็นธรรมะไปไกลกว่าแค่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เหมือนกัน เช่น จันทราอัสดงฯ ที่เคยเขียนไปแล้ว
ส่วนเรื่องนี้ เท่าที่หาข้อมูลคือไม่สร้างจากนิยาย เป็นบทละครที่เขียนขึ้นใหม่ ผู้กำกับเขียนบทเองอีกต่างหาก ไม่แน่ใจว่าเขาเข้าใจพุทธศาสนาลึกซึ้งขนาดไหน เพราะประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับศาสนาอย่างน้อย ๆ ก็เกือบร้อยปีแล้ว คนเขียนบทอาจไม่ได้ตั้งใจให้เราเห็นเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ก็ได้ แต่ต้องขอบคุณที่ดูแล้วก็คิดถึงหลักธรรมหลายเรื่อง
ประเด็นแรกที่สะดุดใจคือตั้งแต่ ep 3 ที่หงเย่บอกเซียวเหยาว่าทุกข์ทั้ง 8 ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งที่รัก เกลียดชัง ปรารถนาแล้วไม่ได้มา ปล่อยวางไม่ได้ เขาผ่านมาหมดแล้ว
และหากเปรียบเทียบกับเถรวาท เถรวาทอธิบายความทุกข์ 11 ประการได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ความเศร้าโศก ความพร่ำเพ้อรำพัน ความลำบากกาย ความลำบากใจ ความคับแค้นใจ ความประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบ ความพลัดพรากจากสิ่งที่ชอบ ความผิดหวังไม่ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากมหายานเลย
ไม่เคยดูเทพเซียนเรื่องไหนที่พูดถึงความทุกข์โดยอ้างอิงหลักธรรมแบบนี้ ซึ่งก็สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ตัวละคร หงเย่ไม่เหมือนราชาปีศาจในเรื่องอื่นแม้แต่น้อย ก่อนหน้านั้นแอบแซวในใจว่า ปีศาจกี่โมง เหมือนพระเชียว
เหมือนกับที่เขาพูดกันว่าเห็นทุกข์ก็เห็นธรรมนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าทุกข์ทั้ง 8 นี่แหละประกอบร่างเป็นกระจกคุนหลุน ที่ทั้งมนุษย์และปีศาจแย่งชิงกันทั้งเรื่อง
หากพิจารณากันจริงจัง มันแปลว่าสิ่งที่ตัวละครในเรื่องแย่งกันก็คือ ทุกข์ (ถ้าคนเขียนบทเขียนวางไว้ด้วยความเข้าใจพุทธศาสนา แล้วตั้งใจวางปมนี้ไว้ อิฉันกราบเลย)
แล้วไอ้เจ้ากระจกคุนหลุน คือกุญแจไปหาน้ำพุหยกอมฤต ที่กินแล้วจะเป็นอมตะ เซียวเหยาพูดขึ้นมาตอนที่หากระจกฯครบว่าคนเราวิ่งหาความเป็นอมตะ แทนที่จะอยู่ปัจจุบัน
โอ้ย คุณคนเขียนบทรู้จักสติปัฏฐาน 4 ด้วยหรือคะ ( มหายานคงสอนเหมือนกันแต่ใช้กันคนละชื่อ)
ประเด็นเรื่องเป็นอมตะ ขัดกับหลักของเถรวาทโดยสิ้นเชิง ถ้าจะถกกันในมุมของ อนันตา จากงานเขียนขำ ๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องสั้นไป และผู้เขียนก็ไม่มีความรู้สึกซึ้งขนาดนั้น จึงขอข้ามไป
ประเด็นต่อมา คือตอนที่เซียวเหยาเข้าไปในแดนสุญญตา ช่วงไปแก้ค่ายกลห้าภูตผี (ริษยา เย่อหยิ่ง โลภ เกียจคร้าน มีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น) แล้วเซียวเหยาบอกว่า มีเหตุจึงมีผล ซึ่งก็คือปฏิจจสมุปบาท
