27 ม.ค. เวลา 07:04 • ท่องเที่ยว

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง (2) ภายในอุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำ พะเยา

ฝาผนังตรงข้ามพระประธานและโดยรอบเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ ทศชาติชาดก ฝีของ คุณภาพตะวัน สุวรรณกูฏ คุณกาบแก้ว สุวรรณกูฏและคณะ
จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำ ไม่ได้ถูกออกแบบและเรียงพุทธประวัติแบบ 1-2-3 เหมือนวัดทั่วไป แต่ใช้วิธี "ร้อยเรียงจักรวาล" โดยแบ่งเนื้อหาหลักๆ ออกเป็นดังนี้:
ผนังด้านตรงข้ามพระประธาน ด้านบน : การตรัสรู้และชัยชนะเหนือมาร … สื่อถึงตอนที่พระพุทธเจ้าผจญมารก่อนจะตรัสรู้
เป็นที่น่าสังเกตว่า: ภาพ "แม่พระธรณี" บีบมวยผมที่ดูทรงพลังมาก เส้นสายของน้ำที่ไหลออกมาจะดูรุนแรง พลิ้วไหว สื่อถึงการชำระล้างกิเลสและชัยชนะของธรรมะเหนืออธรรม เป็นภาพที่สะท้อนความเชื่อเรื่องพลังธรรมชาติที่ปกป้องพุทธศาสนา
ภาพชุดนี้คือจุดพีคของการเล่าเรื่องในวิหารเลย เพราะเป็นตำแหน่งที่พุทธศาสนิกชนจะเห็นเป็นภาพสุดท้ายก่อนเดินออกจากวิหาร หรือเห็นเป็นภาพแรกเมื่อหันกลับมามองประตูทางเข้า
ภาพ: "มารผจญ" (The Victory over Mara)
คติความเชื่อ: สื่อถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าต่อกิเลสและอุปสรรคทั้งปวงก่อนการตรัสรู้
รายละเอียดในภาพ: พระองค์ประทับนั่งบนดอกบัว มีรัศมีรอบพระเศียร ทรงใช้ "ปางมารวิชัย" (มือขวาชี้ลงที่พื้น) เพื่อเรียกแม่พระธรณีมาเป็นพยานในบุญบารมีที่สะสมมาตั้งแต่อดีตชาติ
คติความเชื่อ: เป็นตัวแทนของโลกที่เป็นพยานในการทำความดี
แม่พระธรณี: อยู่ตรงกลางใต้ฐานพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธเจ้าเรียกท่านมาเป็นพยาน ท่านจึงบีบมวยผมจนน้ำที่พระพุทธองค์เคยกรวดไว้ทุกครั้งที่ทำบุญในอดีตชาติ หลั่งไหลออกมาเป็นมหาสมุทร
กองทัพมาร: สังเกตฝั่งซ้ายและขวาของประตู จะเห็นยักษ์และพญามารขี่ช้างเข้าจู่โจม แต่เมื่อพ่ายแพ้ต่อบารมี กองทัพเหล่านี้จะดูระส่ำระสายและจมน้ำพ่ายแพ้ไป
คติความเชื่อ: สื่อถึง "กิเลส" หรืออุปสรรคภายนอกและภายในใจ
ฝั่งขวา (ของพระองค์): เป็นกองทัพมารที่กำลังดุร้าย มีพญามารขี่ช้างเข้าจู่โจมด้วยอาวุธครบมือ สื่อถึงช่วงที่กิเลสกำลังเข้าครอบงำ
ฝั่งซ้าย (ของพระองค์): เมื่อถูกน้ำจากมวยผมพระแม่พระธรณีท่วม กองทัพมารจะระส่ำระสาย ช้างล้มลง และพญามารยอมจำนน สื่อถึงการที่กิเลสถูกทำลายด้วยพลังแห่งบารมีธรรม
เมื่อเรายืนอยู่กลางวิหาร ด้านหนึ่งคือ "ความสำเร็จ" (พระประธานตรัสรู้) … ส่วนอีกด้าน (เหนือประตู) คือ "บททดสอบ" (มารผจญ) เป็นการสอนธรรมะว่าก่อนจะถึงความสำเร็จที่งดงาม ต้องผ่านการชนะใจตนเองและอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาก่อน .. นี่เป็นจุดที่สรุปหัวใจของชัยชนะในทางพุทธศาสนาได้ชัดเจนที่สุด
ภาพมารผจญที่นี่มีความพิเศษตรงที่ "สีสัน" .. การใช้สีม่วง ชมพู และน้ำเงิน ตัดกับสีทองและแดง ทำให้ภาพดูเหมือนภาพวาดในจินตนาการที่มีพลัง (Dynamic) มากกว่าภาพเขียนฝาผนังแบบดั้งเดิมที่มักใช้สีโทนหม่น
ภาพชุดนี้คือ "กระจกสะท้อนใจ" เพราะเป็นภาพที่เราเห็นก่อนก้าวออกจากวิหารสู่โลกภายนอก
"ก่อนจะก้าวออกจากวิหารหันกลับมามองภาพ 'มารผจญ' เหนือประตู เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่พระพุทธองค์ยังต้องเผชิญกับพญามาร แต่ด้วยความเพียรและบุญบารมี (น้ำจากมวยผมแม่พระธรณี) ท่านก็สามารถชนะอุปสรรคได้ ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน"
ภาพขนาบประตูทางเข้า (ซ้ายและขวา): "ภาพพุทธประวัติ"
ด้านซ้าย (เมื่อหันหน้าออก): เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตในวังของเจ้าชายสิทธัตถะ
ด้านขวา (เมื่อหันหน้าออก): เล่าเรื่อง พุทธประวัติหรือชาดกสำคัญ "มหาวิเนษกรม" (เสด็จออกมหาบรรพชา)
ในกรอบสี่เหลี่ยม ด้านล่าง: คือภาพเทวทูตทั้ง 4 .. แก่ เจ็บ ตาย และสมณะ
ในกรอบสี่เหลี่ยม ตรงกลาง: คือภาพเจ้าชายสิทธัตถะ ลาพระนางพิมพา และพระโอรส ราหุล
ภาพเทวดา (ด้านซ้ายบนสุด): คือ ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์)และพระพรหม ที่เสด็จลงมาเพื่อ "อัญเชิญพระเมาลี (มวยผม)" หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงใช้พระขรรค์ตัดผมริมฝั่งแม่น้ำอโนมา พระอินทร์จะนำพานมารองรับเพื่อนำไปประดิษฐานที่ "พระจุฬามณีเจดีย์" บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ในกรอบสี่เหลี่ยม บนขวา: คือภาพ ม้ากัณฐกะ ที่กำลังเหาะหรือทะยานออกไป โดยมี เทวดา (พระอินทร์) คอยประคองเท้าของม้าไว้ (เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังตามตำนาน) และมี นายฉันนะ เกาะหางม้าตามมาด้วย
ภาพบุคคลทำลายฉัตร/รื้อถอน (ด้านบน): นี่คือฉาก "การสละเพศฆราวาส" .. การพับฉัตรหรือรื้อเครื่องสูงในฉากนี้ สื่อถึงการที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงถอดเครื่องทรงกษัตริย์มอบให้นายฉันนะนำกลับไปคืนพระเจ้าสุทโธทนะที่เมืองกบิลพัสดุ์ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่า "ไม่ทรงครองราชย์อีกต่อไปแล้ว"
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดศรีโคมคำ (วัดพระเจ้าตนหลวง) จังหวัดพะเยา เป็นผลงานที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์มาก โดยเฉพาะการใช้พื้นหลัง สีแดงชาด ตัดกับองค์พระพุทธรูปและเทวดาสีขาวเงิน/ฟ้าอ่อน
