29 ม.ค. เวลา 03:53 • ท่องเที่ยว

2569 = ปีแห่งเทคโนโลยี วิเคราะห์ระบบการจองที่โรงแรมต้องมี

ปี 2569 กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญของอุตสาหกรรมโรงแรม ไม่ใช่แค่เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่เพราะ “เทคโนโลยี” ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดว่าโรงแรมไหนจะได้เปรียบ
พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเร็ว การจองห้องพักไม่ได้เกิดจากช่องทางเดียวอีกต่อไป นักท่องเที่ยวค้นหาที่พักจากหลายแพลตฟอร์ม เปรียบเทียบราคา อ่านรีวิว และตัดสินใจภายในเวลาอันสั้น โรงแรมที่ยังใช้ระบบจองแบบแยกส่วน หรือจัดการหลังบ้านด้วยมือ กำลังเสี่ยงเผชิญปัญหาโดยไม่รู้ตัว
ระบบการจอง = หัวใจของรายได้โรงแรมยุคใหม่
ในอดีต ระบบจองอาจเป็นเพียงเครื่องมือรับจองห้องพัก แต่ในปัจจุบัน ระบบการจองได้กลายเป็น เครื่องมือบริหารรายได้ (Revenue Engine) อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมในการดำเนินงานและผลประกอบการในแต่ละวัน โรงแรมส่วนใหญ่จึงจำเป็นต้องมีไว้ช่วยบริหารโรงแรม เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
โรงแรมที่มีระบบไม่พร้อม มักเจอปัญหาเดิม ๆ เช่น
- ราคาไม่ตรงกันในแต่ละช่องทาง
- ห้องว่างแต่ขายไม่ทัน
- พึ่งพา OTA สูง ต้นทุนค่าคอมมิชชั่นเพิ่ม
- ไม่รู้พฤติกรรมลูกค้าอย่างแท้จริง และอีกมากมาย
ระบบการจองที่โรงแรมควรมีในปี 2569
1. Booking Engine ที่ใช้งานง่าย และขายได้จริง
ระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ลูกค้าจองห้องพักหรือบริการต่างๆ ได้โดยตรงผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของโรงแรม โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง (OTA) หากโรงแรมมีระบบนี้ เว็บไซต์โรงแรมจะไม่เป็นแค่หน้าข้อมูลอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “หน้าร้าน” ที่สามารถปิดการขายได้ทันที
Booking Engine ที่ดีควร :
- รองรับมือถือ 100%
- ขั้นตอนจองสั้น ไม่ซับซ้อน
- แสดงราคาและโปรโมชันชัดเจน
- เชื่อมต่อระบบชำระเงินได้หลากหลาย
💡 นักท่องเที่ยวจำนวนมาก “ค้นหาผ่าน OTA แต่จบที่เว็บไซต์โรงแรม” หากระบบจองไม่พร้อม โอกาสก็หลุดทันที
2. Channel Manager เพื่อคุมราคาและสต๊อกแบบเรียลไทม์
เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณจัดการข้อมูลห้องพักบน OTA ที่คุณไปฝากขายได้ง่ายขึ้น โดยใช้รูปแบบ Pooled inventory model แชร์ห้องว่างเท่ากันในแต่ละแพลตฟอร์ม ทำให้สามารถอัพเดทข้อมูลทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วจากที่เดียว เพราะในยุคที่โรงแรมขายผ่านหลายช่องทาง การอัปเดตราคาและจำนวนห้องแบบ Manual คือความเสี่ยงโดยตรง
Channel Manager ช่วย:
- ป้องกัน Overbooking
- คุม Rate Parity ให้สม่ำเสมอ
- ปรับราคาพร้อมกันทุกช่องทางในคลิกเดียว
- ประหยัดเวลาและลด Human Error
3. PMS ที่ไม่ใช่แค่ระบบหน้าฟรอนต์
Property Management System ในปี 2569 ต้องมากกว่าแค่เช็กอิน–เช็กเอาต์ เพราะ PMS คือ ระบบการจัดการงานส่วนหน้าในโรงแรม ช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมในการดำเนินงานและผลประกอบการในแต่ละวัน ทุกโรงแรมจึงจำเป็นต้องมีไว้ช่วยบริหารโรงแรม เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
PMS ที่ดีควร:
- เชื่อมต่อ Booking Engine และ Channel Manager
- ดูข้อมูล Occupancy และ Revenue แบบเรียลไทม์
- ช่วยวางแผนกำลังคน (Staff Planning)
- เก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเพื่อใช้ต่อยอด
💡 ข้อมูลเหล่านี้คือฐานสำคัญของการทำ Revenue Management และการตลาดในระยะยาว
4. ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Data & Insight)
ซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์มที่ช่วยจัดการข้อมูลการจองจากหลายช่องทาง เพื่อให้ธุรกิจเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า, ปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มรายได้ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น จำนวนการจอง, อัตราการยกเลิก, ช่วงเวลาที่นิยมจอง และที่มาของลูกค้า โดยมักทำงานร่วมกับระบบ PMS หรือ CRS(Central Reservation System) เพื่อให้เห็นภาพรวมการดำเนินการทั้งหมด
ระบบการจองควรตอบคำถามให้โรงแรมได้ เช่น
- ลูกค้าจองล่วงหน้ากี่วัน
- ช่วงไหนควรปรับราคา
- ห้องประเภทไหนขายดีที่สุด
- โปรโมชันแบบไหนปิดการขายได้จริง
5. เทคโนโลยีเสริม: AI และ Automation
โรงแรมเริ่มนำ AI มาใช้จริงเพื่อปรับกระบวนการทำงานให้แม่นยำขึ้น และลดภาระงานซ้ำซ้อนของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็น
- AI Chatbot ตอบคำถามลูกค้า 24 ชม.
- Personalized Recommendation ระบบแนะนำห้องพักหรือโปรโมชันอัตโนมัติ
- Dynamic Pricing ใช้วิเคราะห์ข้อมูลการแข่งขันและพฤติกรรมลูกค้าเพื่อปรับราคาห้องพักแบบเรียลไทม์
💡 เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มาแทนคน แต่ช่วยให้ทีมงานโฟกัสกับ “ประสบการณ์ของแขก” ได้มากขึ้น
โฆษณา