28 ม.ค. เวลา 08:14 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ความเรียบง่าย-ซับซ้อน กับ ความคุ้นเคย-แปลกใหม่

เพลงจะไพเราะหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวของเพลงและผู้ฟัง
ภาพรวมของเนื้อหา
การกระตุ้นจะมากจะน้อยขึ้นอยู่ 2 ตัวแปร หลัก ๆ คือ "ความเรียบง่าย-ซับซ้อน" ที่หลัก ๆ เกิดมาจากตัวของสิ่งเร้า และ "ความคุ้นเคย-แปลกใหม่" ที่เกิดจากสมองของมนุษย์แต่ละคน
"เรียบง่าย" แปลว่ามีความซับซ้อนต่ำ ส่วน "ซับซ้อน" จะแปลว่ามีความซับซ้อนสูง และในทางเดียวกัน "คุ้นเคย" แปลว่ามีความแปลกใหม่ต่ำ ส่วน "แปลกใหม่" ก็จะแปลว่ามีความแปลกใหม่สูง
ระดับการกระตุ้นที่เกิดขึ้นได้จากน้อยไปมาก หรือจากทำให้ "เบื่อ" ไป "เพลิดเพลิน" จนสุดที่ทำให้ "เครียด" นั้น มีลำดับรูปแบบของการกระตุ้นเป็น "เรียบง่าย-คุ้นเคย" "เรียบง่าย-แปลกใหม่" "ซับซ้อน-คุ้นเคย" และ "ซับซ้อน-แปลกใหม่" ตามลำดับ
ฉะนั้น เพลงที่จะมีความไพเราะ ถ้าไม่ "เรียบง่ายแต่แปลกใหม่" ก็ต้อง "ซับซ้อนแต่คุ้นเคย" ไปเลย ส่วนที่เหลือก็ไม่ได้แปลว่า อย่าให้เพลงมีลักษณะแบบ "เรียบง่ายและคุ้นเคย" หรือ "ซับซ้อนและแปลกใหม่" นะ เพียงแต่มันแค่มีโอกาสที่จะทำให้ฟังแล้วรู้สึกเบื่อหรือเครียดมากกว่า มันยังมีเงื่อนไขที่ทำให้เพลงรูปแบบนั้นไพเราะได้ แต่จะขอกล่าวอีกทีในโพสต์นี้
ความซับซ้อนจะมีอยู่ 2 รูปแบบย่อย ได้แก่ "ความซับซ้อนเชิงวัตถุวิสัย" ซึ่งเป็นความซับซ้อนที่อยู่ในตัวของสิ่งเร้ามาตั้งแต่ต้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เว้นแต่ว่าจะปรับปรุงหรือสร้างใหม่ อาทิ รูปแบบทำนองของเพลง
กับอีกรูปแบบย่อยหนึ่ง คือ "ความซับซ้อนเชิงปริชาน" ซึ่งเป็นความซับซ้อนที่เกิดจากมุมมองของผู้ถูกกระตุ้นในขณะนั้น ๆ
ความซับซ้อนเชิงปริชาน สามารถลดลงได้เมื่อถูกกระตุ้นบ่อย ๆ จนสมองเริ่มปรับตัวให้เข้ากับสิ่งเร้านั้น ๆ ได้ อาทิ จากเดิมที่ฟังเพลงแจ๊สไม่รู้เรื่อง พอฟังไปบ่อยเข้า สมองก็จะเริ่มแยกแยะและทำความเข้าใจทำนองของเพลงนั้นได้ การมีความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งเร้านั้น ๆ ก็สามารถช่วยลดความซับซ้อนเชิงปริชานได้เช่นกัน อาทิ พอได้ศึกษาเพลงแจ๊สมากขึ้น ก็ทำให้การฟังเพลงแจ๊สก็เริ่มเพลิดเพลินขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนเชิงปริชานก็ยังสามารถลดลงหรือแม้กระทั่งเพิ่มขึ้นได้ ถ้าหากเปลี่ยนจุดสนใจในตัวของสิ่งเร้า อาทิ สมมติว่าเพลงหนึ่ง ๆ มีเนื้อร้องที่เรียบง่าย แต่ทำนองที่ซับซ้อน ถ้าเราไปให้ความสนใจที่เนื้อร้องอย่างเดียว เราจะรู้สึกว่าเพลงนั้นมีความเรียบง่าย ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเราไปให้ความสนใจที่ทำนองอย่างเดียว เราจะรู้สึกว่า เพลงนั้นมีความซับซ้อน เป็นต้น
