Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bigmove Club
•
ติดตาม
28 ม.ค. เวลา 07:45 • หุ้น & เศรษฐกิจ
🔥 ทรัมป์อยากให้ลดดอกเบี้ยช่วงเงินเฟ้อ อาจเป็นสิ่งที่ถูกก็ได้ ความเสี่ยง Fed จะดำเนินนโยบายผิดพลาด
🎯 ศึกที่กลับมา: Trump vs Powell
มกราคม 2025 Donald Trump กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง และหนึ่งในประเด็นแรกที่เขากลับมาพูดถึงคือการกดดัน Federal Reserve ให้ลดอัตราดอกเบี้ย
"Fed ต้องลดดอกเบี้ย! เร็ว! Powell กำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่!" Trump ไม่เคยลืมที่จะวิจารณ์นโยบายการเงินของ Fed โดยเฉพาะภายใต้การนำของ Jerome Powell ประธาน Fed ที่เขาเองแต่งตั้ง
นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและสื่อการเงินส่วนใหญ่ต่างส่ายหน้า พวกเขามองว่า Trump ไม่เข้าใจเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน การลดดอกเบี้ยตอนที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% จะทำให้เงินเฟ้อกลับมาระบาดอีกครั้ง
แต่ถ้า Trump ถูกล่ะ? ถ้า Fed กำลังทำผิดพลาดจริงๆ ล่ะ? วันนี้เรามาดูทฤษฎีที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ และวิเคราะห์ว่าความเสี่ยงที่ Fed อาจดำเนินนโยบายผิดพลาดนั้นมีมากแค่ไหน
---
📚 ทฤษฎีกระแสหลัก: ดอกเบี้ยสูง = ยาแก้เงินเฟ้อ
Fed และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเชื่อในกลไกที่ตรงไปตรงมา: **ดอกเบี้ยสูง → คนกู้ยืมน้อยลง → ความต้องการลด → เงินเฟ้อลง**
เมื่อดอกเบี้ยสูง คนซื้อบ้านน้อยลงเพราะ mortgage แพง คนซื้อรถน้อยลงเพราะเงินกู้แพง ธุรกิจขยายงานน้อยลงเพราะต้นทุนทุนสูง และ consumer spending ลดลง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "demand-side cooling" ซึ่งควรจะนำไปสู่การลดลงของเงินเฟ้อ
นักเศรษฐศาสตร์มักยกตัวอย่าง Paul Volcker ในยุค 1980s ว่าเป็น "ฮีโร่ผู้ปราบเงินเฟ้อ" Volcker ขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 20% และเงินเฟ้อก็ลงจาก 14% เหลือ 3% ดูเหมือนว่าจะพิสูจน์ทฤษฎีได้อย่างสมบูรณ์ แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น คือ เศรษฐกิจสหรัฐในยุคนั้นพังเละเทะ เกิด Recession รุนแรงที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง GDP หดตัว -2.7% ในปี 1982 อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นถึง 10.8% ธุรกิจล้มละลายเป็นแสนราย และคนตกงานนับล้านคน
ยิ่งไปกว่านั้น เงินเฟ้อไม่ได้ลงเพียงเพราะดอกเบี้ยสูงเพียงอย่างเดียว ราคาน้ำมันในช่วงนั้นลงถึง 75% เพราะ OPEC ล่มสลาย Reagan Administration ทำ deregulation อย่างกว้างขวางในหลายอุตสาหกรรม และกระแส globalization เริ่มต้นขึ้น ทำให้สินค้าจากเอเชียเข้ามาในตลาดสหรัฐ
ดังนั้น Volcker "ใช้ได้" แต่มาพร้อมราคาที่สูงมาก มันเหมือนการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ฆ่าเซลล์มะเร็ง (เงินเฟ้อ) ได้จริง แต่ก็ทำร้ายร่างกาย (เศรษฐกิจ) อย่างรุนแรงด้วย
---------
📊 หลักฐานที่ท้าทายทฤษฎี
