29 ม.ค. เวลา 02:56 • การเมือง

นิยามของความรักชาติกับผลประโยชน์ทางการเมือง

ถ้าเราไม่สนใจการเมือง
เราจะไม่เข้าใจผลประโยชน์อันแท้จริงของชาติ
และเราก็ไม่เข้าใจว่าเรากำลังรับใช้ใคร
เราอาจหลอกว่าพลีชีพเพื่อชาติได้
แต่แท้จริงคือรับใช้คนกลุ่มน้อย
ที่ขูดรีดผลประโยชน์มหาศาล
พระยามานวราชเสวี (ยง เสฐียรโกเศศ)
ช่วงนี้เห็นนักการเมืองพรรคหนึ่งพยายามหาเสียงด้วยการให้เลือกฝ่าย ระหว่างฝ่ายรักชาติ กับฝ่ายไม่รักชาติ...
ทำให้นึกถึงเรื่องผลประโยชน์อันแท้จริงของชาติ ที่พระยาอนุมานราชธน ได้เคยกล่าวไว้และสะท้อนให้เห็นว่า หากเราไม่สนใจการเมืองเราอาจถูกผู้นำและนักการเมืองหลอก ด้วยคำพูดสวยหรูว่าตนรักชาติกว่าใคร แต่แท้จริงกลับใช้เรื่องความรักชาติเป็นเกราะกำบังตนเองในการทุจริตคอรัปชั่นและเอารัดเอาเปรียบประชาชน
บ้างที่เราอาจต้องย้อนถามนักการเมืองเหล่านั้น กลับไปว่าแท้จริงแล้วชาติในความเข้าใจของเขานั้นคืออะไร ?
แล้ว “ประชาชน” อย่างเราอยู่ในสมการของคำว่า ”ชาติ“ ในความนิยามของพวกเขาอย่างไร ?
ในทางกลับกัน มิติของรัฐชาติสมัยใหม่ "ชาติ" กลับไม่ใช่เพียงแค่แผ่นดิน แต่คือ "ชุมชนจินตกรรม" ที่ประชาชนนิยามตนเองว่ามีความผูกพันร่วมกัน ในฐานะ "เจ้าของอำนาจอธิปไตย" ไม่ใช่เพียงแค่ผู้อาศัย ดังนั้น รัฐชาติ จึงดำรงอยู่ได้ด้วยความชอบธรรมที่มาจากประชาชน
ด้วยเหตุนี้ความเป็นชาติจึงถูกสะท้อนผ่านสิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของประชาชนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกลไกต่างตอบแทน ตาม “ทฤษฏีสัญญาประชาคม” ซึ่ง “รัฐ” จะมีหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัย สวัสดิการ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ขณะที่ “ประชาชน” จะยินยอมสละสิทธิบางประการของตน เพื่ออยู่ภายใต้กฎหมายและการปกครองของรัฐ
จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า “ประชาชน” คือองค์ประกอบที่มีชีวิตของ ”ชาติ“ ชาติที่ไม่มีประชาชน คือ ความว่างเปล่า ส่วนประชาชนที่ไม่มีชาติ คือกลุ่มคนที่ขาดเกราะคุ้มกันทางสิทธิและสถานะทางกฎหมายในเวทีโลก
ดังนั้น ทั้งสองสิ่งจึงเป็น "เนื้อเดียวกันในทางนิติรัฐ" หากเราจะบอกว่ารักชาติ ก็ต้องนึกถึงผลประโยชน์ของประชาชนไว้เป็นที่ตั้งด้วยเสมอ...
โฆษณา