เอ่อ ทำไมมาเยอะแบบนี้ล่ะ จริงๆ ยังมีอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวพันกับหลักธรรม ประมาณพอได้ยินก็เอ๊ะ.. มันคือธรรมะเรื่องนั้นเรื่องนี้นี่นา
ขอข้ามไปที่ประเด็นเรื่องตอนจบ ที่หงเย่ยอมผนึกกระจกคุนหลุนเข้าไปในร่างตัวเองแล้วผนึกตัวเองอีกทีไม่เกิดไม่ตายเพราะตัวเองดื่มน้ำอมฤตเข้าไปแล้ว กระจกคุนหลุนก็จะไม่หลุดออกไปภายนอกให้ทั้งปีศาจและมนุษย์แย่งชิงอีก ทั้งที่กิเลสมนุษย์นั้นไม่มีทางหายไปไหน
ตอนแรกก็คิดว่า นั่นสิแล้วหงเย่จะผนึกตัวเองไปทำไม
ต่อมาก็คิดขึ้นมาได้ว่าเมื่อละครแนวเทพเซียนได้อิทธิพลมาจากพุทธนิกายมหายาน หรือยานใหญ่ ซึ่งเน้นช่วยผู้คนจำนวนมากให้ไปนิพพานด้วยกัน แนวคิดจึงเป็นเรื่องของการเสียสละตัวเองเพื่อคนทั้งปวง
ในขณะที่พุทธเถรวาท เน้นปัจจเจก บุญ บาป นิพพาน ของใครของมัน ต้องทำกันเอง ใครก็ช่วยไม่ได้
แต่ชอบไดอาล็อคของหงเย่ตอนผนึกตัวเองกับกระจกคุนลุนที่บอกว่า
“ ไม่เกิดไม่ตาย” ในมุมมองของผู้เขียนก็คือนิพพาน ในเรื่องหงเย่พูดต่อว่า..ไม่สลายไม่ดับสูญ.. ก็พยายามนึกว่าสภาพมันเป็นแบบกัน เรื่องนี้หาคำตอบยังไม่ได้ ขอผ่านไป 555
จริงๆ คนเขียนบทอาจไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนี้ แค่คนดูฟุ้งซ่านไปหน่อยก็เลยเชื่อมโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยเปื่อย
ประเด็นเรื่องย้อนอดีตในเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นการย้อนกลับไปรับรู้ว่าอะไรคือสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งคือการหาสาเหตุแห่งทุกข์ในปัจจุบันนั่นเอง (อริยสัจ 4 )
ส่วนตอนจบที่เซียวเหยา ย้อนอดีตกลับไปหาหงเย่ช่วงที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาหลังจากถูกผนึกไปร้อยปี เป็นเรื่องของทางละคร เพราะกลัวคนดูด่า 555
สำหรับผู้เขียนมองว่าเรื่องราวตลอดหนึ่งหมื่นปีของหงเย่และเซียวเหยาสะท้อนการเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น กงเกวียนกำเกวียนหมุนไปแล้วย้อนกลับมาที่เดิม ท้ายที่สุดหงเย่ ปล่อยวางหลุดพ้นไปแล้ว แต่เซียวเหยายังหลงติดอยู่ในวัฏสงสารสมมุตินี้
จบเรื่องหลักธรรมไว้เพียงแค่นี้
ว่าด้วยทางละคร ชอบเรื่องราวความรักของเซียวเหยากับหงเย่ มันน่ารัก มันมั่นคง อบอุ่นอ่อนโยน รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ข้างลำธารสัมผัสไอของน้ำใสไหลเย็น (วุ้ย ยังเขียนอะไรแบบนี้ได้อยู่ หรือจะกลับไปเขียนนิยายอีกสักเรื่องก่อนตายดี 555 )
ละครมันไม่ท็อกซิก ไม่มีตัวละครขี้อิจฉา ใส่ร้าย (ขนาดบรรพบุรุษปีศาจยังออกแนวฮาเลย) ไม่มีการเข้าใจผิดกันตลอดทั้งเรื่องกว่าจะเข้าใจกันโน่น ตอนใกล้จบแล้ว เหมือนสมัยก่อนเคยแซวละครฮ่องกงว่า ละครมี 40 ตอน พระเอกนางเอกถูกกระทำระทมทุกข์มา 39 ตอน ค่อยมามีความสุขเอาตอนที่ 40 งี้
ความที่ระหว่างทางตัวละครได้รับความสุขไปแล้ว ทำให้ผู้เขียนมองว่านี่แหละคือละครสมหวัง
Happily ever after นั้นไม่มีอยู่จริง
โฆษณา