ภาพชุดนี้สะท้อนถึงคติความเชื่อเรื่อง "พุทธภูมิ" หรือ "การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า" โดยมีรายละเอียดดังนี้:
1. คติความเชื่อเรื่อง "พระอดีตพุทธเจ้า ปัจจุบันพุทธเจ้า และ พระอนาคตพุทธเจ้า" (พระศรีอริยเมตไตรย)
• พระพุทธรูปทรงเครื่องมหาจักรพรรดิ: ภาพเทพที่ดูคล้ายพระพุทธเจ้าแต่สวมชฎามงกุฎและเครื่องทรงนั้น สื่อถึง "พระศรีอริยเมตไตรย" พระโพธิสัตว์ผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลตามคติความเชื่อเรื่อง "ภัทรกัป" (กัปที่มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์)
2. สัญลักษณ์มงคลประกอบในภาพ (ด้านซ้ายและขวา) .. สัญลักษณ์แห่งพุทธสภาวะ
หากสังเกตสัญลักษณ์ที่ขนาบข้างองค์พระ จะเห็นคติความเชื่อเรื่อง "จักรวาลวิทยา" และ "โพธิญาณ" :
• พื้นหลังสีแดง (Red Cinnabar): การใช้สีแดงสดเป็นพื้นหลัง (Red Background) ตามคติช่างโบราณสื่อถึง "โลกุตตรภูมิ" หรือดินแดนที่อยู่เหนือโลกมนุษย์ เป็นการเน้นให้องค์พระประธานดูโดดเด่นเสมือนกำลังเปล่งรัศมีออกมา
• ฉัตรขาว 9 ชั้น: สื่อถึงพระบารมีและความเป็นพระมหาจักรพรรดิแห่งธรรม
• ต้นพระศรีมหาโพธิ์ : สัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้ (Enlightenment) และพระบารมีที่แผ่ไปทั่วทั้งจักรวาล สื่อถึงความร่มเย็นและปัญญา
• สัตตบริภัณฑ์ / สัญลักษณ์มงคล: มักประกอบด้วยเครื่องสูงต่างๆ ที่แสดงถึงสถานะอันสูงสุดในทางธรรม
3. ภาพเล่าเรื่องด้านล่าง (จิตรกรรมฝาผนังส่วนล่าง) การเชื่อมโยง "พุทธประวัติ" กับ "วิถีชีวิต"
• ในส่วนล่างของภาพ .. คือการบันทึกเรื่องราวใน ชาดก หรือ พุทธประวัติ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามและการเสียสละ (บารมี) ของพระโพธิสัตว์ในแต่ละชาติภพ ก่อนจะมาประทับนิ่งอย่างสงบเป็นองค์พระประธานในส่วนบนของภาพ
• ฉากปราสาทราชวัง การเดินทาง และเหล่าเทวดาเหาะเหินเดินอากาศ ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องการบำเพ็ญบารมีในชาติธรรมต่างๆ ก่อนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติสุดท้าย
สรุปสั้นๆ: ภาพนี้คือคติ "การสดุดีพระพุทธเจ้าและพระเมตไตรยโพธิสัตว์" ในฐานะผู้ส่องสว่างให้กับจักรวาล โดยใช้ศิลปะแนว "ไทยร่วมสมัย" เพื่อสร้างความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ สงบ และเปี่ยมด้วยพลัง
4. เอกลักษณ์ทางศิลปะ (Modern Thai Art)
• จิตรกรรมที่นี่ไม่ได้มีลักษณะอ่อนช้อยแบบกรุงศรีอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้นเสียทีเดียว แต่มีกลิ่นอายของ "ศิลปะไทยร่วมสมัย" ที่ใช้เส้นสายคมชัด สีสันสดใส ฉูดฉาด แต่ยังคงความขลังแบบล้านนาเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
โฆษณา