27 ม.ค. เวลา 11:26 • ข่าวรอบโลก

🔥🪖 จาก America First สู่ War First? "ทรัมป์" หลงอำนาจทหาร ประวัติศาสตร์เตือนจุดจบไม่สวย

🇺🇸 ทรัมป์เปลี่ยนท่าที: จากเกลียดสงคราม สู่เสพติดชัยชนะ
ในสายตาผู้สนับสนุนจำนวนมาก Donald Trump เคยเป็นผู้นำที่หาเสียงด้วยวาทกรรม “ไม่เอาสงคราม” และ “America First” แต่ในช่วงต้นวาระที่ 2 ของเขา ภาพกลับตาลปัตรอย่างชัดเจน
ทรัมป์แสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างเปิดเผย ทั้งการขู่ใช้กำลังกับอิหร่าน แทรกแซงเวเนซุเอลา และส่งสัญญาณคุกคามกรีนแลนด์ จนแม้แต่ฐานเสียง MAGA เองยังเริ่มสับสนและตั้งคำถาม
ความ “ช็อก” ของผู้สนับสนุนไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทรัมป์เคยโจมตีผู้นำสหรัฐรุ่นก่อนว่าใช้สงครามเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่วันนี้ เขากำลังเดินซ้ำรอยแบบเดียวกัน เพียงแต่ทำอย่างเปิดหน้าและไม่พยายามอ้างอุดมการณ์ศีลธรรมใดๆ
📜 บทเรียนประวัติศาสตร์: สงครามง่าย ทำให้ผู้นำกล้าบ้าบิ่น
ตลอดกว่า 50 ปีของนโยบายต่างประเทศสหรัฐ มีรูปแบบที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ ยิ่งห่างจากความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ผู้นำยิ่งกล้าใช้กำลัง
หลังสงครามเวียดนาม ประธานาธิบดีอย่าง "Jimmy Carter" และ "Ronald Reagan" มีความระมัดระวังสูง เพราะ “Vietnam Syndrome” ยังหลอกหลอนสังคมอเมริกัน
แต่เมื่อชัยชนะเล็กๆ และต้นทุนต่ำเริ่มสะสม ตั้งแต่เกรเนดา ปานามา จนถึงสงครามอ่าวเปอร์เซีย ความกลัวสงครามก็ค่อยๆ เลือนหาย
คำประกาศของ "George H. W. Bush" ว่า “เราเอาชนะ Vietnam Syndrome ได้แล้ว” ไม่ใช่แค่ถ้อยคำทางการเมือง แต่คือจุดเริ่มต้นของยุคที่อเมริกาเชื่อว่าสงครามสามารถควบคุมได้
💣 จากสงครามมนุษยธรรม สู่สงครามไร้กติกา
ยุค "Bill Clinton" คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสหรัฐเริ่มใช้กำลังโดยอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรม เช่น บอสเนีย และโคโซโว
แม้บางกรณีจะหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้จริง แต่การข้ามมติสหประชาชาติในเวลาต่อมา กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่เปิดทางให้ "George W. Bush" บุกอิรักในปี 2003
สงครามอิรักคือจุดแตกหัก เมื่อชัยชนะที่เคย “เร็วและสะอาด” กลายเป็นหล่มเลือด ยืดเยื้อ และทำลายความเชื่อมั่นของสังคมอเมริกัน
ผลลัพธ์คือ การถือกำเนิดของกระแสต่อต้านสงคราม ซึ่งเปิดทางให้ผู้นำอย่าง "Barack Obama" และต่อมา "ทรัมป์" ใช้ “ต่อต้านอิรักวอร์” เป็นทุนทางการเมือง
🦅 America First ของทรัมป์: ไม่ใช่สันติ แต่คือสงครามราคาถูก
แม้ทรัมป์จะอ้างว่าเกลียด “Nation-Building” และ “Regime Change” แต่ในทางปฏิบัติ เขาไม่เคยต่อต้านการใช้ความรุนแรง
ในวาระแรก ทรัมป์เลือกโจมตีเป้าหมายที่ ไม่สามารถตอบโต้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดรนถล่ม การทิ้งระเบิดขนาดยักษ์ในอัฟกานิสถาน หรือการลอบสังหาร Qassem Soleimani
ชัยชนะที่ไร้ต้นทุนทางการเมืองเหล่านี้ ทำให้ทรัมป์เชื่อว่าสงครามคือ “ดีลที่คุ้มค่า”
และในวาระที่ 2 ความทะเยอทะยานยิ่งขยายตัว ตั้งแต่การทิ้งระเบิดในแอฟริกา การโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล ไปจนถึงการพูดถึง การเปลี่ยนระบอบในคิวบาและอิหร่านอย่างเปิดเผย
🌍 จากอำนาจ สู่การโดดเดี่ยว: เมื่อโลกเริ่มไม่ทน
ความแตกต่างสำคัญระหว่าง "ทรัมป์" กับผู้นำก่อนหน้า คือ เขา ไม่พยายามอ้างคุณค่าระดับสากล
การประกาศสิทธิ์เหนือกรีนแลนด์ หรือการแทรกแซงเวเนซุเอลาอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้พันธมิตร NATO เริ่มมองสหรัฐไม่ใช่ผู้นำ แต่เป็นความเสี่ยง
ผลที่ตามมาคือ โลกตะวันตกเริ่มจัดระเบียบใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐ และหันไปกระชับความสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ภายในประเทศ คะแนนนิยมของทรัมป์ลดลง โดยชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่า เขาควรโฟกัสเศรษฐกิจ มากกว่าสงครามต่างแดน
🧠 บทสรุปส่งท้าย
สงครามอาจทำให้ประธานาธิบดีรู้สึกทรงพลัง แต่ประวัติศาสตร์ย้ำเสมอว่า มันทำลายผู้นำได้เช่นกัน
ทรัมป์ไม่ใช่ผู้นำคนแรกที่ “เมาอำนาจจากชัยชนะราคาถูก” และหลงลืมต้นทุนที่แท้จริงของสงคราม
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า สหรัฐจะชนะศึกไหนต่อไป แต่คือ จะต้องพ่ายแพ้หนักแค่ไหน ถึงจะหยุดวงจรนี้ได้อีกครั้ง
🔖 Hashtags
#DonaldTrump #สงคราม #การเมืองโลก #AmericaFirst #USForeignPolicy #ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย #WorldOrder #TrendRider
โฆษณา