Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เมืองไทยไดอารี่ by Supawan
•
ติดตาม
27 ม.ค. เวลา 03:33 • ท่องเที่ยว
พระอุโบสถกลางน้ำ และภาพจิตรกรรมฝาผนังภายใน (1)
พระอุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำ (1) .. ภาพจิตรกรรมด้านประดิษฐานองค์พระประธาน : สร้างสรรค์ โดย ท่าน อังคาร กัลยายาณพงศ์
"วัดศรีโคมคำ" หรือที่ชาวพะเยาเรียกขานด้วยความผูกพันว่า "วัดทุ่งเอี้ยง" พระอารามหลวงชั้นตรีที่ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของนักแสวงบุญ แต่คือจารึกทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรมล้านนาที่ยังมีลมหายใจ
วัดศรีโคมคำแห่งนี้มีอุโบสถอยู่ถึง 2 หลัง ... หลังหนึ่งสร้างขึ้นในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย ส่วนอีกหลังหนึ่งสร้างในสมัยหลัง พระอุโบสถหลังที่ครูบาศรีวิชัยสร้างอยู่ในแนวระเบียงคดี
อีกหลังเป็น “ิอุโบสถกลางน้ำ” ตั้งอยู่ด้านนอก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2528 โดยการอุปถัมภ์ของ นายขรรค์ชัย บุนปาน เจ้าของสำนักพิมพ์มติชน โดยมี นายบุญนิยม สิทธิหาญ เป็นสถาปนิกผู้ออกแบบ และ นายช่างเถา พัฒนโภสิน เป็นช่างก่อสร้าง
อาคารพระอุโบสถกลางน้ำ .. เป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่าแบบล้านนาประยุกต์ สร้างขึ้นโดยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งมวลจากทั่วประเทศ โดยมี “ คุณนิยม สิทธหาญ ” มัณฑนากรจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และ “คุณจินดา สหสมร” สถาปนิกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันออกแบบ
งานจิตรกรรมในอุโบสถกลางน้ำวัดศรีโคมคำ
ภายในพระอุโบสถมี “พระพุทธชินราชจำลอง” เป็นพระประธาน
ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังรูปต้นพระศรีมหาโพธิ์ฝีมือ ท่าน อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ และ “นางสาวภาพตะวัน และนางสาวกาบแก้ว สุวรรณกูฎ” และคณะ เขียนภาพทศชาติชาดก
จิตรกรรมฝาผนัง ณ พระอุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) จังหวัดพะเยานั้น ถือเป็นงานชิ้นเอกที่รวมเอาความเป็น "กวี" และ "จิตรกร" ของศิลปินเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
1. แนวคิดและการสร้างสรรค์
• การผสมผสานไตรภูมิ: ท่านอังคาร ไม่ได้เขียนเพียงภาพพุทธประวัติแบบขนบเดิม แต่เป็นการถ่ายทอด "จักรวาลวิทยา" ตามทัศนะของท่าน โดยเน้นเรื่องไตรภูมิ (สวรรค์ มนุษย์ นรก) และการเวียนว่ายตายเกิด
• ลายเส้นที่ทรงพลัง: งานที่นี่โดดเด่นด้วย "ลายเส้น" ที่มีความพริ้วไหวแต่หนักแน่น ท่านใช้เส้นที่ดูเหมือนกิ่งไม้หรือเปลวไฟ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (สไตล์อังคาร) ในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
2. เนื้อหาภายในภาพ
ภาพเขียนจะปรากฏอยู่บนผนังรอบพระอุโบสถ โดยแบ่งเป็นส่วนสำคัญหลักๆ คือ:
• พุทธประวัติ: ถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แต่สอดแทรกด้วยรายละเอียดของธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ในป่าหิมพานต์ที่มีลักษณะกึ่งฝัน
• คติธรรมเรื่องการหลุดพ้น: ท่านมักแทรกภาพที่สะท้อนถึงความอนิจจังของสังขาร ความน่ากลัวของนรก และความสงบของนิพพาน เพื่อเตือนสติผู้ที่เข้ามาชม
• สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม: มีการหยิบยกเรื่องราวความเชื่อทางภาคเหนือและท้องถิ่นพะเยามาผสมผสาน ทำให้ภาพดูมีความเชื่อมโยงกับพื้นที่
3. เทคนิคและเอกลักษณ์
• การใช้สี: แม้จะเป็นจิตรกรรมฝาผนัง แต่ท่านยังคงใช้เทคนิคการตัดเส้นที่ชัดเจนคล้ายงานวาดเส้น (Drawing) สีที่ใช้มักเป็นโทนสีที่ดูขรึม ขลัง ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป เพื่อขับเน้นพลังของลายเส้น
• ความอ่อนช้อยกึ่งนามธรรม: ตัวละครในภาพ (เทวดา หรือมนุษย์) จะมีสรีระที่อ่อนช้อยเกินจริง ดูเลื่อนไหลไปกับธรรมชาติรอบตัว ซึ่งเป็นอิทธิพลจากศิลปะไทยโบราณที่ท่านนำมาตีความใหม่
4. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศิลปะ
งานชิ้นนี้ถือเป็น "งานจิตรกรรมร่วมสมัย" ที่สำคัญมาก เพราะ:
• เป็นการฉีกกรอบจิตรกรรมฝาผนังวัดแบบเดิมที่ต้องดูเนี๊ยบสะอาดตา มาเป็นการใช้เส้นที่แสดงพลังและอารมณ์ (Expressionism แบบไทย)
• ท่านอังคารตั้งใจฝากฝีมือไว้เพื่อบูชาพระพุทธศาสนาและเป็นมรดกแก่แผ่นดินพะเยา
ภาพจิตรกรรมด้านประดิษฐานองค์พระประธาน : สร้างสรรค์ โดย ท่าน อังคาร กัลยาณพงศ์
"เมื่อ 'บทกวี' กลายเป็น 'ลายเส้น' บนผนังวัด... สัมผัสพลังแห่งศรัทธาผ่านปลายพู่กันของ ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ณ วัดศรีโคมคำ พะเยา ที่ซึ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์แผ่กิ่งก้านแห่งปัญญา และรัศมีธรรมสว่างไสวไปทั่วจักรวาลเหนือการเวลา"
ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านหลังพระประธานที่ ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ฝากฝีมือไว้นี้ ถือเป็นอัญมณีเม็ดงามของศิลปะไทยร่วมสมัยเลยค่ะ งานของท่านมีเอกลักษณ์ที่การใช้เส้นที่สะบัดไหวเหมือนมีชีวิต และการใช้สีที่ดูขลังและทรงพลัง
ภาพชุดนี้เล่าเรื่อง "จักรวาลวิทยา" และ "พุทธสภาวะ" โลกแห่งพุทธะ หรือสภาวะหลังการหลุดพ้น ภาพในส่วนนี้จะดูสงบ นิ่ง และสว่างกว่าผนังด้านอื่นๆ เป็นการบอกผู้ที่เดินออกจากอุโบสถว่า "ธรรมะคือทางสว่าง"
โดยแบ่งเป็นส่วนๆ ดังนี้:
1. ภาพรวมด้านหลังพระประธาน: "ต้นพระศรีมหาโพธิ์และรัศมีธรรม"
• จุดเด่น: ท่านอังคารวาด ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ขนาดใหญ่เบื้องหลังองค์พระประธาน แทนที่จะวาดวิมานแบบคติดั้งเดิม ท่านใช้การสะบัดเส้นสีขาวเงินและทองสว่างไสว บนพื้นสีแดงมีดวงดาวและมหาจักรวาลเป็นองค์ประกอบ
• คติความเชื่อ: สื่อถึงวินาทีที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ แสงรัศมีที่แผ่ออกมา (ฉัพพรรณรังสี) สว่างไปทั่วหมื่นโลกธาตุ เส้นสายที่ดูเหมือนเปลวไฟหรือสายน้ำรอบๆ ต้นโพธิ์ คือการเคลื่อนไหวของพลังธรรมชาติที่ร่วมยินดีกับการตรัสรู้
ฝาผนังด้านบนทั้งซ้ายและขวาเป็นเรื่องราวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าการตรัสรู้ ดวงดาว และจักรวาล
ฝาผนังด้านซ้ายมือของพระประธาน เป็นภาพของต้นโพธิ์บนพื้นสีแดง .. โดยมีองค์ประกอบของต้นโพธิ์ ยานทิพย์และจักรวาลซึ่งใบของต้นโพธิ์ทุกใบจะมีภาพพระพุทธเจ้าประทับอยู่
ด้านยอดบนของต้นโพธิ์เป็นภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปางมารวิชัยประทับอยู่
ภาพเขียนด้านขวาของพระประธานเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ประทับอยู่เหนือยอดต้นโพธิ์ .. สวมเครื่องทรงแบบกษัตริย์ (ชฎามงกุฎ กรองศอ สังวาล) คือ "พระพุทธรูปทรงเครื่อง"
.. ซึ่งตามคติล้านนาและพุทธมหายาน/เถรวาทบางส่วน สื่อถึง พระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าที่จะมาโปรดโลกในอนาคต หรือสื่อถึงตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตกายเป็นพระมหาจักรพรรดิเพื่อปราบพยศท้าวชมพูบดี (ปางทรมานท้าวชมพูบดี)
มีเรื่องราวของการตรัสรู้ ดวงดาวจักรวาลและเรื่องราวของกาลเวลาเป็นองค์ประกอบอยู่บนพื้นสีแดง
ภาพเขียนที่ได้กล่าวมาทั้งหมดมีความสวยงามโดดเด่นสะดุดตา มีรายละเอียดที่ดูเหมือน "กิ่งไม้" หรือ "เปลวไฟ" แทรกอยู่ทุกที่ ... นั่นคือเทคนิค "ลายเส้นมีวิญญาณ" ของท่านฝีมือของจิตรกรเอก อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ
-ไม่มีเส้นตรง: ท่านอังคารเชื่อว่าในธรรมชาติไม่มีเส้นตรงที่แท้จริง ทุกอย่างมีความโค้งมนและเลื่อนไหล
-การใช้สีน้อยแต่มาก: ท่านจงใจใช้สีโทนหม่นหรือสีตุ่นๆ เพื่อให้คนโฟกัสที่ "อารมณ์ของเส้น" มากกว่าความสวยงามฉาบฉวย
-สัญลักษณ์ร่วมสมัย: บางครั้งอาจจะมีภาพเหตุการณ์บ้านเมืองหรือปรัชญาส่วนตัวลงไปในมุมเล็กๆ เพื่อบันทึกยุคสมัยไว้ด้วย
เอกลักษณ์เฉพาะตัวของท่านอังคารในภาพชุดนี้:
• เส้นสาย "กวีศิลป์": เส้นของท่านไม่ได้เรียบกริบเหมือนช่างเขียนลายไทยทั่วไป แต่เป็นเส้นที่มีน้ำหนักหนักเบาเหมือนการตวัดพู่กันเขียนบทกวี ทำให้ภาพดูมี "จิตวิญญาณ" และ "ความเคลื่อนไหว" (Movement)
• การใช้สี: ท่านมักใช้สีที่ดูหม่นแต่คลาสสิก (Earth Tone) ตัดกับสีทองหรือขาวเงินที่ดูสว่างวาบ เพื่อสร้างระยะลึกให้กับภาพผนัง
• จักรวาลวิทยา: ท่านมักแทรกรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์ หรือดวงดาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป เพื่อบอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นครอบคลุมไปถึงทกสรรพสิ่ง ไม่ใช่แค่เรื่องของมนุษย์
ภาพชุดนี้ถ้าได้ไปยืนดูใกล้ๆ จะเห็นรอยเส้นพู่กันที่คมชัด และอ่อนช้อยมาก เสมือนเป็น บทกวีบนฝาผนังที่งดงาม
ภาพรวมของพระอุโบสถ (หรือวิหาร) ชัดเจนขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่ออยู่รวมกับพระประธานองค์ใหญ่ที่มีรัศมีเป็นรูปต้นโพธิ์สีขาวเงิน
ภาพตามคติเรื่อง "พญานาคปกปักรักษาพระศาสนา"
ภาพเหล่านี้สะท้อนคติความเชื่อเรื่อง "พุทธภูมิและจักรวาลวิทยา" ที่เน้นหนักไปทาง ความเชื่อท้องถิ่นล้านนาและการปกปักรักษา
คติความเชื่อ ภาพพญานาคขนาดใหญ่ที่ขดตัวอยู่เหนือวิมานและปราสาท มีความหมายลึกซึ้งดังนี้:
• การปกป้องคุ้มครอง: พญานาคที่ขดเป็นรูปทรงคล้าย "ซุ้มเรือนแก้ว" หรือ "มงกุฎ" อยู่เหนือปราสาท สื่อถึงพญานาคผู้เป็นสัมมาทิฐิที่คอยแผ่พังพานปกป้องพระพุทธศาสนาและเหล่าพุทธศาสนิกชน
• สัญลักษณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์: ในคติล้านนา พญานาคคือผู้บันดาลฝนและความมั่งคั่ง การวางภาพนาคไว้เหนือที่อยู่อาศัยหรือวิมาน สื่อถึงเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุขภายใต้ศีลธรรม
คติเรื่อง "สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาและป่าหิมพานต์"
• วิมานบนท้องฟ้า: ภาพปราสาทที่ลอยอยู่ท่ามกลางสีส้มแดง สื่อถึงที่ประทับของเทวดาและพระโพธิสัตว์
• การบำเพ็ญบารมี: ฉากด้านล่างที่มีผู้คนมากมายและการสู้รบ สลับกับภาพวิถีชีวิตสงบสุข มักสื่อถึง "มหาชนกชาดก" หรือ "เนมิราชชาดก" ที่กล่าวถึงการเดินทางผ่านอุปสรรคเพื่อไปสู่แดนสวรรค์
เมื่อดูภาพรวมที่มีพระประธานอยู่ตรงกลาง จะเห็นคติ "พุทธานุภาพครอบคลุมจักรวาล":
• พระประธานและต้นโพธิ์สีขาว: สื่อถึงขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ (Enlightenment) แสงสีขาวเงินคือ "ฉัพพรรณรังสี" หรือรัศมีที่สว่างไสวที่สุด
• ผนังสองข้าง: เป็นการแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นบนสวรรค์ (วิมาน) หรือในโลกบาดาล (พญานาค) ทุกภพภูมิล้วนหันหน้าเข้าหาพระพุทธองค์เพื่อฟังธรรม
ความรู้สึกเมื่อก้าวเท้าเข้าไปในวิหารนี้ จึงเสมือน :
"เหมือนเราหลุดเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง พื้นผนังสีแดงเปรียบเสมือนเปลวเพลิงแห่งศรัทธาที่มีพญานาคคอยปกป้องคุ้มครอง และมีพระพุทธองค์เป็นศูนย์กลางแห่งความสงบนิ่งท่ามกลางเรื่องราววุ่นวายของโลกมนุษย์ที่วาดอยู่รายรอบ"
ข้อแนะนำในการเข้าชม:
เมื่อเข้าไปในพระอุโบสถกลางน้ำ แนะนำให้ลองสังเกต รายละเอียดเล็กๆ ในภาพ เช่น ลายใบไม้ หรือการขดตัวของเส้นสาย ท่านจะพบว่าทุกตารางนิ้วถูกใส่ "วิญญาณ" ของศิลปินลงไปอย่างเต็มเปี่ยม
บรรยากาศภายในอุโบสถที่เงียบสงบเมื่อรวมกับภาพเขียนเหล่านี้จะให้ความรู้สึกที่ศักดิ์สิทธิ์และสะกดใจมากกว่าปกติ
Photo : Internet
บางมุมเกี่ยวกับ ท่าน อังคาร กัลยาณพงศ์
ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ (13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 – 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555) เป็นทั้งกวีและจิตรกร เกิดที่ตำบลท่าวัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ท่านอังคาร .. เป็นผู้ได้รับการยอมรับในฐานะเป็นจิตรกรและกวี เป็นกวีที่มีความโดดเด่น ทั้งในด้านความคิดและรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นกวีที่มีความคิดเป็นอิสระ ไม่ถูกร้อยรัดด้วยรูปแบบที่ตายตัว จึงนับเป็นกวีผู้บุกเบิกกวีนิพนธ์ยุคใหม่
ความเป็นกวีและจิตรกรนั้นเป็นพรสวรรค์ที่ท่านอังคารเองเชื่อมั่นและฝึกฝนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งได้พูดถึงการเป็นทั้งจิตรกรและกวีของตนว่า บทกวีและจิตรกรรมนั้นมาจากดวงใจดวงเดียวกัน
"การวาดรูปกับการแต่งบทกวีต้องใช้ความคิดกับจินตนาการ อาจจะผิดกันในเรื่องเทคโนโลยีกับเทคนิค แต่ใช้จิตใจดวงเดียวกัน ทั้งงานเขียนรูปและเขียนหนังสือก็ต้องอาศัยมโนคติ บางคนเขาเรียก อิมเมจิเนชั่น ต้องมีจินตนาการความคิด เหมือนคนที่สร้างนครวัด เขาต้องมีภาพมาก่อนว่าทำอย่างไรจึงจะมีปราสาทขึ้นมา ถ้าเรามีมโนภาพกว้างใหญ่ไพศาล เราก็สามารถสร้างสรรค์อะไรที่ใหญ่โตขึ้นมา ถ้ามีมโนภาพคับแคบก็สร้างสรรค์อะไรอยู่ในกะลาเท่านั้น"
บันทึก
4
1
2
4
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย