28 ม.ค. เวลา 04:29 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ก.ล.ต. แจ้งเตือนผู้ถือหุ้นกู้ ITD จำนวน 5 รุ่น ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ ITD จำนวน 5 รุ่น ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ศึกษาข้อมูล ซักถามผู้ออกหุ้นกู้หรือผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงมติ ในวันที่ 27 มกราคม 2569
ตามที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) ได้จัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ 5 รุ่น ได้แก่ ITD242A ITD24DA ITD24DB ITD254A และ ITD266A ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 มีจำนวนผู้ถือหุ้นกู้เข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมตามข้อกำหนดสิทธิในบางวาระ จึงได้จัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้รุ่นดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. ด้วยวิธีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-meeting) โดยมีเรื่องเพื่อพิจารณาอนุมัติ ดังนี้
(1) ขอขยายระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ออกไปอีก 3 ปี จากวันครบกำหนดไถ่ถอนเดิมของหุ้นกู้แต่ละรุ่น
(2) แบ่งชำระคืนเงินต้นหุ้นกู้เป็นจำนวน 4 งวด ดังนี้
งวดที่ 1-3: ชำระร้อยละ 10 ของมูลค่าเงินต้น ณ วันครบกำหนดไถ่ถอนเดิม
งวดที่ 4: ชำระส่วนที่เหลือทั้งหมด
(3) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ในช่วง 3 ปีที่ขอขยายระยะเวลา โดยจะชำระดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มทั้งหมดครั้งเดียวในวันครบกำหนดไถ่ถอนใหม่ หรือวันที่ผู้ออกใช้สิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด ดังนี้
ปีที่ 1-2: ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยเดิมของหุ้นกู้แต่ละรุ่น
ปีที่ 3: ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยเดิมของหุ้นกู้แต่ละรุ่น
(4) แก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดสิทธิ ให้ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ (Call Option)
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้กำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ประโยชน์ และผลกระทบที่ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับจากการมีมติอนุมัติ หรือไม่อนุมัติ ให้ชัดเจนในแต่ละทางเลือก พร้อมเหตุผลประกอบโดยมีความเห็นของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ประกอบด้วย ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นกู้ในการรักษาประโยชน์ของตนเอง พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลต่าง ๆ จากผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนประกอบการตัดสินใจออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ด้วย
หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ทั้ง 5 รุ่น
- ITD242A ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569
- ITD24DA ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 4 ธันวาคม 2569
- ITD24DB ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 4 ธันวาคม 2569
- ITD254A ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 29 เมษายน 2570
- ITD266A ครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 2 มิถุนายน 2571
ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 1 ราย กรณีสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น TSR
ก.ล.ต. เปิดเผยการดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับนางสาวภรัณยา รุจนพรพจี กรณีสร้างราคาหรือปริมาณหุ้นบริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ทีเอสอาร์ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)) (TSR) โดยเรียกให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวม 32,327,329 บาท พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลาห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์) เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2565 และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในวันที่ 22 มิถุนายน - 31 สิงหาคม 2565 (รวม 47 วันทำการ) นางสาวภรัณยา มีพฤติกรรมสร้างราคาหรือปริมาณหลักทรัพย์ โดยส่งคำสั่งซื้อหรือขายหลักทรัพย์ หรือซื้อหรือขายหลักทรัพย์ ในลักษณะต่อเนื่องกัน โดยมุ่งหมายให้ราคาหลักทรัพย์หรือปริมาณการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด
ทั้งนี้ นางสาวภรัณยาซื้อขายหุ้น TSR ในลักษณะสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขาย โดยมีพฤติกรรมส่งคำสั่งเคาะซื้อผลักดันราคา และกวาดคำสั่งเสนอขายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งครองคำสั่งเสนอซื้อไว้ที่ระดับราคาที่ 1 และที่ระดับราคาที่ 2 ด้วยคำสั่งปริมาณมาก ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะที่เป็นการขัดขวางการซื้อขายหุ้น TSR ของนักลงทุนอื่น
ทำให้เมื่อนักลงทุนรายใดต้องการซื้อหุ้นแต่ไม่อยากเสียเวลารอ จะต้องส่งคำสั่งซื้อในระดับราคาที่สูงกว่า และในราคาที่สูงขึ้นต่อเนื่อง อันเป็นผลทำให้ราคาหุ้น TSR ปรับตัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (SABUY) ซึ่งนางสาวภรัณยาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สามารถบันทึกกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนที่ถือในหุ้น TSR ณ สิ้นงวด
ไตรมาส 2 ปี 2565 และเพื่อจะได้ทำกำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อขายหุ้น TSR อันเป็นการทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น TSR และเป็นการซื้อขายหุ้น TSR ในลักษณะต่อเนื่องกัน ทำให้ราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น TSR ปรับตัวผิดไปจากสภาพปกติของตลาด
การกระทำของนางสาวภรัณยาข้างต้น เป็นความผิดฐานสร้างราคาหรือปริมาณหุ้น TSR ตามมาตรา 244/3(1)(2) ประกอบมาตรา 244/5(4)(5) ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 มาตรา 296/1 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับ* กับนางสาวภรัณยา โดยกำหนดให้นางสาวภรัณยา ชำระค่าปรับทางแพ่ง ชดใช้เงินในจำนวนที่เท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับ และชดใช้ค่าใช้จ่ายของ ก.ล.ต. เนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 32,327,329 บาท ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารเป็นเวลา 12 เดือน
มาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ได้แก่ การกำหนดระยะเวลาห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร และห้ามซื้อขายฯ ดังกล่าวข้างต้น จะมีผลนับตั้งแต่วันที่ผู้กระทำความผิดลงนามในบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอม ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งเพื่อกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่งในอัตราที่อัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ต่ำกว่าอัตราที่ ค.ม.พ. กำหนด
ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการกระทำความผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ : * มาตรา 317/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 ให้การกระทำความผิดอาญาตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิดได้
อ่านรายละเอียด “การดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง (Civil Sanctions)” ได้ที่ https://www.sec.or.th/TH/Pages/LawandRegulations/CivilPenalty.aspx
ก.ล.ต. ขยายระยะเวลานำส่งผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้ MVP เป็นภายใน วันที่ 31 มีนาคม 2569
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายระยะเวลานำส่งรายงานผลการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) ให้บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) ซึ่งครบกำหนดส่งวันที่ 23 มกราคม 2569 เป็นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบ SETLink)
ตามที่ ก.ล.ต. สั่งการให้ MVP จัดให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (special audit) เกี่ยวกับการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่อาจทำให้มีข้อสงสัยตามข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี การตรวจทานข้อมูลในงบการเงิน คำชี้แจงของ MVP เกี่ยวกับงบการเงินต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ และข้อมูลที่ ก.ล.ต. ได้รับ โดยให้นำส่งรายงานผลการตรวจสอบภายในวันที่ 23 มกราคม 2569* ต่อมา MVP มีหนังสือขอขยายระยะเวลาเพิ่มเติมเป็นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เนื่องจากมีเหตุจำเป็นในการดำเนินการเพื่อให้ผู้สอบบัญชีสามารถตรวจสอบข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ
ก.ล.ต. พิจารณาแล้วจึงขยายระยะเวลาการนำส่งรายงานผลการตรวจสอบเป็นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 พร้อมทั้งเปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าวผ่านระบบ SETLink ด้วย
หมายเหตุ :
*ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 332/2568 เรื่อง ก.ล.ต. สั่งการให้ MVP จัดให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเกี่ยวกับประเด็นข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี
ก.ล.ต. สั่ง STELLA เปิดเผยข้อมูลการเข้าทำธุรกรรมรับความช่วยเหลือทางการเงินจากบริษัท ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งการให้บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) (STELLA) ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าธุรกรรมรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก บริษัท ธนา พาวเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (บ. ธนา พาวเวอร์) ต่อ ก.ล.ต. ภายในวันที่ 28 มกราคม 2569 พร้อมทั้งให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบ SETLink)
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริษัท STELLA ในการประชุมครั้งที่ 10/2568 ได้มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณา (1) อนุมัติการให้สัตยาบันต่อการเข้าทำธุรกรรมการรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก บ. ธนา พาวเวอร์ ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน โดยการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากู้ยืมเงินเดิมในวงเงินรวม 1,300 ล้านบาท และแก้ไขเพิ่มเติมสัญญากู้เงินสำหรับรายการกู้ยืมเงินเร่งด่วน จำนวน 600 ล้านบาท (ซึ่งรายการดังกล่าวยังไม่ผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นก่อนการเข้าทำรายการ)
รวมวงเงินกู้ยืมทั้งสิ้น 1,900 ล้านบาท และ (2) อนุมัติการรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก บ. ธนา พาวเวอร์ เพิ่มเติมอีกจำนวน 700 ล้านบาท โดยการแก้ไขเพิ่มเติมวงเงินกู้ภายใต้สัญญากู้เงินสำหรับรายการกู้ยืมเงินเดิมที่ขอสัตยาบัน รวมรายการ (1) และ (2) เป็นวงเงินกู้ยืมทั้งสิ้น 2,600 ล้านบาท รวมถึงการขยายกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ เป็นภายใน 31 ธันวาคม 2571
โดยอัตราดอกเบี้ยคงเดิมที่ร้อยละ 8.75 และเพิ่มหลักประกันเป็นการจำนำหุ้นสามัญของ บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้งจำกัด (WEH) จากเดิม 7,748,294 หุ้น (ร้อยละ 7.12 ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วทั้งหมดของ WEH) เป็นจำนวน 11,286,311 หุ้น (ร้อยละ 10.37) สำหรับหนี้ที่กู้ยืมเงินกับ บ. ธนา พาวเวอร์ ทั้งจำนวน
ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) ของ STELLA ได้ให้ข้อมูลว่า “จากงบการเงินภายในของ บ. ธนา พาวเวอร์ สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 78.60 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินที่ บ. ธนา พาวเวอร์ จะต้องให้ STELLA กู้ยืมเพิ่มเติม จำนวน 1,300 ล้านบาทแล้ว อาจไม่เพียงพอสำหรับการให้กู้เงินดังกล่าว
ดังนั้น WEH ในฐานะผู้ถือหุ้นของ บ. ธนา พาวเวอร์ ในสัดส่วนร้อยละ 99.99 ของทุนที่ออกและชำระแล้ว จะทำการเพิ่มทุนจดทะเบียนใน บ. ธนา พาวเวอร์ จาก 2,000 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 3,500 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2568 มีการชำระทุนจดทะเบียนแล้วจำนวน 697.50 ล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มทุนครบเต็มจำนวน 3,500 ล้านบาท ภายในไตรมาส 2 ปี 2569
ซึ่งน่าจะส่งผลให้ บ. ธนา พาวเวอร์ มีเงินเพียงพอต่อการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ STELLA ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสามารถในการจ่ายเงินปันผลของ WEH ให้แก่ STELLA”
จากข้อมูลดังกล่าวของ IFA ก.ล.ต. เห็นว่า เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ในการเข้าลงทุนใน WEH ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท STELLA ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ได้มีมติอนุมัติรายการ Share swap กับผู้ถือหุ้น WEH และทำให้ STELLA ถือหุ้นใน WEH เพิ่มจาก 7,748,294 หุ้น (ร้อยละ 7.12) เป็นจำนวน 11,286,311 หุ้น (ร้อยละ 10.37)
โดยคณะกรรมการบริษัท STELLA ให้เหตุผลว่า “ธุรกรรมซื้อหุ้น WEH มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อ STELLA โดยรายการดังกล่าวจะทำให้ STELLA ได้รับกระแสเงินสดที่มากขึ้นจากเงินปันผล ซึ่งคาดว่าจะได้รับจากการลงทุนเพิ่มเติมในหุ้น WEH (การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินการของ WEH ในอนาคต) มีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางในการหากระแสเงินสดเพื่อใช้ในกิจการของ STELLA” และ “STELLA จะมีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้น
สำหรับการดำเนินธุรกิจรวมถึงเงินทุนที่จะใช้เพื่อลงทุนในธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะสามารถช่วยให้บริษัทสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป จึงเห็นว่าการเข้าทำรายการในครั้งนี้มีความเหมาะสม และสมเหตุสมผลตามวัตถุประสงค์และความจำเป็นของบริษัท”
ดังนั้น เมื่อวัตถุประสงค์ในการเข้าลงทุนใน WEH ของ STELLA มีความชัดเจนว่า STELLA ต้องการกระแสเงินสดจากเงินปันผลของ WEH มาช่วยสนับสนุนสภาพคล่องทางการเงิน แต่จากข้อเท็จจริงว่า บ. ธนา พาวเวอร์ ไม่มีเงินเพียงพอที่จะนำมาให้ STELLA กู้ยืม แต่เงินให้กู้ยืมดังกล่าวจะมาจากการเพิ่มทุนของ บ. ธนา พาวเวอร์ ที่ WEH ชำระเงินเพิ่มทุนให้ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 99.99 นั้น อาจส่งผลกระทบต่อ STELLA ทำให้มีโอกาสได้เงินปันผลจาก WEH ลดลง
ก.ล.ต. จึงมีข้อสังเกตว่า หากธุรกรรมนี้เกิดขึ้น วัตถุประสงค์ในการเข้าลงทุนใน WEH ของ STELLA ยังจะเป็นไปตามที่เคยแจ้งต่อผู้ถือหุ้นหรือไม่ และ STELLA ได้พิจารณาเปรียบเทียบผลกระทบจากการลดลงของเงินปันผลจาก WEH กับประโยชน์ที่ STELLA จะได้รับจากการเข้าทำธุรกรรมกู้ยืมเงินกับ บ. ธนา พาวเวอร์ อย่างไร
อีกทั้งเงื่อนไขการกู้ยืมเงินกับ บ. ธนา พาวเวอร์ ยังกำหนดให้ STELLA นำหุ้นสามัญของ WEH ทั้งหมดจำนวน 11,286,311 หุ้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 4,987.48 ล้านบาท เป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ จำนวน 3,464.05 ล้านบาท (เงินต้น 2,600 ล้านบาท และดอกเบี้ย 864.05 ล้านบาท)
ดังนั้น เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 31 ธันวาคม 2571 STELLA จะต้องชำระเงินกู้ยืมกับ บ. ธนา พาวเวอร์ ทั้งหมดในคราวเดียว และหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ หุ้น WEH ทั้งหมดจะถูก บ. ธนา พาวเวอร์ ยึดเพื่อขายทอดตลาด ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงภาระหนี้สินในปัจจุบันของ STELLA ที่มีจำนวนมาก ประกอบกับแนวทางการชำระหนี้ของ STELLA ที่ยังไม่ชัดเจน จึงอาจมีความเสี่ยงที่ STELLA อาจสูญเสียหลักประกันหุ้น WEH จากการผิดนัดชำระหนี้กับ บ. ธนา พาวเวอร์
ก.ล.ต. จึงมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเตรียมแผนการชำระหนี้เงินกู้ยืมหรือแนวทางการดำเนินการอื่น ๆ เพื่อทำให้ผู้ถือหุ้นของ STELLA มั่นใจได้ว่า STELLA จะสามารถชำระหนี้ดังกล่าวให้ได้ภายในกำหนด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกยึดหุ้น WEH รวมทั้งความเหมาะสมของหลักประกันเมื่อเปรียบเทียบกับวงเงินกู้ยืม และการวางหลักประกันในลักษณะเกินกว่าวงเงินกู้ยืมนั้น จะทำให้ STELLA มีข้อจำกัดในการจัดหาแหล่งเงินทุนอีกหรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ จากข้อมูลของ IFA ที่เปิดเผยว่า บริษัท ดีดี มาร์ท โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนร้อยละ 24.93 ของ STELLA เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 จากการเพิ่มทุนตามมติคณะกรรมการบริษัท STELLA ครั้งที่ 7/2568 ข้างต้น
และ บริษัท ดีดี มาร์ท โฮลดิ้ง จำกัด ได้ทำสัญญาให้กู้ยืมเงินกับ STELLA ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 โดยมีกำหนดระยะเวลาการกู้ยืมเงินจำนวน 3 เดือน และครบกำหนดชำระเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ซึ่งจากข้อมูลของ IFA ระบุว่า การกู้ยืมเงินจาก บ. ธนา พาวเวอร์ ครั้งนี้ จะนำไปชำระคืนเจ้าหนี้เดิม รวมถึงบริษัท ดีดี มาร์ท โฮลดิ้ง จำกัด ในฐานะผู้ให้กู้ด้วย
ก.ล.ต. จึงมีข้อสังเกตว่า ระยะเวลาครบกำหนดชำระหนี้ให้แก่บริษัท ดีดี มาร์ท โฮลดิ้ง จำกัด ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าจากการทราบถึงการดำเนินการของ STELLA เพื่อเข้าทำธุรกรรมกู้ยืมเงินจาก บ. ธนา พาวเวอร์ แล้วหรือไม่ และด้วยเหตุดังกล่าว STELLA
จึงควรพิจารณาเกี่ยวกับการใช้สิทธิของบริษัท ดีดี มาร์ท โฮลดิ้ง จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นของ STELLA ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 รวมทั้งประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ.21/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน ลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากกรณีดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหลักทรัพย์หรือต่อการตัดสินใจในการลงทุน ก.ล.ต. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 58(1) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้ STELLA ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นต่อ ก.ล.ต. ภายในวันพุธที่ 28 มกราคม 2569 พร้อมให้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านระบบ SETLink ด้วย
โฆษณา