ถ้าหากสรุป ณ จุดนี้ จะได้ว่า เพลงจะไพเราะ ขึ้นอยู่กับตัวมันเองส่วนหนึ่ง และก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ฟังว่าจะไปให้จุดสนใจที่จุดใด อาทิ ถ้าผู้ฟังเป็นคนที่ชอบสนใจที่เนื้อเรื่องเป็นหลัก แล้วเพลงนั้นมีเนื้อเรื่องที่ไม่ดี ฟังแล้วไม่เข้าใจ เพลงก็จะออกมาไม่ดีสำหรับคน ๆ นั้น
ทีนี้มาต่อกันที่ "ความแปลกใหม่" ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าความซับซ้อน เนื่องด้วยเกิดจากการเรียนรู้ของสมองของผู้ฟังโดยตรง
สิ่งเร้าจากเดิมที่มีความแปลกใหม่ จะกลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยได้ ถ้าหากมนุษย์ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งนั้นบ่อย ๆ อาทิ ฟังเพลงใหม่ครั้งแรกอาจรู้สึกชอบ แต่พอฟังไปซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ ถ้าหากเพลงนั้นมีความเรียบง่าย จะมีโอกาสทำให้เพลงนั้นเปลี่ยนจาก "เรียบง่าย-แปลกใหม่" เป็น "เรียบง่าย-คุ้นเคย" จนมีโอกาสฟังแล้วเบื่อได้
ซึ่งจะแตกต่างจากเพลงที่ซับซ้อนในตัว ก็คือจาก "ซับซ้อน-แปลกใหม่" ไปเป็น "ซับซ้อน-คุ้นเคย" เพลงก็ยังคงความน่าสนใจได้อยู่ อย่างไรก็ตาม คนฟังอาจเข้าไม่ถึงเพลงที่ "ซับซ้อน-แปลกใหม่" ได้ตั้งแต่แรก เพราะว่าฟังแล้วเครียด ไม่เข้าใจได้
โดยส่วนมากแล้ว สิ่งเร้าจะเปลี่ยนจาก "แปลกใหม่" เป็น "คุ้นเคย" มากกว่าที่จะเปลี่ยนจาก "คุ้นเคย" เป็น "แปลกใหม่" นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งเร้าจะเปลี่ยนสวนทางได้ เกิดมาจากข้อจำกัดของสมองทั้งสิ้น
อย่างแรกที่ทำให้สิ่งเร้าจาก "คุ้นเคย" เป็น "แปลกใหม่" ได้ คือ "การลืม" อาทิ ในอดีต 5 ปี ที่แล้ว เคยฟังเพลงเป็นประจำ ปรากฏว่าไม่ฟังเพลงนั้น ๆ อีกเลยมานานเนื่องด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ พอได้มีโอกาสกลับมาฟังเพลงนั้นอีกรอบ ก็รู้สึกถึงความ "แปลกใหม่" เพราะการลืมของเราได้
