เมื่อวาน เวลา 17:45 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ดาวเทียมไทยคม

ดาวเทียมเป็นอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ถูกส่งออกไปจากฐานยิงจรวดเพื่อให้เคลื่อนที่ไปรอบโลก โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสำรวจและการสื่อสาร รวมทั้งบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่นการจัดทำแผนที่ แม้แต่การสอดแนมทางการทหาร ดาวเทียวดวงแรกของโลกคือ Sputnik 1 เป็นของสหภาพโซเวียด ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อปี ค.ศ.1957
ส่วนดาวเทียมดวงแรกของสหรัฐอเมริกาคือ Explorer 1 ถูกส่งขึ้นสู่วงจรเมื่อปี ค.ศ.1958 ตั้งแต่เริ่มต้นการส่งดาวเทียม มีดาวเทียมของประเทศต่างๆ กว่า 8,900 ดวงที่ถูกส่งขึ้นไปสู่อวกาศส่วนใหญ่เป็นดาวเทียมที่ให้บริการในเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดาวเทียมที่หมดอายุไปแล้วและเป็นขยะอยู่ในอวกาศมีเพียงบางส่วนที่ยังทำงานอยู่
ตั้งแต่เริ่มต้นที่โลกมีการให้บริการดาวเทียม ประเทศไทยไม่เคยมีไม่มีดาวเทียมของตัวเองจนกระทั่งปี พ.ศ. 2534 รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงเปิดให้มีการประมูลเพื่อให้สัมปทานการให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมแก่ภาคเอกชน โดยให้กระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าของสัมปทาน
จากผลการประมูลบริษัทที่ได้สัมปทานในครั้งนั้นคือ บริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันคือบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการได้รับสัมปทานจากรัฐเป็นเวลา 30 ปี และได้รับพระราชทานชื่อดาวเทียมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ว่า "ไทยคม" (THAICOM) และถือว่าเป็นดาวเทียมประจำชาติไทย
บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของบริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ทำธุรกิจการให้บริการสื่อสารทั้งดาวเทียมธรรมดา (Conventional Satellite) และดาวเทียมความจุสูง (High Throughput Satellite) รวมทั้งธุรกิจอินเตอร์เน็ตแบบ Broadband คอมพิวเตอร์ และการสื่อสาร
นับตั้งแต่ได้รับสัมปทานจากกระทรวงคมนาคมปี พ.ศ.2534 จนถึงปัจจุบัน บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาขน) ส่งดาวเทียมขึ้นไปแล้ว 8 ดวง และมีสถานีรับส่งภาคพื้นดินเพื่อเชื่อมโยงผ่านโครงข่ายไปยังลูกค้า ดังมีรายละเอียดของดาวเทียมทั้งหมดดังต่อไปนี้
ดาวเทียมไทยคม 1A เดิมคือไทยคม 1 เมื่อมีการย้ายตำแหน่งในอวกาศจึงเปลี่ยนชื่อเป็น ไทยคม 1A เป็นดาวเทียมธรรมดา ถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2536 ปัจจุบันหมดอายุการใช้งานแล้ว
ดาวเทียมไทยคม 2 เป็นดาวเทียมธรรมดา ถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2537 ปัจจุบันหมดอายุการใช้งานแล้วและตกลงสู่โลกเมื่อปี พ.ศ 2562
ดาวเทียมไทยคม 3 เป็นดาวเทียมธรรมดา มีความสามารถส่งสัญญาณแบบ Direct-to-Home (DTH) ถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2540 แต่หมดอายุการใช้งานไปเมื่อปี พ.ศ. 2549 เนื่องจากมีปัญหาเรื่องระบบไฟฟ้า
ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ IPSTAR เป็นดาวเทียมความจุสูง เป็นดาวเทียมที่สามารถให้บริการ อินเทอร์เน็ตที่ส่งข้อมูลเป็นแบบ Broadband ได้ มีความจุทั้งหมด 45 Gbps สามารถให้บริการความเร็ว 6 Mbps ที่ดาวน์โหลด และ 4 Mbps ที่อับโหลด เป็นดาวเทียมสื่อสารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2548 ปัจจุบันยังทำงานอยู่
ดาวเทียมไทยคม 5 เป็นดาวเทียมธรรมดา ถูกส่งขึ้นไปเมื่อปีพ.ศ. 2549 เพื่อนำมาใช้งานแทนไทยคม 3 แต่ดาวเทียมไทยคม 5 ได้หยุดทำงานไปแล้วเมื่อต้นปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากปัญหาด้านแบตเตอรี่และไม่สามารถแก่ไขได้
ดาวเทียมไทยคม 6 เป็นดาวเทียมธรรมดา มีความสามารถส่งสัญญาณแบบ Direct-to-Home (DTH) และ High Definition TV ส่งขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2557 ปัจจุบันยังทำงานอยู่
ดาวเทียมไทยคม 7 เป็นดาวเทียมธรรมดา ส่งขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2557 ปัจจุบันยังทำงานอยู่
ดาวเทียมไทยคม 8 เป็นดาวเทียมธรรมดา มีความสามารถส่งสัญญาณแบบ Direct-to-Home (DTH) และ High Definition TV ส่งขึ้นไปเมื่อปี พ.ศ. 2559 ปัจจุบันยังทำงานอยู่
การให้บริการของดาวเทียมไทยคม 1 ถึง 6 อยู่ในรูปของสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กับหน่วยงานของรัฐในปัจจุบันคือกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอีเอส โดยจะครบอายุสัมปทานในปี พ.ศ.2564
ตามสัญญาสัมปทานบริษัทจะเป็นผู้สร้าง ส่งมอบให้รัฐ และให้บริการ (Build-Transfer-Operate) โดยบริษัทเป็นผู้จัดเก็บรายได้ทั้งหมดและแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐตามอัตราที่ระบุในสัญญาสัมปทาน หลังจากนั้นดาวเทียมทั้งหมดจะถูกส่งมอบให้ดูแลและบริหารจัดการโดยบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ต่อไป โดยปัจจุบันยังเหลือดาวเทียมที่ยังทำงานอยู่คือ ไทยคม 4 หรือ IPSTAR และไทยคม 6
การให้บริการภายใต้สัญญาสัมปทาน 30 ปีที่ผ่านมา ยังมีประเด็นข้อพิพาทระหว่างบริษัทไทยคมฯ กับกระทรวงดีอีเอสที่ยังไม่มีข้อสรุปอยู่คือ
กรณีดาวเทียมไทยคม 4 หรือ IPSTAR ซึ่งเป็นดาวเทียมความจุสูงและทางบริษัทไทยคมฯ อ้างว่าเป็นดาวเทียมที่บริษัทไทยคมฯ จัดมาเพื่อเป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ตามที่ระบุในสัญญาสัมปทาน
ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาว่า ดาวเทียมไทยคม 4 ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 เพราะเป็นดาวเทียมคนละประเภทกันและมีความแตกต่างกันทางด้านคุณลักษณะโดยสิ้นเชิง จึงถือเป็นดาวเทียมดวงใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่ในสัญญาสัมปทาน และบริษัทได้นำดาวเทียมดวงนี้ไปสร้างประโยชน์ทางธุรกิจเป็นหลัก โดยไม่เคยมีการขอสัมปทานหรือการเปิดประมูลจากรัฐอย่างถูกต้อง แต่เรื่องนี้ได้เงียบไปและปัจจุบันดาวเทียมไอพีสตาร์ยังให้บริการตามปกติ
กรณีดาวเทียมไทยคม 5 ซึ่งบริษัทจัดมาเพื่อเป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 เกิดความเสียหายและไม่สามารถแก้ไขได้ก่อนหมดสัญญาสัมปทาน โดยบริษัทไม่สามารถสร้างดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นมาทดแทนไทยคม 5 ได้ และทำการเช่าช่องสัญญาณจากดาวเทียมดวงอื่นมาให้เป็นวงจรสำรองแทน แต่กระทรวงดีอีเอสต้องการให้บริษัทฯสร้างดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นมาทดแทน ข้อพิพาทนี้ยังไม่มีข้อยุติ ขณะนี้กระทรวงดีอีเอสได้ยื่นฟ้องต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อเรียกค่าเสียหายและค่าชดเชยให้กับรัฐอยู่
ส่วนการให้บริการของดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 อยู่ในรูปของใบอนุญาตบริการจาก กสทช. เพื่อให้บริการสื่อสารดาวเทียม ในแบบการให้เช่าช่องสื่อสารเป็นเวลา 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2555 ถึง พ.ศ.2575 ประเด็นการขอใบอนุญาตจาก กสทช. ของบริษัทฯ นี้ ทางกระทรวงดีอีเอสยังเห็นแย้งอยู่และยื่นเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการเช่นกัน
ธุรกิจดาวเทียมเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงเนื่องจากมีหลายประเทศในย่านนี้ที่มีดาวเทียมเป็นของตัวเองเช่นเดียวกับประเทศไทย การให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมไทยคมต่อไปเมื่อหมดอายุสัมปทานน่าจะมาถึงจุดที่มีการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในปีหน้า
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่จะต้องติดตามหลายเรื่องที่ยังไม่มีข้อสรุป รวมทั้งศักยภาพและความพร้อมของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ที่จะต้องรับมอบดาวเทียมส่วนที่ยังทำงานอยู่ภายใต้สัมปทานเดิมไปดูแลและบริหารจัดการการให้บริการต่อไป ซึ่งทางบริษัทกำลังจัดเตรียมแผนการดำเนินการเตรียมความพร้อมทั้งทางด้านการพัฒนาผู้ปฏิบัติงานและแผนการด้านธุรกิจเพื่อส่งให้กระทรวงดีอีเอสพิจารณาต่อไป
ปัจจุบันดาวเทียมไทยคมยังคงให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียมในวงโคจรค้างฟ้า (GEO) และกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศเต็มรูปแบบ โดยมีแผนยิงดาวเทียม “ไทยคม 9” ในปลายปี 2569 และ “ไทยคม 10” ภายในปี 2570 เพื่อรองรับบริการอินเทอร์เน็ตและข้อมูลดาวเทียมยุคใหม่ต่อไป
โฆษณา