28 ม.ค. เวลา 22:00 • หนังสือ

มิถุนายน

วันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ดร
​บ้านซินนามอน ฮอลล์ ปีนัง
วันที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๗
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
ก่อนหม่อมฉันจะไปชะวามีเวลาพอจะเขียนจดหมายถวายได้อีกคราวหนึ่ง หม่อมฉันจึงเขียนจดหมายฉะบับนี้ให้หญิงมารยาตรถือมาถวาย เรื่องที่จะทูลก็มีแต่เรื่องเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ที่นึกไว้แล้วลืมเสียบ้างเปนเรื่องที่มีใหม่บ้าง เรื่อง 卐 นั้นมีมาก
หม่อมฉันไม่อยากจะเขียน ได้เล่าให้หญิงมารยาตรฟังมาทูลด้วยวาจา เรื่องที่จะทูลในจดหมายฉะบับนี้มีแต่เรื่องเบ็ดเตล็ด คือเรื่องหนึ่ง พระยาเทวาธิราชมีแก่ใจส่งหนังสือวิสาขะปี ๒๔๗๗ นี้ที่ได้รับรางวัลที่ ๑ มาให้หม่อมฉันกับลูก แรกเปิดดูข้างต้นเห็นรายงานผู้รั้งอธิบดีศิลปากร กราบทูลถึงความลำบากในการตัดสินรางวัลในเวลาที่เลิกราชบัณฑิตยสภาเสียแล้ว และราชบัณฑิตยสถานก็ยังไม่ได้ตั้งขึ้น รู้สึกจับใจ แต่ที่เขาแก้ไขให้การสำเร็จไปได้ก็ดีหนักหนา หาไม่หนังสือวิสาขะบูชาก็จะ
พินาศไปด้วย จดหมายพระองค์อาทิตย์๑รับสั่งส่งคำตัดสินก็แต่งดี และที่ทรงตัดสินให้ นายอ่ำ ศรีเปารยะ ได้รับรางวัลที่ ๑ หม่อมฉันก็ถวายอนุโมทนาด้วย ต่อไปเมื่อเปิดถึงรูปผู้แต่ง จะเปนด้วยรูปถ่ายไม่ดีหรือรูปสมบัติแกจะเปนอย่างนั้นเองก็ตาม ไม่ชวนให้คาดว่าจะแต่งหนังสือดี แต่เมื่ออ่านไปต้องยอมว่าแต่งดีทั้งสำนวนและความคิด สมควรได้รับรางวัลที่ ๑ จริงๆ ถ้าหม่อมฉันอยู่กรุงเทพฯ คงจะพยายามทำความคุ้นเคยกับผู้แต่งหนังสือเรื่องนี้ เสียดายอยู่หน่อยที่ในหนังสือไม่ปรากฎว่าผู้แต่งมีอา
ชีพเปนตำแหน่งอันใด สังเกตเครื่องแต่งตัวก็รู้ไม่ได้ว่าเปนทหารหรือพลเรือน หม่อมฉันมาคิดดูเห็นว่าหนังสือวิสาขะที่ได้รับรางวัลเปนหนังสือดีทั้งชุด น่าจะใช้สอนเด็กให้กว้างขวาง พระราชประสงค์ก็จะให้เปนเช่นนั้น จึงโปรดฯ ให้พิมพ์พระราชทานถึงปีละ ๑๐,๐๐๐ ฉะบับ แต่มิได้ยินว่าบังคับให้ใช้ในโรงเรียน นานไปน่ากลัวจะสูญเสีย ขอทูลแนะนำให้ทรงรวบรวมไว้ในห้องสมุดให้ครบชุด เหมือนอย่างสั่งให้นายสมบุญช่วยทำสำหรับหม่อมฉัน
อีกเรื่องหนึ่งเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ส่งสมุดเรื่องประวัติพระราชชายาฯ มาให้หม่อมฉันเล่ม ๑ เข้าใจว่าเขาคงถวายท่านเหมือนกัน ในหนังสือว่าเจ้าแก้วนวรัฐเปนผู้แต่ง แต่ดูสำนวนและความคิดน่าจะเปนผู้อื่น แต่งดีหนักหนา เสียดายแต่ขาดความสำคัญในเรื่องประวัติของ​พะราชชายาฯ ไปข้อหนึ่ง คือเรื่องรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว อันเปนเหตุให้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์มหาวชิรมงกุฎ ถึงกระนั้นก็ต้องนับว่าเปนหนังสือแต่งดี ที่จริงใครแต่งท่านทรงทราบหรือไม่ จะถามไปทางเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ก็ดูประหนึ่งหมิ่นประมาทเจ้าแก้วนวรัฐ
ทรงจำได้หรือไม่เมื่อเราอยู่หาดใหญ่ด้วยกัน หม่อมฉันไปซื้อหมวกที่ตลาดหาดใหญ่มาใบ ๑ ราคา ๑,๕๐ บาท ท่านเสด็จตามไปซื้ออีกใบ ๑ ซื้อได้ราคา ๑,๒๕ บาท ได้ใส่หมวกที่ซื้อนั้นมาด้วยกันตลอดเวลาที่สงขลา จะทูลรายงานต่อไปว่าหม่อมฉันยังใช้หมวกใบนั้นอยู่จนบัดนี้ ด้วยเผอิญมันเข้ากับหัวพอเหมาะเจาะเหลือเกิน แลดูไกลๆ ก็ไม่เสียพระเกียรติยศ แต่เมื่อเข้าใกล้คนอื่นต้องระวังไม่ให้เขาจับต้อง พระมาลาใบที่ทรงซื้อนั้น ยังทรงอยู่หรือทิ้งเสียแล้ว อยากรู้ข้อนี้จึงเอามาลงในจดหมาย
หม่อมฉันได้ทูลไปในจดหมายแต่ก่อนฉะบับ ๑ ว่าได้ไปทำพิธีวิสาขะที่วัดปูโลติกุสเมื่อกลางเดือน ๖ ด้วยพระที่นี่ไม่รู้ว่าปีนี้มีอธิกมาศ และหม่อมฉันได้ให้เอาสมุดปฏิทินหลวงไปถวายพระเล่ม ๑ จะเปนด้วยได้เห็นปฏิทินนั้นหรืออย่างไรไม่ทราบ กลางเดือน ๗ นี้ แกทำพิธีวิสาขะซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ในคราวนี้มีพระภัทรมุขมุนี (ชิต) วัด
พิชัยญาติการามมาพักอยู่ที่วัดนั้น นัยว่าลงมาจากกรุงเทพฯ ด้วยหมายจะไปเฝ้าทูลกระหม่อมชาย๒ที่ชะวา มีลิขิตไปถวายยังไม่ได้รับตอบจึงคอยอยู่ที่ปีนัง เมื่อวันกลางเดือนเธอมีลิขิตส่งสำเนาธรรมิกกถา ที่เธอจะแสดงในวันนั้นมาให้หม่อมฉันด้วย หม่อมฉันก็ไปหาเธอที่วัดในวันนั้น ได้บอกบุญแก่เธอขอให้พักอยู่ปีนัง เพื่อสั่งสอนพระสงฆ์ให้รู้ระเบียบการต่าง ๆ สักเดือนหนึ่งหรือสองเดือน หม่อมฉันรับปวารณาจะเลี้ยงดู เธอรับอาราธนาจะกระทำตาม เห็นจะเปนประโยชน์ได้มิมากก็น้อย
ในจดหมายของหม่อมฉันที่ถวายไปเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ได้ทูลถึงเรื่องที่จะไปชะวา ครั้นเมื่อส่งจดหมายฉะบับนั้นไปแล้วได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ตรัสประภาษถึงเรื่องที่หม่อมฉันจะไปชะวา จึงรู้สึกว่าทูลเรื่องนั้นซ้ำเปนสองหน ขอประทานโทษ.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประสูติ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๔๗ สิ้นพระชนม์ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๘๙ ↩
๒. ทรงหมายถึงจอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น ๕ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ประสูติ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๒๔ สิ้นพระชนม์ ๑๘ มกราคม ๒๔๘๗ ต้นราชสกุล “บริพัตร” ↩
วันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ดร
​บ้านซินนามอน ฮอลล์ ปีนัง
วันที่ ๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๗
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
ด้วยภราดร ฮีแล๑ จะไปยุโรป แวะมาเที่ยวเรี่ยไรสร้างอนุสสรณ์บาดหลวงออดันเบในเมืองปีนัง เลยมาลาหม่อมฉันด้วย แกบอกหม่อมฉันว่าเมื่อไปทูลลาท่านตรัสถึงเรื่อง พิธีตั้งสังฆราชโรมันคาโธลิคที่หม่อมฉันแต่งบันทึกถวายไป หม่อมฉันได้โอกาสจึงถามแก ถึงความที่ยังไม่เข้าใจบางข้อ แกบอกอธิบายแจ่มแจ้งดังจะทูลต่อไปนี้
ที่สังฆราชถอดหมวกและใส่หมวกบ่อย ๆ ในวลาทำพิธีถืออะไรเปนหลัก แกชี้แจงว่า เวลาสังฆราชทำการหรือสวดในหน้าที่เปนผู้แทนพระเปนเจ้าย่อมใส่หมวก ถ้าทำการนั้นแทนสัปรุษย่อมถอดหมวก หรือถ้าจะว่าอีกอย่างหนึ่ง เวลาเปนคนทรงของพระเปนเจ้าสั่งสอนสัปรุษย่อมใส่หมวก เวลาเปนผู้แทนสัปรุษเช่นขอพรพระเปนเจ้า ย่อมถอดหมวกดังนี้
สวด Mass หม่อมฉันแปลว่าทำวัตรนั้นถูกแล้ว สวดอีกอย่างหนึ่งข้างตอนท้ายที่ เรียกว่า เตเดียม Te Deum นั้น แกบอกอธิบายว่าเปนสวดอนุโมทนา
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านส่งวินิจฉัยของท่านเรื่อง น้ำยามกาลิกมาให้หม่อมฉัน บอกว่าด้วยรำลึกถึง อ่านสนุกชื่นใจดี หม่อมฉันเชื่อว่าท่านคงจะถวายท่านด้วยฉะบับ ๑ เหมือนกัน หม่อมฉันได้เขียนจดหมายตอบสนองวินิจฉัยของท่านไปฉะบับ ๑ มารู้สึกว่า มีทางที่จะพาประโยชน์เกื้อกูลความรื่นรมย์ได้ที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ขึ้นอีกทาง ๑ เผอิญหนังสือราย ๓ เดือนของสมาคม รอยัลเอเชียติกโซไซเอตี ที่ประเทศอังกฤษ ที่เขาส่งมาให้หม่อมฉันโดยฐานเปนสมาชิกกิตติมศักดิ์ฉะบับประจำ
เดือนเมษายน คฤสตศก ๑๙๓๔ มีเรื่องรัตนาวลีเปนคาถาภาษาสันสกฤต ซึ่งพระมหาเถรนาคารชุน ผู้ตั้งนิกายมหายาน แต่งถวายโอวาทพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ ๑ สังเกตตามคำแปลเปนภาษาอังกฤษดูเหมือนจะแต่งดี น่าจะถอดออกเปนภาษามคธแล้วแปลเปนภาษาไทย ถ้าหากอย่างแต่ก่อนก็ใช้เปนหนังสือพิมพ์แจกการงานได้เรื่อง ๑ หม่อมฉันจึงส่งไปถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ให้ท่านพิจารณา ด้วยเปนของแปลก๒
​หม่อมฉันจะลงเรือเมล์บริษัท P & O ชื่อ ราชปุตน ออกจากปีนังไปชะวาพรุ่งนี้เวลาเที่ยง หม่อมฉันกลับมาถึงปินังเมื่อใด จะมีโทรเลขทูลไปให้ทรงทราบ หวังใจว่าจะทรงเปนสุขสำราญดีอยู่ด้วยกันทั้งสมาชิกจิตรพง ทั้งปวง.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. ภราดรฮีแล หรือ ฟ.ฮีแลร์ เป็นชื่อทางศาสนาของฟรังซัวตูเออเนท์ อดีตครูโรงเรียนอัสสัมชัญ เกิด ๑๘ มกราคม ๒๔๒๓ ถึงแก่กรรม ๓ ตุลาคม ๒๕๑๑ ↩
๒. พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) ได้แปลจากภาษาสันสกฤตแล้วและได้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ↩
วันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ดร
​บ้านซินนามอน ฮอลล์ ปีนัง
วันที่ ๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
หม่อมฉันกลับจากชะวามาถึงปีนังเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ท่านคงจะทรงคาดได้ว่าหม่อมฉันมีเรื่องต่าง ๆ ที่จะทูลถวายรายงานในการที่ไปชะวาครั้งนี้หลายเรื่อง จะเปนกถามรรคสำหรับเขียนจดหมายถวายตามเคยได้หลายสัปดาหะ ส่วนคำให้การก็ตั้งต้นเขียนอยู่แล้ว รูปฉายาลักษณ์ที่ถ่ายมาก็มีมาก แต่ต้องการเวลาที่จะเรียบเรียงให้สำเร็จแล้วจึงจะส่งเข้าไปถวาย มีความลำบากอยู่อย่างหนึ่งด้วยเรื่องของฝากที่หามาจะต้องหาโอกาสฝากใครเข้าไปถวายให้ถึง อย่าให้ไปหายเสียกลางทาง ขอทูลแต่ว่าของที่หามาถวายฝากนั้นคงจะถูกพระอัธยาศัยเปนแน่นอน
ในจดหมายฉะบับนี้จะทูลแต่โครงการที่ไปคราวนี้ก่อน ฤกษ์ยาตราไม่สู้ดี ด้วยประจวบเวลาไอหวัดใหญ่มาถึงซินนามอนฮอล หม่อมฉันรู้สึกว่าจะเปนหวัดเมื่อก่อนออกเรือวัน ๑ พอเรือออกแล้วทั้งหม่อมฉันและหญิงพูนหญิงเหลือก็จับหวัดใหญ่ทั้ง ๓ คน พวกที่อยู่ยังซินนามอนฮอลก็เปนกันหลายคน แต่อาการไม่ร้ายแรงอันใด และ
ส่วนตัวหม่อมฉัน พออาการหวัดใหญ่ค่อยคลาย เกิดเปนลำเบโก ดูเหมือนเราเรียกกันว่าปัตคาดยึดที่เกลียวหลังทั้ง ๒ ข้าง แม้ไม่ถึงล้มหมอนนอนเสื่อก็ทำให้ไปไหนมาไหนลำบาก ต้องไปรักษากันที่เมืองบันดุงทั้ง ๓ คน แต่หมอเขามีดีมาก แม้มีอาการป่วยเช่นทูลมาติดตัวอยู่บ้างก็ได้เที่ยวเตร่ตามโปรแกรมไม่ติดขัดอันใด แต่เมื่อ
ไปอยู่ที่บันดุงออกเที่ยวเตร่ด้วยรถยนต์ ขับขึ้นเขาลงเขาวันละ ๓-๔ ชั่วโมง หลายวันเข้าทำให้เกิดรู้สึกว่าความชะราเปนเครื่องขัดขวางแก่การตรากตรำเสียแล้ว เพราะถ้าตรากตรำรู้สึกเหนื่อย ออกเพลียนานกว่าเวลาเมื่อยังหนุ่ม จึงตัดโปรแกรมไม่ไปถึงเกาะบาหลี ถึงกระนั้นก็ยอมทนนั่งรถไฟไปทาง ๘ ชั่วโมงจนถึงเมืองยกยา ได้ไปบูชาที่มหาเจดีย์พระพุทโธ ดังได้ถวายพระกุศลไปยังท่านด้วยทิ้งไปรษณีย์บัตรจากที่นั่น และได้ไปบูชาพระพุทธรูปเมนดุดแล้วเลยไปถึงปราสาทหินพรหมานันท์ ดูคราวนี้
สนุกกว่าคราวก่อน ๆ จะทูลรายงานในคราวอื่นต่อไป ถ้าว่าตามระยะเวลาที่ไป ออกจากปินังไปเรือ ๓ วันถึงเมืองบัตเตเวียค้างแรมอยู่คืน ๑ ไปแรมที่เมืองบุยเตนซ๊อกอีกคืน ๑ ต่อนั้นไปอยู่กับทูลกระหม่อมชายที่บันดุง ๑๓ วัน แล้วไปเมืองยกยาโสโล ๓ วัน กลับมาบันดุงอีก ๒ วัน พอช่วยงานวันประสูติทูลกระหม่อมชายแล้ว วันที่ ๓๐ ​มิถุนายนก็ขึ้นเครื่องบินจากเมืองบันดุงมาลงเรือที่เมืองบัตเตเวีย แล่นกลับมา ๕ วัน ได้แวะเมืองสิงคโปร์ เมืองมละกา เมืองกัวลาลัมปูร์ ในระยะทางก่อนกลับมาถึงปีนัง
คราวนี้จะยกเรื่องพิเศษมาทูลก่อนเรื่อง ๑ ดูเหมือนหม่อมฉันจะได้เคยทูลไปแล้ว ว่าไปชะวาคราวนี้คิดจะไปตรวจหูด้วย เพราะได้ยินว่าที่เมืองบันดุงมีหมอสำหรับรักษาหูตึง และมีเครื่องใส่หูให้ได้ยินสดวกขายด้วย เมื่อไปถึงสืบดูก็ได้จริงดังว่า มีหมอผู้ชำนาญการรักษาหูคน ๑ ชื่อหมอไฮด์ เปนหมอประจำพระองค์ของทูลกระหม่อมชายและสมเด็จหญิงน้อยอยู่ด้วย จึงได้ให้เขาตรวจ วิธีตรวจนั้นเขาให้น้ำมันไว้ให้หยอดหูวันละ ๒-๓ ครั้งอยู่ก่อน ๒ วัน ๆ ที่ ๓ เขาจึงลงมือตรวจ คือเอาน้ำฉีดเข้าไปในหู ขี้หู
และสิ่งอื่นๆ ที่กรังอยู่ในหูอ่อนยุ่ยเพราะน้ำมันที่หยอดอยู่แล้ว ก็หลุดไหลออกมาหมดจนหูสอาด เห็นแก้วหูได้ถนัด เขาเอาเครื่องไฟฟ้าส่องตรวจดูแก้วหูทั้ง ๒ ข้าง แล้วบอกว่าแก้วหูยังดีอยู่กว่าที่เขาคาด บอกอธิบายต่อไปว่าอาการหูตึงนั้นอาจจะเปนด้วยโรค เช่นเส้นประสาทพิการก็ได้อย่าง ๑ อาจจะเปนด้วยชะราก็ได้อย่าง ๑ ที่หูหม่อมฉันตึงนั้นไม่ใช่เป็นด้วยโรคภัยอันใด เปนด้วยความชะราเท่านั้นเอง ทีนี้ถึง
กระบวรทดลอง เอาซ่อมเหล็กคล้ายกับที่สำหรับเทียบเสียงเครื่องดนตรีมาดีดให้เกิดเสียง แล้วเที่ยวจี้ที่บ้องหูและตรงนั้นตรงนี้ ทดลองว่าได้ยินทั้งแก้วหูหรือไม่ แล้วทดลองด้วยวิธีให้ปิดหูเสียข้าง ๑ ให้คนยืนกระซิบตรงหูข้างที่เปิดทดลองว่าจะได้ยินไกลเพียงไหน ถ้าได้ยินก็ถอยห่างออกไปทุกทีจนกระทั่งถึงไม่ได้ยิน หูหม่อมฉันข้างซ้ายได้ยินไกลกว่าข้างขวา เมื่อทดลองเสร็จแล้วหมอจึงให้ความเห็นต่อไปดังนี้ว่าหูหม่อมฉันตึงด้วยความชะราจะรักษาให้หายไม่ได้ ถ้าใคร่จะให้ได้ยินถนัดเหมือนคน
หนุ่มจะต้องใช้เครื่องช่วย เครื่องช่วยหูตึงนั้นที่เปนอย่างดีล้วนใช้ไฟฟ้า ต้องใส่บัตเตรี่ไว้ในกระเป๋าติดตัวแล้วล่ามสายไปใส่ไมโครโฟนที่หู ถ้าหม่อมฉันทำเช่นนั้นก็จะได้ยินถนัดดี แต่ว่าตามความเห็นของหมอยังไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น เพราะหูหม่อมฉันไม่ใช่หูหนวกทีเดียวเปนแต่ได้ยินยากกว่าคนหนุ่ม อุปรมาเหมือนกับคนตาสั้นเห็นอะไรไม่สู้ชัดแต่ก็ยังเห็นได้ ถ้าใส่เครื่องไมโครโฟนจะได้ยินถนัดขึ้นเหมือนกับคนตาสั้นใส่แว่นตาเห็นชัดขึ้น แต่จะทำให้ต้องฟังไมโครโฟนเสมอไป เมื่อใช้เคยแล้วถ้าไม่
ใช้เมื่อใดก็จะรู้สึกรำคาญยิ่งกว่าที่เปนอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นขอให้หม่อมฉันชั่งใจดูเองว่าจะใช้ไมโครโฟนดี หรือยอมทนได้ยินยากหน่อยอย่างเดี๋ยวนี้ หม่อมฉันก็บอกในทันทีว่าหม่อมฉันสมัครยอมทน เพราะกิจการที่หม่อมฉันจะต้องใช้หูเปนสำคัญก็ไม่มีมากนัก หูตึงอย่างที่เปนอยู่ทุกวันนี้ ก็ไม่รำคาญมากมายเท่าใดนัก เห็นว่าถ้าใช้ไมโครโฟนจะลำบากกว่าได้ประโยชน์ หมอก็เลยอนุโมทนาว่าแกก็เห็นเช่นนั้นเหมือนกัน จึงเปนอันตกลงให้เปนไปอย่างเดิมดังทูลอธิบายมา
​เมื่อไปอยู่บันดุงอยู่ที่ตำหนักทูลกระหม่อมชาย กินอยู่มั่วสุมเปนอย่างครัวเดียวกัน พากันบ่นคิดถึงว่ายังขาดแต่ท่านอีกพระองค์ ๑ ถ้าได้ไปอยู่พร้อมกันจะรื่นรมย์ดีหนักหนา ที่จริงเมื่อได้ไปเห็นที่ประทับและความเปนอยู่ของเจ้านายที่ประทับอยู่ณบันดุง
ท่านสบายมาก ซื้อที่ข้างนอกเมืองเห็นจะห่างเมืองราวแต่พระบรมมหาราชวังไปถึงบ้านเจ้าพระยาเทเวศรฯ ที่คลองเตย ท่านสร้างตำหนักเรียงกันเปนหมู่ ตำหนักสมเด็จหญิงน้อยเรียก “ดาหาปาตี” ตำหนักทูลกระหม่อมชายเรียก “ประเสบัน” ตำหนักกรมหลวงทิพยรัตนฯ เรียก “ปัญจรากัน” ตำหนักหญิงประสงค์สมเรียก “สตาหมัน” มี
ฉนวนทางเดินติดต่อถึงกันไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใดอื่น แต่ข้อสำคัญนั้นอยู่ที่บันดุงอากาศดี หม่อมฉันได้ดูปรอตสังเกตทุกวัน อย่างหนาวเพียง ๗๓ ดีกรี อย่างร้อนเพียง ๘๐ ดีกรี ไม่สูงหรือต่ำกว่านั้นรู้สึกสบายดีมาก แต่เมื่อหม่อมฉันไปเข้าระดูแล้งแล้ว นัยว่าถ้าเปนระดูฝนบ่ายๆ ฝนตกทุกวัน แต่ก็ไม่ทำให้หนาวร้อนผิดกันกว่าระดูร้อน มีของแปลกอย่างหนึ่งที่ในห้องทรงพระอักษรของทูลกระหม่อมชาย ทำยกพื้นไว้ตอน ๑ บนนั้นมีระนาดเอกราง ๑ ฆ้องวง ๑ ระนาดทุ้มวง ๑ ที่ฝาแขวนขลุ่ย ซอสามสาย ซอ
อู้และซอด้วง เวลาเย็นค่ำทูลกระหม่อมชายทรงเครื่องดนตรีเหล่านี้เสมอทุกวัน นอกจากนั้นก็ทำสวนปลูกดอกไม้ทุกตำหนัก มีข้อรำคาญแต่สมเด็จหญิงน้อยนั้นมีอาการประชวรเรื้อรัง เปนโรควัคกะพิการอยู่ข้าง ๑ และโรคเวลาเปลี่ยนอายุเข้ามาประสมด้วย แต่ก็มีหมอที่ดีระวังรักษาอยู่เปนนิตย์ นัยว่ายากที่จะรักษาให้หายขาด แต่ก็ไม่ถึงน่ากลัวจะใกล้อันตราย เปนแต่ต้องระวังพระองค์อยู่เสมอ นอกจากนั้นดูสบายดีทุกพระองค์
หม่อมฉันขอฝากความระลึกถึงคุณโตและหลาน ๆ ด้วยทุกคน กำลังหาของจะฝากไปถวายเณรงั่วที่จะบวชเปนพระ หวังใจว่าจะหาส่งไปได้ทันงาน.
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โฆษณา