อีกสิ่งหนึ่งที่ก็จะทำให้สิ่งเร้าจาก "คุ้นเคย" เป็น "แปลกใหม่" ได้อีกเช่นกัน คือ ปรากฏการณ์ Jamais Vu (ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ Déjà vu) ก็คือ เราคิดว่าสิ่งเร้านั้น ๆ เป็นสิ่งที่ใหม่ตลอดเวลา แม้ว่าในความเป็นจริง เราจะถูกกระตุ้นมาเป็นประจำก็ตาม อาทิ ทุกครั้งที่ฟังเพลง รู้สึกเหมือนเป็นครั้งแรกที่ฟังตลอดเวลา แม้ว่าจะฟังมาเป็นประจำทุกวันก็ตาม สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุมาก ๆ เช่น ได้ฟังมาบ่อยมาก รู้สึกเหนื่อยล้า มีความเครียด มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต หรือมาจากการทานยาบางขนิด เป็นต้น
ถ้าจะทำให้เพลงกลับมามีความแปลกใหม่ คือทำให้คนลืม สามารถทำได้โดยการสร้างเพลงหลาย ๆ เพลง ให้คนฟังไปเรื่อย ๆ สลับกัน ป้องกันการฟังแต่เพลงเดิม ๆ จนจำได้ทุกท่อนของทำนองและเนื้อร้อง ส่วนปรากฏการณ์ Jamais Vu นั้น เราไม่สามารถไปจัดการอะไรได้ ก็ปล่อยมันไป
ทีนี้ มาดูกันต่อที่ส่วนข้อยกเว้นกันบ้าง
มาเริ่มกันที่ "เรียบง่ายและคุ้นเคย" กันก่อน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว สิ่งเร้ารูปแบบนี้มักจะสร้างความรู้สึก "เบื่อ" เพราะว่ามีระดับการกระตุ้นที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากการถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้านั้น ทำเผื่อแค่ผ่อนคลาย ไม่ได้ต้องการความสนใจ สิ่งที่ "เรียบง่ายและคุ้นเคย" ก็สามารถสร้างความเพลิดเพลินได้ นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่เรียบง่ายและคุ้นเคย สมองไม่ต้องประมวลผลมากให้เมื่อยสมองขณะพักผ่อน
ยกตัวอย่าง อาทิ เพลงที่มีเนื้อร้องและทำนองแบบธรรมดา ทั่ว ๆ ไป และก็คุ้นเคยกันดี ถ้าหากเราฟังแบบผ่าน ๆ ฟังขณะพักผ่อน หรือเปิดเพลงเป็นพื้นหลังเฉย ๆ เพลงนั้น ๆ ก็จะเป็นเพลงที่ไพเราะได้ ในสถานการณ์นั้น ๆ
ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากฟังเพลงในลักษณะนั้นแล้วไปให้จุดสนใจกับเนื้อร้อง ทำนอง แบบจริง ๆ จัง ๆ เพลงนั้น ๆ ก็จะกลายเป็นเพลงที่ไม่ไพเราะในสถานการณ์นี้โดยทันที
ถัดมาที่ "ซับซ้อนและแปลกใหม่" ซึ่งสิ่งเร้ารูปแบบนี้มักจะสร้างความรู้สึก "เครียด" เพราะว่ามีระดับการกระตุ้นที่สูง เว้นแต่ว่าผู้ถูกกระตุ้นจะมีทั้งสองอย่างในขณะนั้นพร้อม ๆ กัน คือ "การประเมินความซับซ้อนหรือความแปลกใหม่" และ "ศักยภาพในการรับมือ"
"การประเมินความซับซ้อนหรือความแปลกใหม่" ก็คือ การที่ผู้ถูกกระตุ้นเลือกที่จะประเมินความซับซ้อนหรือความแปลกใหม่ของสิ่งเร้ารูปแบบนั้น ๆ อาทิ เพลงแจ๊สเป็นเพลงที่ตัวมันเองมีความซับซ้อนอยู่แล้ว การที่เราได้ฟังเพลงแจ๊สเป็นครั้งแรก จะทำให้เพลงแจ๊สเป็นสิ่งซับซ้อนและแปลกใหม่
