27 ม.ค. เวลา 09:04 • ท่องเที่ยว

วัดศรีโคมคำ : จิตรกรรมฝาผนัง ในอุโบสถกลางน้ำ (3)

ภาพเขียนสีแดงชาดชุด “สุริยัน-จันทรา” ที่วัดศรีโคมคำ มีการสอดแทรกคติเรื่อง "จักรวาลวิทยา" ผ่านสัญลักษณ์ของ พระอาทิตย์ และ พระจันทร์ ไว้อย่างสวยงาม โดยปรากฏอยู่ทั้งสองฝั่งของผนังด้านบนดังนี้:
1. สัญลักษณ์พระอาทิตย์ (The Sun)
• ลักษณะในภาพ: มักปรากฏเป็นวงกลมสีแดงสว่างหรือสีทอง มีรัศมีแผ่ซ่าน บางจุดอาจวาดเป็นรูป นกยูง หรือ ราชสีห์ อยู่ภายในวงกลมตามคติความเชื่อโบราณ
• คติความเชื่อ: สื่อถึง กลางวัน พลังงาน และความรุ่งโรจน์ ในทางธรรมหมายถึง ปัญญา ที่ส่องสว่างขจัดความมืดบอด (อวิชชา) ให้หมดไป
2. สัญลักษณ์พระจันทร์ (The Moon)
• ภาพปรากฏเป็นวงกลมสีขาวนวลหรือเงิน ส่องสว่างนุ่มนวลท่ามกลางพื้นสีแดง บางครั้งอาจมีรูป กระต่าย อยู่ด้านในตามตำนานความเชื่อของไทยและล้านนา
• คติความเชื่อ: สื่อถึง กลางคืน ความสงบนิ่ง และความร่มเย็น ในทางธรรมหมายถึง พระเมตตา ของพระพุทธองค์ที่แผ่ไปถึงสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณ
3. ความหมายเมื่ออยู่รวมกัน (สุริยัน-จันทรา)
เมื่อพระอาทิตย์และพระจันทร์ปรากฏอยู่ขนาบข้างพระพุทธเจ้า หรืออยู่บนผนังวิหารร่วมกัน จะสื่อถึง:
• กาลเวลาอันเป็นนิรันดร์: หมายถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่คงอยู่คู่โลกทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
• การปกครองจักรวาล: สื่อว่าพระพุทธองค์ทรงเป็น "โลกนาถ" หรือที่พึ่งของโลก ผู้ทรงอยู่เหนือวัฏสงสารและกาลเวลาทั้งปวง
• ความสมดุล: การรวมกันของพลังที่กล้าแกร่ง (พระอาทิตย์) และความอ่อนโยน (พระจันทร์) ที่รวมอยู่ในพุทธสภาวะ
"พระมหาชนกชาดก" (วิริยบารมี)
หนึ่งในทศชาติชาดกที่แสดงถึงการบำเพ็ญ วิริยบารมี (ความเพียร) ของพระโพธิสัตว์ โดยศิลปินถ่ายทอดออกมาด้วยสีสันที่สดใสและแบ่งขอบเขตเนื้อหาชัดเจน ดังนี้:
• เหตุการณ์ในภาพ: ด้านขวาล่างจะเห็นฉากเรือสำเภาขนาดใหญ่กำลังอัปปางลงในมหาสมุทร มีผู้คนตกน้ำและมีปลาขนาดใหญ่รายล้อม
• สัญลักษณ์สำคัญ: สื่อถึงหัวใจของเรื่องที่พระมหาชนกต้องใช้ความเพียรพยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะเต็มไปด้วยสัตว์ร้าย (ปลาและพญานาค) ถึง 7 วัน 7 คืน จนนางมณีเมขลา (เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทร) เหาะลงมาช่วย
ฉากในพระราชวังและการครองราชย์ (ส่วนบน) .. เมืองมิถิลา: ภาพปราสาทราชวังสีเขียวและแดงแสดงถึงความรุ่งเรืองของเมืองมิถิลาหลังจากที่พระมหาชนกได้ครองราชย์
• การแสดงธรรม: จะเห็นภาพพระมหาชนกประทับบนบัลลังก์ท่ามกลางข้าราชบริพาร สื่อถึงการใช้ปัญญาและธรรมะในการปกครองบ้านเมือง
คติสอนใจประเด็นเรื่อง "ความเพียรที่บริสุทธิ์" .. พระมหาชนกว่ายน้ำโดยที่ไม่เห็นฝั่ง แต่ก็ยังทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด
“ควรมีความเพียร แม้จะมองไม่เห็นทางชนะ เพราะความเพียรนั้นเป็นหน้าที่ที่ควรทำ”
ภาพนี้ถือเป็นจุดที่ดึงดูดสายตามากในวิหาร เพราะการลงสีน้ำทะเลและโขดหินมีลักษณะกึ่งไทยกึ่งสมัยใหม่ที่ดูมีชีวิตชีวามาก
ภาพพระเตมีย์ใบ้ (เนกขัมมบารมี)
• เหตุการณ์ในภาพ: ด้านซ้ายมือจะเห็นภาพชายกำลังขุดหลุม และมีรถม้าจอดอยู่ใกล้ๆ นี่คือตอนที่ พระเตมีย์ แสร้งทำเป็นใบ้และพิการเพื่อจะได้ไม่ต้องครองราชย์ จนพระบิดาสั่งให้นายเพชฌฆาตนำตัวไปฝัง
• จุดเปลี่ยน: เมื่อไปถึงป่า พระเตมีย์ได้แสดงพละกำลังยกราชรถขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้พิการ และขอบวชเพื่อบำเพ็ญบารมี
ภาพพระสุวรรณสาม (เมตตาบารมี)
เหตุการณ์ในภาพ: เป็นฉากป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เขียวขจี เห็นพระสุวรรณสามแบกหม้อน้ำท่ามกลางฝูงสัตว์ ที่มีกวาง ..
จะเห็น พระสุวรรณสาม กำลังปรนนิบัติพ่อแม่ที่ตาบอดในป่า และมีฉากที่ท่านถูกธนูของพระราชาที่ออกมาล่าสัตว์ยิงใส่
องค์ประกอบศิลปะและการวางผัง (Composition)
• การใช้สี: ศิลปินใช้สีแดงชาดเป็นพื้นหลังหลักสำหรับส่วน "สวรรค์" หรือ "พุทธภูมิ" ด้านบน ตัดกับสีเขียวและส้มในส่วน "โลกมนุษย์" หรือ "ป่า" ด้านล่าง ช่วยให้การเล่าเรื่องมีความชัดเจนและดูมีมิติ
• ภาพพระพุทธรูปทรงเครื่อง: ในส่วนบนสุดเหนือช่องหน้าต่าง จะเห็นพระพุทธรูปสวมชฎามงกุฎและเครื่องทรงงดงาม สื่อถึงพระโพธิสัตว์ที่กำลังบำเพ็ญบารมีในสวรรค์ชั้นดุสิตก่อนจะลงมาจุติ
• คติธรรม: ความเมตตาต่อสรรพสัตว์และความกตัญญูต่อบิดามารดา
จุดเด่นทางศิลปะในภาพนี้
• การเล่าเรื่องสองระดับ: * ส่วนบน: คือ "พุทธภูมิ" หรือสภาวะธรรมที่เป็นอุดมคติ (ภาพพระพุทธรูป/เทวดาบนพื้นแดง)
• ส่วนล่าง: คือ "โลกแห่งการบำเพ็ญบารมี" (ภาพชาดกที่มีสีสันหลากหลาย)
• การเชื่อมโยง: สังเกตการใช้สีที่ลื่นไหลจากฉากป่าไปสู่มหาสมุทร ทำให้ภาพฝาผนังทั้งหมดดูต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่แยกขาดจากกัน
"ภูริทัตชาดก" (การบำเพ็ญศีลบารมี)
"ภูริทัตชาดก" .. เป็นหนึ่งในชาติที่สำคัญมากในทศชาติชาดก โดยศิลปินวาดถ่ายทอดออกมาได้อย่างวิจิตรบรรจงผ่านสัญลักษณ์สำคัญดังนี้:
1. ศาลาที่ตั้งอยู่กลางน้ำ: "พญานาคบำเพ็ญศีล" สื่อถึง นาคพิภพ หรือที่ประทับของพญานาคในเมืองบาดาล .. "ท่ามกลางมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ศาลาเล็กๆ กลางน้ำเปรียบเสมือนดวงจิตที่แน่วแน่ของพระภูริทัต ที่มุ่งมั่นรักษาศีลบารมีโดยไม่หวั่นไหวต่อภยันตรายรอบกาย เป็นบทพิสูจน์ว่าความสงบที่แท้จริงเริ่มต้นจากภายในใจของเราเอง"
• เนื้อเรื่อง: พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญานาคชื่อ "ภูริทัต" ทรงมีจิตเลื่อมใสในการรักษาศีล จึงขึ้นมาบำเพ็ญเพียรบนโลกมนุษย์ โดยขดกายรักษาศีลอยู่บน จอมปลวก (ที่มองดูคล้ายฐานศาลาหรือเกาะกลางน้ำในภาพ) เพื่อมุ่งหวังจะไปอุบัติบนสวรรค์
2. ฉากพญานาคและหมู่มวลมัจฉา .. รอบๆศาลาที่ตั้งอยู่กลางน้ำ จะเห็นพญานาคหลายสีและปลาหลากหลายชนิด สื่อถึงบริวารในเมืองบาดาลและความอุดมสมบูรณ์ของโลกใต้บาดาลตามคติความเชื่อล้านนา
• พญานาคสีทอง/สีเงิน: เป็นการยกย่องสถานะของพระโพธิสัตว์ที่ดูโดดเด่นและสง่างามกว่าสัตว์น้ำอื่นๆ ในมหาสมุทร
เกร็ดศิลปะ: การใช้เส้นสายของน้ำและพญานาคในภาพนี้มีอิทธิพลของ ศิลปะไทยแบบอุดมคติ (Idealistic) ที่ทำให้ดูพลิ้วไหวเหมือนมีชีวิตจริงๆ
3. ฉากเมืองและปราสาท (ด้านบนและด้านข้าง)
• เมืองมนุษย์: ภาพปราสาทสีชมพูและกำแพงเมือง สื่อถึงเมืองที่พญานาคภูริทัตเสด็จไปปรากฏกาย หรือเมืองของพระบิดาพระมารดาในเรื่อง
• พราหมณ์อาลัมพายน์: หากสังเกตดีๆ ในฉากป่าหรือใกล้ๆ น้ำ มักจะมีภาพพราหมณ์ที่มาจับพญานาคไปแสดงกล ซึ่งเป็นบททดสอบสำคัญของ "ศีลบารมี" คือการที่พระภูริทัตยอมถูกจับไปทรมานโดยไม่ยอมโต้ตอบเพื่อรักษาศีลให้มั่นคง
"พระจันทกุมารชาดก" (บำเพ็ญขันติบารมี)
ภาพนี้ประกอบด้วยสัญลักษณ์สำคัญ (Iconography) ดังนี้:
1. ฉากแท่นบูชายัญ (หัวใจของเรื่อง)
• "กงจักร" หรือ "อาวุธ" และแท่นที่มีลักษณะเตรียมไว้สำหรับพิธีกรรม สื่อถึงตอนที่พราหมณ์กัณฑหาล (ผู้ริษยา) ทูลยุยงพระเจ้าเอกราชให้ฆ่าบูชายัญพระโอรสและเหล่าสัตว์ เพื่อไปสวรรค์
• การมีสัตว์ต่างๆ (เช่น ช้าง ม้า) อยู่ในบริเวณนั้นด้วย เป็นสัญลักษณ์ของการบูชายัญหมู่ตามเนื้อเรื่อง
2. พระอินทร์เสด็จลงมาช่วย .. ด้านบนที่มี "เทวดาสีเขียว" (พระอินทร์) กำลังเหาะลงมาพร้อมถือ "ค้อนเหล็ก" หรือ "พระขรรค์" เพื่อทุบทำลายแท่นบูชายัญและข่มขู่พราหมณ์เจ้าเล่ห์ เป็นการช่วยชีวิตพระจันทกุมารไว้ในวินาทีสุดท้ายครับ
3. คติธรรมในภาพ .. เน้นเรื่อง "ความอดทนต่อความอยุติธรรม" (ขันติ) พระจันทกุมารทรงอดทนไม่โกรธตอบแม้จะถูกส่งไปประหาร จนผลแห่งความดีดึงดูดให้พระอินทร์ต้องลงมาช่วยเหลือ
จิตรกรรมฝาผนังด้านข้าง: วัฏสงสารและการเวียนว่ายตายเกิด เป็นส่วนที่ดูว่า มีการใส่ความเป็น "กวี" ลงไปมากที่สุด:
ภาพนี้เป็นส่วนขยายที่ทำให้เห็น "การเล่าเรื่อง (Narrative)" แบบเต็มผนังชัดเจนขึ้นมากครับ โดยเฉพาะเทคนิคการวางภาพแบบ "หลายเหตุการณ์ในที่เดียว" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจิตรกรรมไทย
ภาพนี้แสดงถึง "โลกมนุษย์และสวรรค์" ในคติพุทธประวัติหรือชาดก โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. การแบ่งเขตแดน "สวรรค์-พิมาน" (ส่วนบน)
• ปราสาทและวิมาน: ด้านบนสุดที่มีพื้นหลังสีแดงสว่างและประดับด้วยดวงดาว สื่อถึงเทวโลกหรือสวรรค์ชั้นต่างๆ
• วิมานกลางอากาศ: มีภาพเทวดาประทับในปราสาทที่ลอยอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ สื่อถึงการเสวยสุขของเหล่าเทพเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก่อนจะลงมาจุติ
2. ฉาก "การเฉลิมฉลองและพิธีกรรม" (ส่วนกลางและขวา)
• พิธีในวัง: มีฉากที่ผู้คนมารวมตัวกันหน้าพระราชวัง มีเครื่องสูงและธงทิว สื่อถึงเหตุการณ์สำคัญ เช่น การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ หรือการเฉลิมฉลองชัยชนะในชาดกเรื่องต่างๆ
• ขบวนแห่: ด้านขวาสุดจะเห็นขบวนพยุหยาตรา มีช้างทรงและทหารถืออาวุธ สะท้อนถึงคติความเชื่อเรื่อง "พระมหาจักรพรรดิ" หรือกษัตริย์ผู้ทรงธรรม
3. "วิถีชีวิตและธรรมชาติ" (ส่วนล่างและซ้าย)
• ธรรมชาติป่าหิมพานต์: การลงสีโขดหินและต้นไม้ด้วยสีสันฉูดฉาด (เขียว ส้ม ฟ้า) เป็นการวาดตามจินตนาการถึงป่าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์
• กิจกรรมของผู้คน: มีภาพชาวบ้าน ข้าราชบริพาร และเด็กๆ กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ แสดงถึงความรุ่งเรืองของบ้านเมืองภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา
ภาพนี้โดดเด่นมากในเรื่อง "การใช้สี"
"ศิลปินใช้สีส้มสดและแดงชาดเป็นตัวเชื่อมโยงเรื่องราว ทำให้ภาพดูมีชีวิตชีวาและมีความร่วมสมัย แตกต่างจากจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่มักใช้สีโทนหม่น ช่วยส่งเสริมให้วัดศรีโคมคำกลายเป็นหอศิลป์ที่มีชีวิตที่บอกเล่าศรัทธาผ่านสีสัน"
"สิบบารมีที่ถักทอด้วยศรัทธา" .. กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าที่ประทับนิ่งอย่างสงบอยู่นั้น ต้องผ่านบททดสอบความเพียร ความอดทน และความเมตตาในรูปแบบต่างๆ มามากมายตามที่ปรากฏบนฝาผนังเหล่านี้
ทศชาติชาดก ทั้งหมด (เรียกย่อว่า เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว) เรียงลำดับตามพุทธศาสนา
1. เต - พระเตมีย์ (เนกขัมมบารมี): บำเพ็ญบารมีโดยการออกบวช
• เนื้อเรื่อง: พระโพธิสัตว์แสร้งทำเป็นใบ้และพิการเพื่อไม่ต้องครองราชย์ (เพราะกลัวการทำบาปในฐานะกษัตริย์) จนถูกนำไปฝัง สุดท้ายทรงแสดงพละกำลังยกราชรถขึ้นเพื่อพิสูจน์บารมีและขอบวช
• จุดสังเกตในภาพ: ฉากคนขุดหลุมและรถม้า
2. ชะ - พระมหาชนก (วิริยบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยความเพียร ความพยายามที่บริสุทธิ์
• เนื้อเรื่อง: เรือสำเภาล่มกลางมหาสมุทร พระมหาชนกทรงว่ายน้ำอย่างไม่ย่อท้อถึง 7 วัน 7 คืน จนพระนางมณีเมขลามาช่วยอัญเชิญไปเสวยราชย์ที่เมืองมิถิลา
• จุดสังเกตในภาพ: เรือสำเภาล่มในมหาสมุทรที่มีปลาและนาค
3. สุ - พระสุวรรณสาม (เมตตาบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยความเมตตา และความกตัญญู
• เนื้อเรื่อง: ปรนนิบัติบิดามารดาที่ตาบอดในป่า ทรงแผ่เมตตาจนสัตว์ป่าเชื่อง วันหนึ่งถูกพระราชาปิลยักษ์ยิงด้วยธนูเพราะเข้าใจผิด แต่ด้วยแรงแห่งเมตตาและกตัญญูทำให้ฟื้นคืนชีพและบิดามารดากลับมามองเห็น
• จุดสังเกตในภาพ: ฉากป่าที่มีกวางและคนแบกหม้อน้ำ
4. เน - พระเนมิราช (อธิษฐานบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยการตั้งจิตมั่น
5. มะ - พระมโหสถ (ปัญญาบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยปัญญาการตั้งจิตมั่นในความดี
• เนื้อเรื่อง: ทรงเป็นกษัตริย์ที่เคร่งครัดในศีลจนพระอินทร์ส่ง "มาตลีเทพบุตร" นำราชรถมารับไปชมทั้งนรกและสวรรค์ เพื่อนำกลับมาเล่าให้มนุษย์ฟังถึงกฎแห่งกรรม
• จุดสังเกตในภาพ: ฉากราชรถที่วิ่งอยู่ท่ามกลางวิมานสวรรค์และขุมนรก
6.ภู - พระภูริทัต (ศีลบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยการรักษาศีล ยิ่งชีพ
• เนื้อเรื่อง: เสวยชาติเป็นพญานาค ขึ้นมาบำเพ็ญศีลบนจอมปลวกในโลกมนุษย์ แม้ถูกพราหมณ์อาลัมพายน์จับไปทรมานและแสดงกลก็ทรงอดทน ไม่ใช้ฤทธิ์ทำร้ายเพราะเกรงจะเสียศีล
• จุดสังเกตในภาพ: พญานาคขดอยู่ใกล้ Pavilion (ศาลา) หรือจอมปลวกกลางน้ำ
7. จะ - พระจันทกุมาร (ขันติบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยความอดทนต่อความยุติธรรม
• เนื้อเรื่อง: ถูกพราหมณ์ที่ริษยาวางแผนให้พระบิดานำไปบูชายัญ พระจันทกุมารทรงอดทนจนนาทีสุดท้าย จนพระอินทร์เสด็จลงมาทุบแท่นบูชายัญและช่วยชีวิตไว้
• จุดสังเกตในภาพ: ฉากแท่นบูชายัญและพระอินทร์เหาะลงมา
8. นา - พระนารท (อุเบกขาบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยการวางเฉย (มักวาดเป็นพรหมลงมาโปรดกษัตริย์)
9. วิ - พระวิธูรบัณฑิต (สัจจบารมี): บำเพ็ญบารมีด้วยการรักษาคำสัตย์ (มักมีฉากยักษ์ปุณณกะขี่ม้าพาตัวไป)
10. เว - พระเวสสันดร (ทานบารมี): ชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด บำเพ็ญการให้ทาน
บำเพ็ญ "มหาทานบารมี" โดยการบริจาคทุกอย่าง แม้กระทั่งช้างปัจจัยนาค กัณหา-ชาลี (ลูก) และพระนางมัทรี (เมีย) เพื่อบรรลุพระโพธิญาณ
• จุดสังเกตในภาพ: ฉากพระเวสสันดรประทานช้าง หรือฉากชูชกพากัณหา-ชาลีไป
โฆษณา