3 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

รู้จัก BIG 3 เงาลึกลับ ที่รอรับเงินของคนทั่วโลก

ถ้าพูดถึง ผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมบริหารสินทรัพย์ ก็จะหนีไม่พ้นกลุ่มที่ถูกเรียกว่า BIG 3
BIG 3 ในที่นี้ ก็คือบริษัทบริหารสินทรัพย์ยักษ์ใหญ่ 3 ราย ที่มีขนาด อิทธิพล และบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินโลก
และบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นบริษัท NVIDIA, Alphabet, Apple, Microsoft และ Amazon
ก็มักจะมีชื่อของ BIG 3 เหล่านี้ เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คอยถืออำนาจ และมีอิทธิพลอยู่เงียบ ๆ ในโครงสร้างของบริษัทเหล่านั้น
ความน่าสนใจคือ ไม่ว่าเราจะใช้ชีวิตอย่างไร เงินจะไหลไปหา 3 บริษัทนี้เสมอ
- ตั้งแต่ตื่นมาไถ Facebook (ถือโดย BlackRock)
- หยิบ iPhone ขึ้นมาเช็กอีเมล (ถือโดย Vanguard)
- สั่งของจาก Amazon (ถือโดย Fidelity)
- ใช้คอมพิวเตอร์ เปิดโปรแกรมของ Microsoft ทำงาน (ถือโดยทั้ง 3 ราย)
แล้ว BIG 3 ทรงอิทธิพลขนาดไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
BIG 3 คือ บริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ระดับโลก 3 ราย คือ
- BlackRock
- Vanguard
- Fidelity Investments
ซึ่งทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยบริษัท Tech ระดับโลก อย่าง NVIDIA, Alphabet, Apple, Microsoft และ Amazon ทุกรายมี BIG 3 เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจระดับองค์กรในเกือบทุกอุตสาหกรรม จนก่อให้เกิดภาวะการแข่งขันที่ไม่มีอยู่จริง
เพราะไม่ว่าบริษัท Tech ยักษ์ใหญ่เหล่านี้จะแข่งกันตัดราคา หรือแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายกำไรสุทธิของทุกบริษัทจะไหลกลับไปรวมอยู่ในมือของ BIG 3 เสมอ
หรือก็คือไม่ว่าใครจะชนะในสงครามธุรกิจ BIG 3 คือผู้ชนะตัวจริง เพราะพวกเขาคือเจ้าของสนามรบทั้งกระดาน
ซึ่งอำนาจการโหวตและการตัดสินใจของบริษัทใหญ่เหล่านี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้ก่อตั้งบริษัทอีกต่อไป
แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการของยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ที่มีสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 1,000 ล้านล้านบาท
แล้วแต่ละรายใหญ่แค่ไหน ?
1. BlackRock
บริษัทจัดการการลงทุน ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 นำโดยกลุ่มนักลงทุนและนักธุรกิจชาวอเมริกันทั้งหมด 8 คน
มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 439 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 45.7% ของ GDP สหรัฐอเมริกา
ทุกวันนี้ BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในหลายบริษัทระดับโลกที่พวกเราคุ้นเคย เช่น
- ถือหุ้น Apple สัดส่วน 7.80% มูลค่า 9.3 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Microsoft สัดส่วน 7.96% มูลค่า 8.5 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Amazon สัดส่วน 6.76% มูลค่า 5.4 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Facebook สัดส่วน 7.69% มูลค่า 3.3 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Alphabet สัดส่วน 6.63% มูลค่า 3.7 ล้านล้านบาท
2. Vanguard
มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 376 ล้านล้านบาท
ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1975 หรือ 51 ปีที่แล้ว โดยคุณ John C. Bogle ผู้คิดค้นการลงทุนกองทุนอิงดัชนี ซึ่งเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนี
ซึ่งกองทุนดัชนีที่เราคุ้นเคย เช่น S&P 500 ของสหรัฐอเมริกา
และหนึ่งในกองทุนยอดนิยมของ Vanguard ก็คือ กองทุนดัชนี Vanguard 500
ซึ่งคุณ John C. Bogle ในฐานะผู้บุกเบิกกองทุนดัชนี ที่ช่วยลดต้นทุนให้แก่นักลงทุนรายย่อยมหาศาล เขาจึงได้รับการยกย่องจากคุณ Warren Buffett ว่าเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้แก่เหล่านักลงทุนชาวอเมริกันอย่างแท้จริง
โดยหุ้น Top 5 ที่มีมูลค่ามากที่สุดที่ Vanguard ถือ ได้แก่
- ถือหุ้น NVIDIA สัดส่วน 9.15% มูลค่า 12.97 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Apple สัดส่วน 9.52% มูลค่า 11.21 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Microsoft สัดส่วน 9.44% มูลค่า 10.12 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Amazon สัดส่วน 7.95% มูลค่า 6.37 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Broadcom สัดส่วน 10.10% มูลค่า 5.28 ล้านล้านบาท
ปัจจุบัน Vanguard เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทระดับโลกอย่าง Apple, Exxon และ Coca-Cola และมักมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ
และมีนักลงทุนซึ่งเป็นลูกค้าของ Vanguard จำนวนกว่า 30 ล้านคน อยู่ในกว่า 170 ประเทศทั่วโลก
3. Fidelity Investments
มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 213 ล้านล้านบาท
ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1946 โดยคุณ Edward C. Johnson II โดย Fidelity เป็นผู้นำด้านกองทุนรวม และบริการด้านเกษียณอายุมาอย่างยาวนาน
Fidelity เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในด้านกองทุนรวม ซึ่งรวมถึงกองทุน Magellan Fund
กองทุนนี้เปิดตัวในปี 1963 และได้รับความสนใจในระดับประเทศ เมื่อคุณ Peter Lynch เข้ามาเป็นผู้จัดการในปี 1977
ในขณะนั้นมีสินทรัพย์ประมาณ 627 ล้านบาท เมื่อคุณ Peter Lynch ลงจากตำแหน่งในปี 1990 ตัวเลขดังกล่าวได้เติบโตขึ้นเป็นประมาณ 4.38 แสนล้านบาท
โดยผลงานที่ว่านี้ ทำให้คุณ Peter Lynch กลายเป็นผู้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นได้ถึง 29.2% ต่อปี เป็นระยะเวลา 13 ปี
และหากพูดถึงผู้จัดการกองทุนดัง ๆ คนอื่น ของบริษัท Fidelity หลายคนอาจจะนึกถึงผู้จัดการกองทุนในตำนานอย่าง
- คุณ Anthony Bolton ผู้จัดการกองทุน แนวสวนกระแส ผลตอบแทน 148 เด้ง
- คุณ William Danoff ลูกศิษย์ของคุณ Peter Lynch ผู้เอาชนะตลาดได้ 2 เท่า
ตัวอย่างหุ้นที่ Fidelity เข้าไปลงทุนและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
- ถือหุ้น NVIDIA สัดส่วน 4.04% มูลค่า 5.73 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Microsoft สัดส่วน 2.83% มูลค่า 3.03 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Facebook สัดส่วน 5.97% มูลค่า 2.52 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Apple สัดส่วน 2.06% มูลค่า 2.43 ล้านล้านบาท
- ถือหุ้น Amazon สัดส่วน 3.08% มูลค่า 2.46 ล้านล้านบาท
ปัจจุบัน Fidelity เติบโตจนเป็นหนึ่งในบริษัทลงทุนที่มีอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา และให้บริการนักลงทุนรายบุคคลกว่า 40 ล้านคน
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
รู้หรือไม่ว่า BlackRock มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นธุรกิจภายในของ Blackstone โดยในปี 1988 คุณ Larry Fink และทีมงานได้ก่อตั้งหน่วยธุรกิจบริหารสินทรัพย์ภายใต้การสนับสนุนของ Blackstone ในชื่อ Blackstone Financial Management
แต่ในปี 1994 เกิดความเห็นไม่ลงรอยกันระหว่างคุณ Larry Fink กับคุณ Stephen Schwarzman (ผู้ร่วมก่อตั้ง Blackstone) และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั้งสองบริษัทแยกทางกัน
โดย Blackstone ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในหน่วยธุรกิจนี้ และอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น BlackRock เพื่อความเป็นอิสระ
ส่วนคุณ Stephen Schwarzman ก็หันไปมุ่งเน้นการขยายอาณาจักร Blackstone ไปสู่สินทรัพย์ทางเลือก เช่น อสังหาริมทรัพย์ และ Private Equity
ด้านคุณ Larry Fink ได้ผลักดัน BlackRock จนกลายเป็นผู้นำด้านการบริหารสินทรัพย์และกองทุนดัชนีระดับโลก
ปัจจุบัน BlackRock เติบโตจนมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 439 ล้านล้านบาท ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โดยคุณ Stephen Schwarzman ได้เคยกล่าวถึงการตัดสินใจขายหุ้น BlackRock ในครั้งนั้นว่าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในอาชีพของเขา..
โฆษณา