ถ้าดูประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด จะพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างดอกเบี้ยกับเงินเฟ้อไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอไป
**ช่วงปี 2001-2003:** Fed ลดดอกเบี้ยจาก 6.5% เหลือ 1.0% หลัง Dot-com bubble แตก แต่เงินเฟ้อกลับอยู่ที่ 1.5-2.5% ซึ่งถือว่าต่ำ ไม่ได้พุ่งขึ้นตามที่ทฤษฎีคาดการณ์
**ช่วงปี 2008-2015:** Fed คงดอกเบี้ยที่ 0% นานถึง 7 ปี พร้อมกับ QE มหาศาล แต่เงินเฟ้อยังคงต่ำกว่า 2% ตลอด Fed พยายามทุกวิถีทางให้เงินเฟ้อขึ้นถึงเป้าหมาย แต่ก็ทำไม่สำเร็จ
**ญี่ปุ่น 1995-2024:** ดอกเบี้ยใกล้ 0% เกือบ 30 ปี แต่ประเทศมี deflation ไม่ใช่เงินเฟ้อ! ทฤษฎีกระแสหลักบอกว่าดอกเบี้ยต่ำจะทำให้เกิดเงินเฟ้อสูง แต่ญี่ปุ่นพิสูจน์ว่าไม่จริงเสมอไป
สิ่งเหล่านี้เหมือนจะบอกว่า ดอกเบี้ยต่ำ มีโอกาสเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อต่ำเช่นกัน และแน่นอนมันมีปัจจัยอื่นประกอบด้วย
---
🤔 ปริศนาของเงินเฟ้อในปัจจุบัน
ตั้งแต่ต้นปี 2022 Fed ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 0% เป็น 5.5% อย่างรวดเร็วที่สุดในรอบ 40 ปี เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นถึง 9% ผลลัพธ์คือเงินเฟ้อลดลงมาเหลือ 3.5% ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นความสำเร็จ
แต่มีอะไรบางอย่างที่แปลก เงินเฟ้อติดอยู่ที่ระดับ 3-4% ไม่ยอมลงต่อสู่เป้าหมาย 2% ของ Fed แม้ว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง 4.5% มาเป็นเวลานานแล้ว
ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ เศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง GDP ขยายตัว 2-3% ต่อเนื่อง อัตราการว่างงานอยู่ที่ 4% เท่านั้น และ S&P 500 กลับทำ All-Time High ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คำถามสำคัญคือ ถ้าอัตราดอกเบี้ย 4.5-5.5% "restrictive" จริงๆ ตามที่ Fed บอก ทำไมเศรษฐกิจถึงยังแข็งแกร่งขนาดนี้? ทำไมเงินเฟ้อถึงไม่ยอมลงต่อ?
---
💡 ทฤษฎีที่ท้าทาย: ดอกเบี้ยสูงกลับ "เติมเชื้อเพลิง" ให้เงินเฟ้อ
💰 Interest Payment Paradox - จุดที่ทุกคนมองข้าม
นี่คือจุดสำคัญที่เกือบทุกคนมองข้าม หนี้สาธารณะของสหรัฐในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 36 trillion ดอลลาร์ เมื่อคูณกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4.5% หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยประมาณ 1.6 trillion ดอลลาร์ต่อปี!
เงิน 1.6 trillion ดอลลาร์นี้ไปไหน? มันไหลเข้าสู่ธนาคาร กองทุน นักลงทุน และผู้ถือพันธบัตรทั่วโลก จากนั้นเงินเหล่านี้ก็กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง มันกลายเป็น "Hidden Stimulus" ที่ไม่มีใครพูดถึง
ลองเปรียบเทียบดู American Rescue Plan ในปี 2021 ที่มีงบประมาณ 1.9 trillion ดอลลาร์ ทุกคนบอกว่านี่คือสาเหตุหลักของเงินเฟ้อ เพราะรัฐบาลสูบฉีดเงินเข้าระบบมากเกินไป
แต่ตอนนี้ รัฐบาลกำลังจ่ายดอกเบี้ย 1.6 trillion ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน แต่กลับไม่มีใครพูดถึงว่านี่คือการ "stimulus" ทางอ้อม Fed กำลังสร้าง fiscal injection โดยไม่รู้ตัว!
----------
📈 ยิ่งรอนาน ยิ่งแย่
ปัญหาคือมันเป็น vicious cycle ทุกปีที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมหาศาล ทำให้ deficit เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องออกพันธบัตรใหม่เพิ่มเติม หนี้สาธารณะก็สูงขึ้น และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็เพิ่มขึ้นอีก
ดูตัวเลขจริง ในปี 2023 รัฐบาลสหรัฐจ่ายดอกเบี้ย 659 พันล้านดอลลาร์ ปี 2024 ตัวเลขนี้พุ่งขึ้นเป็น 892 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35% ในหนึ่งปี! ปี 2025 คาดว่าจะสูงกว่า 1.1 trillion ดอลลาร์ และปี 2026 อาจถึง 1.4 trillion ดอลลาร์
ยิ่งรอนาน ปัญหายิ่งใหญ่ขึ้น และยิ่งแก้ยาก
🏭 Cost-Push Inflation
อีกมิติหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ cost-push inflation ธุรกิจที่มีหนี้จำนวนมาก เมื่อต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น พวกเขาต้องขึ้นราคาสินค้าและบริการเพื่อรักษา profit margin
Developer อสังหาริมทรัพย์ที่มี financing cost สูง ก็ขายบ้านและคอนโดในราคาแพงขึ้น ธุรกิจ SME ที่ต้นทุน working capital แพงขึ้น ก็ขึ้นราคาสินค้า บริษัทสาธารณูปโภคที่ต้อง refinance หนี้ในอัตราที่สูงขึ้น ก็ขึ้นค่าไฟและค่าน้ำ
ในทางทฤษฎี อัตราดอกเบี้ยสูงควรจะลด demand แต่ในทางปฏิบัติ มันกลับเพิ่ม cost ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ดอกเบี้ยสูงกลายเป็น "inflationary" ในตัวของมันเอง!
🇯🇵 บทเรียนจากญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นให้บทเรียนที่น่าสนใจมาก ตั้งแต่ปี 1995 ถึง 2024 ญี่ปุ่นคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.5% มาเกือบ 30 ปี ถ้าทฤษฎีกระแสหลักถูกต้อง ดอกเบี้ยต่ำขนาดนี้ควรทำให้เกิดเงินเฟ้อสูง
แต่ความจริงคือญี่ปุ่นมีเงินเฟ้อใกล้ 0% ตลอดเวลา บางปียังติดลบเป็น deflation ด้วยซ้ำ แล้วที่น่าสนใจมากคือ ในปี 2024 เมื่อญี่ปุ่นเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 0.5% เงินเฟ้อกลับเริ่มเพิ่มขึ้นเป็น 2-3%
นี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับทฤษฎีกระแสหลักโดยสิ้นเชิง มันชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับเงินเฟ้อไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่คิด
-----------
📊 ปัจจัยอื่นที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อ
ความจริงแล้วเงินเฟ้อที่เราเห็นอยู่ไม่ได้มาจากแค่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว มันมาจากหลายปัจจัยรวมกัน
**ตลาดหุ้นขาขึ้น (Wealth Effect)** เป็นปัจจัยสำคัญ S&P 500 พุ่งขึ้นจาก 2,237 จุดในเดือนมีนาคม 2020 เป็น 4,800 จุดในปัจจุบัน เพิ่มขึ้น 115% ใน 5 ปี นี่สร้าง wealth effect มหาศาล เมื่อพอร์ตของนักลงทุนพุ่งขึ้น พวกเขารู้สึกรวยขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งดัน demand และทำให้เกิดเงินเฟ้อ
สิ่งที่น่าสนใจคือ คน 10% ที่รวยที่สุดถือหุ้นถึง 89% ของตลาดทั้งหมด และคน 1% ที่รวยที่สุดถือถึง 54% เมื่อตลาดหุ้นทำ all-time high กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกรวยขึ้นมากและเพิ่มการใช้จ่ายอย่างมาก เห็นได้จาก luxury goods sales ที่เติบโตแรง high-end real estate ที่ทำสถิติใหม่ และการจอง private jet ที่เต็มคิว
**การใช้จ่ายของรัฐบาล** ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ deficit ของรัฐบาลสหรัฐในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 1.8 trillion ดอลลาร์ และปี 2025 คาดว่าจะสูงกว่า 2 trillion ดอลลาร์ แม้ว่าจะไม่มี COVID-19 stimulus อีกต่อไปแล้ว ตัวเลขนี้ก็ยังสูงกว่าปี 2019 (984 พันล้านดอลลาร์) มาก
เงินเหล่านี้ไปที่ infrastructure spending, defense spending, social programs และ interest payment ที่เราพูดถึงไปแล้ว รัฐบาลกำลังสูบฉีดเงิน 1.5-2 trillion ดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุกปี
**Triple Stimulus** เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว รัฐบาลสหรัฐกำลังสร้าง stimulus ทางอ้อมจากสามช่องทาง: Interest payment ประมาณ 1.6 trillion ดอลลาร์, deficit spending ประมาณ 1.8 trillion ดอลลาร์ และ stock market wealth effect ที่เพิ่มขึ้น 8 trillion ดอลลาร์ในช่วง 2023-2024
1
มันคือการสูบฉีดเงินเข้าระบบ 3-4 trillion ดอลลาร์ต่อปี เปรียบเทียบกับ COVID stimulus ที่ 5 trillion ดอลลาร์ซึ่งทุกคนบอกว่าเยอะเกินไป แต่ triple stimulus นี้ต่อเนื่องทุกปีและไม่มีใครพูดถึง!
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเงินเฟ้อไม่ยอมลงจาก 3% ทำไมเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง และทำไม S&P 500 ทำ all-time high ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่เพราะ "ดอกเบี้ยยังไม่สูงพอ" แต่เพราะมี stimulus จากช่องทางอื่นที่ Fed ควบคุมไม่ได้!
---
⚖️ ทำไม Fed ยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ย?
แน่นอนว่า Fed ไม่ใช่คนโง่ พวกเขามีเหตุผลที่ดีในการระวัง
บทเรียนจากยุค 1970s ยังคงสดใส ในยุคนั้น Arthur Burns ซึ่งเป็นประธาน Fed ยอมแพ้ต่อแรงกดดันทางการเมืองและลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป ผลที่ตามมาคือเงินเฟ้อกลับมารุนแรงกว่าเดิม และในที่สุดก็ต้องให้ Paul Volcker เข้ามาทำลายเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหา
Credibility คือทุกอย่างสำหรับธนาคารกลาง ถ้า Fed ยอมแพ้ต่อ political pressure ตลาดการเงินจะไม่เชื่อถือ Fed อีกต่อไป long-term inflation expectations จะพุ่งขึ้น และปัญหาจะยากต่อการแก้ไขมากขึ้น
ดังนั้น Fed จึงเลือกที่จะ "overshoot" ในด้านความระวัง แม้ว่าอาจจะผิดพลาด แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง นี่คือหลักการ "Better Safe Than Sorry"
---
🌍 บริบทที่เปลี่ยนไป
แต่สิ่งที่ Fed อาจมองข้ามคือ บริบททางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมากแล้วตั้งแต่ยุค 1980s
ในปี 1980 หนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ 30% ของ GDP และดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายอยู่ที่ 50-100 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 120% ของ GDP และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายอยู่ที่ 1.6 trillion ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่า!
ขนาดของ fiscal injection จาก interest payment ในปัจจุบันใหญ่มหาศาลมากจนอาจเกิน credit channel effect ที่ Fed พยายามสร้างแล้ว Fed อาจกำลังใช้ playbook เก่าในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว
---
🎲 Fed's Dilemma: กับดักที่ไม่มีทางออกง่ายๆ
ปัจจุบัน (2025) เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ดอกเบี้ย 4.5% ยังไม่ใช่ปัญหา แต่ Fed กำลังติดอยู่ในกับดักที่อันตราย ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีความเสี่ยงสูง
🔴 Scenario 1: ถ้าลดดอกเบี้ยเร็ว
Credit channel จะคลายตัว เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่รวมกับ fiscal injection ที่มีอยู่แล้ว (interest payment + deficit spending) และ wealth effect จากตลาดหุ้น เงินเฟ้ออาจพุ่งกลับขึ้น 5-6%
เมื่อนั้น Fed จะต้องขึ้นดอกเบี้ยแรงอีกครั้ง ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากกว่าเดิม และเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตการเงิน
🟠 Scenario 2: ถ้าคงดอกเบี้ยสูงต่อไป
เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัว แต่ Fed ไม่กล้าลดเพราะกลัวเงินเฟ้อจะกลับมา ในขณะเดียวกัน interest payment ก็ยังสูงต่อไป (fiscal injection ยังมีต่อเนื่อง) เงินเฟ้อจึงไม่ลง แต่เศรษฐกิจกลับอ่อนแอลง
นี่คือสถานการณ์ที่เรียกว่า **Stagflation** เงินเฟ้อสูงพร้อมกับการเติบโตที่ชะลอ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดสำหรับนโยบายการเงิน
🔴 Scenario 3: ถ้าเงินเฟ้อพุ่งจากช็อกภายนอก
ถ้ามี shock เช่น oil price spike, สงคราม หรือวิกฤตอื่นๆ ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้น 6-7% Fed จะถูกบังคับให้ขึ้นดอกเบี้ยตาม จากระดับ 4.5% ปัจจุบันไปที่ 6-7% หรือสูงกว่า
เมื่อนั้น interest payment จะระเบิด อาจสูงถึง 2+ trillion ดอลลาร์ต่อปี! Deficit จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรสหรัฐอาจลดลง เสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตหนี้สาธารณะ
1
💣 ความเสี่ยงที่แท้จริง
Fed ไม่มีทางเลือกที่ดี ทุกทางมีความเสี่ยงสูง และยิ่งรอนาน ทางเลือกยิ่งแคบลง เพราะ interest payment จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และ fiscal injection จะยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือสิ่งที่ Trump กังวล และเป็นความกังวลที่สมเหตุสมผล
---
## 🎓 สรุป: ใครถูก? เราจะรู้ในอนาคต
Trump vs Powell ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง มันเป็นการทดสอบทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พื้นฐานว่า "อัตราดอกเบี้ยจริงๆ แล้วทำงานอย่างไรในโลกที่หนี้สาธารณะสูง?"
ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีจุดที่ถูก Fed มีเหตุผลที่ดีในการระวัง เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย credibility เป็นสิ่งสำคัญ และบทเรียนจากประวัติศาสตร์เตือนไว้ให้ระมัดระวัง
แต่ Trump (และทฤษฎีที่เราวิเคราะห์) ก็อาจถูกได้เช่นกัน Interest payment กำลังสร้าง hidden stimulus ดอกเบี้ยสูงนานเกินไปมีความเสี่ยง และ Fed กำลังติดกับดักที่ไม่มีทางออกง่ายๆ
คำตอบจะชัดเจนในปี 2026-2027 และมันจะกำหนดนโยบายการเงินในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ถ้า Fed ผิดพลาด มันจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับเศรษฐกิจโลก
บางครั้ง ทฤษฎีที่ใช้ได้ในอดีต ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้เสมอไป เมื่อบริบทเปลี่ยน เครื่องมือก็ควรต้องเปลี่ยนด้วย คำถามคือ Fed จะรู้ตัวทันไหม?
Boyles bigmove club
เศรษฐกิจ
การลงทุน
หุ้น
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย