Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
TrendRider
•
ติดตาม
3 ชั่วโมงที่แล้ว • สุขภาพ
🦠🌏 "ไวรัสนิปาห์" เขย่าเอเชีย ทำไมการระบาดในอินเดียถึงทำให้โลกผวา?
🚨 สัญญาณเตือนจากอินเดีย: ผู้ติดเชื้อไม่มาก แต่ความเสี่ยงสูง
เมื่อช่วง ปลายเดือนธันวาคม 2568 ต่อเนื่องถึงปลายมกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขอินเดียยืนยันพบผู้ติดเชื้อ Nipah virus จำนวน 2 ราย ในรัฐเวสต์เบงกอล โดยรายงานอย่างเป็นทางการเปิดเผยเมื่อ วันพุธที่ 28 มกราคม 2569 (ตามเวลาอินเดีย)
แม้ตัวเลขจะน้อย และผู้สัมผัสเสี่ยงเกือบ 200 รายตรวจไม่พบเชื้อ แต่ประเด็นที่ทำให้ทั่วโลกจับตา คือ ผู้ติดเชื้อทั้ง 2 เป็นบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเดียวกัน
ในเชิงระบาดวิทยา นี่คือ “สัญญาณอ่อนไหว” เพราะบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยที่ยังไม่ถูกวินิจฉัย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงการเดินทางข้ามประเทศขนาดใหญ่ที่สุดช่วงหนึ่งของโลก ยิ่งเพิ่มระดับความกังวล
🧠 Nipah virus คืออะไร? ทำไมถึงถูกจัดเป็นไวรัสอันตราย
"Nipah" เป็นไวรัสจากสัตว์สู่คน (Zoonotic) โดยมี ค้างคาวกินผลไม้ เป็นแหล่งรังโรคหลัก
เชื้อสามารถติดต่อได้ 3 ทางหลัก ได้แก่ จากสัตว์สู่คน จากอาหารปนเปื้อน และจากคนสู่คนโดยการสัมผัสใกล้ชิด
จุดที่ทำให้โลก “กลัว” ไม่ใช่เพราะมันแพร่เร็วเหมือนโควิด แต่เพราะ อัตราการเสียชีวิตสูงมากถึง 40-75%
อาการรุนแรงสามารถพัฒนาอย่างรวดเร็วจากไข้และปวดศีรษะ ไปสู่ สมองอักเสบเฉียบพลัน (Encephalitis) และโคม่าในเวลาเพียง 24-48 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม นักระบาดวิทยาย้ำว่า ค่า R₀ ของ Nipah มักต่ำกว่า 1
หมายความว่า เชื้อแพร่ต่อได้ยากในวงกว้าง จึงมีโอกาสกลายเป็น “โรคระบาดใหญ่” ต่ำ แต่หากหลุดเข้าโรงพยาบาลหรือชุมชนเปราะบาง ความเสียหายจะสูงมาก
🌍 บทเรียนจากอดีต: Nipah เคยสร้างฝันร้ายที่ไหนบ้าง
การระบาดครั้งแรกในปี 2541-2542 ที่มาเลเซียและสิงคโปร์ คร่าชีวิตผู้คนกว่า 100 ราย จากการติดเชื้อในหมู
ต่อมา ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และอินเดีย พบการระบาดเป็นระยะ โดยเฉพาะในบังกลาเทศที่เชื่อมโยงกับ น้ำตาลโตนดสดปนเปื้อนน้ำลายค้างคาว
สำหรับอินเดีย เคยมีเหตุการณ์ใหญ่ในเมือง Siliguri รัฐเวสต์เบงกอล เมื่อปี 2544 ซึ่ง 75% ของผู้ติดเชื้อเป็นบุคลากรและผู้มาเยี่ยมโรงพยาบาล
นั่นทำให้กรณีล่าสุดในปี 2568-2569 ถูกมองว่า “ย้อนรอยประวัติศาสตร์” แม้จะเกิดขึ้นหลังเงียบหายไปหลาย 10 ปี
✈️ เอเชียขยับก่อน: คุมเข้มสนามบินรับตรุษจีน
หลังข่าวการระบาด ประเทศในเอเชียหลายแห่ง เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเนปาล เร่งเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารจากประเทศเสี่ยง
ไทยถึงขั้นจัด จุดจอดพิเศษ สำหรับเที่ยวบินจากพื้นที่ที่พบ Nipah พร้อมใช้ เครื่องสแกนอุณหภูมิ และแบบฟอร์มสุขภาพ
จีนเองยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่สื่อรัฐเตือนถึงความเสี่ยงจาก “เคสนำเข้า”
บนโซเชียลมีเดียจีน ความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยหลายคนยังมีแผลเป็นจากประสบการณ์โควิด-19
💉 วัคซีนยังไม่มี โลกจึงต้องพึ่งการป้องกัน
ปัจจุบันยัง ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ สำหรับ Nipah
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ระบุว่า การรักษาทำได้เพียงประคับประคอง ส่วนยาต้านไวรัสอย่าง Ribavirin และ Remdesivir ยังอยู่ในระดับข้อมูลจำกัด
มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดเริ่มทดลองวัคซีนในบังกลาเทศ ระยะที่ 2 เมื่อ ธันวาคม 2568 ถือเป็นสัญญาณบวกในระยะยาว
แต่ในระยะสั้น การควบคุมโรคยังต้องอาศัย สุขอนามัย การคัดกรอง และมาตรการในโรงพยาบาล เป็นหลัก
🧭 ทำไมโลกถึง “กลัว” ทั้งที่ยังไม่ระบาดหนัก
ความกลัวต่อ Nipah ไม่ได้มาจากจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่เกิดจากการผสมกันของ 3 ปัจจัย
1. อัตราเสียชีวิตสูง
2. ไม่มีวัคซีน
3. ความทรงจำของโลกจากโควิด-19
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า Nipah ไม่ใช่โควิด
มันแพร่ช้ากว่า ควบคุมได้ด้วยมาตรการเฉพาะจุด และไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การล็อกดาวน์ หากรัฐสื่อสารอย่างโปร่งใสและตอบสนองเร็ว
🔎 บทสรุปส่งท้าย
Nipah virus ไม่ใช่โรคที่ควรตื่นตระหนก แต่เป็นโรคที่ “ห้ามประมาท”
กรณีเวสต์เบงกอลคือบททดสอบระบบเฝ้าระวังของเอเชียในยุคหลังโควิด ว่าโลกจะจัดการความเสี่ยงใหม่ได้ดีเพียงใด โดยไม่ปล่อยให้ความกลัวนำหน้าความจริง
🔖 Hashtags
#NipahVirus #โรคอุบัติใหม่ #สาธารณสุขโลก #India #ตรุษจีน #สุขภาพโลก #EpidemicRisk #TrendRider
ข่าวรอบโลก
ธุรกิจ
การลงทุน
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย