3 ชั่วโมงที่แล้ว • คริปโทเคอร์เรนซี

จับตา Bitcoin-Ethereum ดิ่ง 6–7% พร้อมกันวินาทีต่อวินาที!

แรงขายอัลกอริทึม–ปิดเลเวอเรจเขย่าตลาด คริปโตกำลังสะท้อนความปั่นป่วนของตลาดโลก?
ปลายเดือนมกราคม 2569 สกุลเงินดิจิทัลหลักอย่าง Bitcoin (BTC) และ Ethereum (ETH) ปรับตัวลดลงแรงประมาณ 6–7% ภายในวันเดียว
สิ่งที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษคือ ราคาของทั้งสองเหรียญ ปรับลงพร้อมกันอย่างใกล้เคียงกันมาก จนแทบจะ “overlap กันวินาทีต่อวินาที” ซึ่งสะท้อนว่าแรงขายไม่ได้เกิดแบบกระจัดกระจาย แต่เป็นแรงเทขายในวงกว้างของตลาดคริปโต และมักเกิดขึ้นเมื่อมีคำสั่งขายจำนวนมากถูกกระตุ้นพร้อมๆ กัน ทั้งในเหรียญหลักและเหรียญขนาดใหญ่
ในหลายกรณี การปรับลงลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับ อัลกอริทึมการเทรด (algorithmic trading) ที่ถูกทริกเกอร์เมื่อราคาหลุดระดับสำคัญ ส่งผลให้เกิดแรงขายต่อเนื่องอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือ ราคาทองคำเองก็ปรับลงจากระดับสูงสุดเช่นกัน (ทองคำลดลงราว 1–4% หลังทำจุดสูงสุดของเดือน) ทำให้คำอธิบายว่าเหตุการณ์นี้เป็นการ “หนีความเสี่ยง” (risk-off) เพียงอย่างเดียว อาจไม่สะท้อนภาพทั้งหมด เพราะทั้งสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ปลอดภัยต่างก็ปรับฐานพร้อมกัน สะท้อนว่ามีแรงกดดันในระดับโครงสร้างตลาดโดยรวมมากกว่าปัจจัยเฉพาะกลุ่ม
สาเหตุที่ “อาจ” ทำให้ราคาเงินดิจิทัลทั้งสองปรับลง
1. การบังคับปิดสถานะทั่วตลาด
แม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขการบังคับปิดสถานะ (liquidation) แบบรายวันอย่างเป็นทางการสำหรับวันที่ 30 ม.ค. 2569 แต่สื่อและนักวิเคราะห์ตลาดคริปโตส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การร่วงลงของราคา Bitcoin และ Ethereum ในช่วงปลายเดือนมกราคม เกิดจากแรงขายที่ถูกบังคับจากนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจสูง รวมถึงการทยอยปิดสถานะเก็งกำไร ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับแรงขายขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน
2. แรงกดดันจากโครงสร้างตลาดการเงินโลก
ภาพรวมตลาดการเงินโลกในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 มีความผันผวนและแรงกดดันหลายด้าน แม้ว่าจะไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดจะเกิดขึ้นตรงวันที่ราคาคริปโตปรับลง แต่มีทิศทางที่สอดคล้องกัน โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลง จากแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี เช่น Microsoft และภาวะความไม่แน่นอนของผลประกอบการกลุ่มซอฟต์แวร์ ซึ่งส่งผลให้ผู้ร่วมตลาดปรับลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยงบางส่วน
นอกจากนี้ ตลาดเอเชียและดัชนีทั่วโลกก็มีความผันผวนในช่วงนั้น สะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดการเงินกว้างอาจส่งผลกระทบเชื่อมโยงกับแรงขายคริปโต เช่น Bitcoin และ Ethereum ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
3. ความกลัวที่ก่อตัวขึ้นในหมู่นักลงทุน
ดัชนี Fear and Greed Index ของ CoinMarketCap ซึ่งใช้วัดอารมณ์ตลาดคริปโตในช่วง 0–100 (ค่ายิ่งต่ำยิ่งสะท้อนความกลัว) ปรับลดลงต่อเนื่องจากระดับใกล้ 50 ในช่วงกลางเดือนมกราคม มาอยู่ที่ประมาณ 28 ในช่วงปลายเดือน การลดลงของดัชนีดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น และความต้องการลดความเสี่ยงโดยรวมในตลาดลดลงอย่างชัดเจน
นักวิเคราะห์มองแนวรับ–แนวต้านสำคัญอยู่ที่จุดไหน?
นักวิเคราะห์และโบรกเกอร์เชิงเทคนิคหลายรายประเมินกรอบแนวรับ–แนวต้านไว้ดังนี้
Bitcoin: ตามการวิเคราะห์จาก CryptoNews ระบุว่า หาก Bitcoin ยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าโซนกลางของระดับ 90,000 ดอลลาร์ การดีดตัวขึ้นมีแนวโน้มเป็นเพียง “การดีดพัก” มากกว่าการกลับเป็นขาขึ้นเต็มตัว โดยแนวรับที่ตลาดให้ความสำคัญถัดไปอยู่ในช่วงประมาณ 80,000 ดอลลาร์
ขณะเดียวกัน เทรดเดอร์รุ่นใหญ่ อย่าง Peter Brandt เตือนว่า หากแรงขายยังไม่คลี่คลาย ราคา Bitcoin อาจมีความเสี่ยงปรับลงไปในกรอบ 58,000–62,000 ดอลลาร์ ในกรณีที่สถานการณ์เลวร้ายกว่าคาด ด้านขาขึ้นนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า Bitcoin จำเป็นต้องกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 100,000 ดอลลาร์ ให้ได้อย่างชัดเจน จึงจะฟื้นโมเมนตัมเชิงบวก
Ethereum: จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคของ CoinCodex ระบุว่า แนวรับสำคัญของ Ethereum อยู่ที่ 2,938.11 / 2,855.18 / 2,810.19 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านหลักอยู่ที่ 3,066.04 / 3,111.03 / 3,193.96 ดอลลาร์ ตามลำดับ
สรุป
การร่วงลงพร้อมกันของ Bitcoin และ Ethereum ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ไม่ได้สะท้อนปัจจัยลบเฉพาะด้านคริปโตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการคลี่คลายตำแหน่งเก็งกำไรที่ใช้เลเวอเรจสูง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลกและความระมัดระวังของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น
ในระยะสั้น ตลาดยังมีความผันผวนสูง และราคายังคงถูกกำหนดโดยแนวรับ–แนวต้านสำคัญเป็นหลัก ขณะที่ในระยะกลาง นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามทั้งโครงสร้างตลาดคริปโตเอง และสภาพแวดล้อมทางการเงินโลกควบคู่กันไป เพราะความเชื่อมโยงระหว่างคริปโตกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ชัดเจนมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
โฆษณา