ถ้าหากเราพยายามประเมินความซับซ้อนหรือความแปลกใหม่ของเพลงแจ๊ส เราก็จะมีโอกาสสนใจเพลงแจ๊สได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเราไม่ได้ใส่ใจที่จะพยายามประเมินความซับซ้อนหรือความแปลกใหม่ของแจ๊ส การฟังเพลงแจ๊สไปก็จะทำให้รู้สึกเครียดเปล่า ๆ ได้
ส่วนต่อมาที่ผู้ถูกกระตุ้นต้องมีคือ "ศักยภาพในการรับมือ" กล่าวคือ ผู้ถูกกระตุ้นสามารถทนถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าที่ซับซ้อนและแปลกใหม่ได้หรือไม่ อาทิ ถ้าได้ลองฟังเพลงแจ๊สแล้วสามารถทนกับความซับซ้อนและความแปลกใหม่ของมันได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเราไม่สามารถทนฟังสิ่งที่ซับซ้อนและแปลกใหม่แบบนั้นได้ การฟังเพลงแจ๊สไปก็จะไปกดดันตัวเอง
มากันที่สิ่งเร้าที่ "เรียบง่ายแต่แปลกใหม่" กับ "ซับซ้อนแต่คุ้นเคย" โดยทั่วไปจะถ้ากระตุ้นแล้ว จะทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน เพราะว่าระดับการกระตุ้นไม่ต่ำเกินไปให้รู้สึกเบื่อ และก็ไม่สูงเกินไปจนทำให้เครียด แต่ถ้าหากมีจุดใดจุดหนึ่งต่ำมากเกินไป ได้แก่ "เรียบง่ายมากเกินไป" ไม่ก็ "คุ้นเคยมากเกินไป" ก็สามารถทำให้สิ่งเร้านั้น ๆ สร้างอารมณ์ที่ไม่ดีได้
ถ้าหากสิ่งเร้ามีความแปลกใหม่ แต่เรียบง่ายมากเกินไป จะทำให้ผู้ถูกกระตุ้นคาดเดาสิ่งนั้น ๆ ได้ง่าย จนไม่รู้สึกสนใจ ยกตัวอย่าง อาทิ ถ้าเราได้ฟังเพลงที่มีทำนองจืดชืดหนึ่ง ๆ เป็นครั้งแรก แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ก็จริง เราก็จะทนฟังให้จนจบไม่ได้ ราจะรู้สึก "เฉย ๆ" เปรียบเทียบเหมือนกับแค่ได้ฟังท่อนแรกของเพลง ก็รู้ยันท่อนจบเพลงแล้ว
ส่วนในอีกมุมหนึ่ง ถ้าหากสิ่งเร้ามีความซับซ้อน แต่เป็นสิ่งที่สร้างความเคยชินที่มากเกินไป ผู้ถูกกระตุ้นก็จะรู้สึกหงุดหงิดได้ ที่ต้องมาถูกกระตุ้นจากสิ่งที่หนักสมองเป็นประจำ ยกตัวอย่าง อาทิ เพลงคลาสสิกเพลงหนึ่ง ๆ (ยกตัวอย่าง อาทิ เพลง "Für Elise" ของ "Beethoven") ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าถูกนำไปใช้ประกอบสื่ออย่างพร่ำเพรื่อจนเกินไป ทำให้พอทุกครั้งที่ได้ยิน ก็อาจจะรู้สึกหงุ่ดหงิดนั้น ๆ ได้ แม้เพลงนั้น ๆ จะเป็นเพลงที่ไพเราะก็ตาม
อ้างอิง:
"ความเรียบง่าย-ซับซ้อน กับ ความคุ้นเคย-แปลกใหม่"
Berlyne, D. E. (1970). Novelty, complexity, and hedonic value. Perception & psychophysics, 8(5), 279-286.
"ความซับซ้อนเชิงวัตถุวิสัย ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้"
Sauvé, S. A., & Pearce, M. T. (2019). Information-theoretic modeling of perceived musical complexity. Music Perception: An Interdisciplinary Journal, 37(2), 165-178.
"ความซับซ้อนเชิงปริชาน สามารถลดลงได้จากการปรับตัว"
Madison, G., & Schiölde, G. (2017). Repeated listening increases the liking for music regardless of its complexity: Implications for the appreciation and aesthetics of music. Frontiers in neuroscience, 11, 147.
"ความซับซ้อนเชิงปริชาน สามารถลดลงได้จากความรู้และประสบการณ์ที่มี"
Witek, M. A., Matthews, T., Bodak, R., Blausz, M. W., Penhune, V., & Vuust, P. (2023). Musicians and non-musicians show different preference profiles for single chords of varying harmonic complexity. Plos One, 18(2), e0281057.
"ความซับซ้อนเชิงปริชาน สามารถลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับจุดสนใจ"
Güçlütürk, Y., & van Lier, R. (2019). Decomposing complexity preferences for music. Frontiers in Psychology, 10, 674.
"ความแปลกใหม่จะกลายเป็นความคุ้นเคยจากการกระตุ้นบ่อย ๆ"
Mungan, E., Akan, M., & Bilge, M. T. (2019). Tracking familiarity, recognition, and liking increases with repeated exposures to Nontonal Music: Revisiting MEE-Revisited. New Ideas in Psychology, 54, 63-75.
"ความคุ้นเคยสามารถเป็นความแปลกใหม่ได้จากการลืม"
Yonelinas, A. P., & Levy, B. J. (2002). Dissociating familiarity from recollection in human recognition memory: Different rates of forgetting over short retention intervals. Psychonomic bulletin & review, 9(3), 575-582.
"ความคุ้นเคยสามารถเป็นความแปลกใหม่ได้จาก Jamais Vu"
Moulin, C. J., Bell, N., Turunen, M., Baharin, A., & O’Connor, A. R. (2022). The the the the induction of jamais vu in the laboratory: word alienation and semantic satiation. In Déjà vu and Other Dissociative States in Memory (pp. 99-108). Routledge.
"สิ่งเร้าที่เรียบง่ายและคุ้นเคยจะสร้างความเพลิดเพลิน เมื่อต้องการแค่ผ่อนคลาย"
Zajonc, R. B. (1968). Attitudinal effects of mere exposure. Journal of personality and social psychology, 9(2p2), 1.
"สิ่งเร้าที่เรียบง่ายและคุ้นเคยจะไม่หนักสมอง ทำให้สามารถช่วยผ่อนคลายได้"
Reber, R., Schwarz, N., & Winkielman, P. (2004). Processing fluency and aesthetic pleasure: Is beauty in the perceiver's processing experience?. Personality and social psychology review, 8(4), 364-382.
"สิ่งเร้าที่ซับซ้อนและแปลกใหม่จะน่าสนใจ ก็ต่อเมื่อ ผู้ฟังมีการประเมินและศักยภาพในการรับมือ"
Silvia, P. J. (2005). What is interesting? Exploring the appraisal structure of interest. Emotion, 5(1), 89.
"สิ่งเร้าที่เรียบง่ายมากจนเกินไปจะทำให้รู้สีกเฉย ๆ ได้ แม้จะแปลกใหม่"
Heyduk, R. G. (1975). Rated preference for musical compositions as it relates to complexity and exposure frequency. Perception & Psychophysics, 17(1), 84-90.
"สิ่งเร้าที่คุ้นเคยมากจนเกินไปจะทำให้รู้สีกรำคาญได้ แม้จะซับซ้อน"
Szpunar, K. K., Schellenberg, E. G., & Pliner, P. (2004). Liking and memory for musical stimuli as a function of exposure. Journal of Experimental Psychology: Learning, Memory, and Cognition, 30(2), 370.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา