30 ม.ค. เวลา 07:37 • ความคิดเห็น
ลองอ่านบทความนี้แล้วพิจารณาดูนะคะ
⚠️ ระเบิดเวลาใต้ภูเขาน้ำแข็ง! ทำไม ประกันสังคมกำลังจะเจ๊ง?
.
สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ นักลงทุนทุกคน
.
วันนี้จะมาถอดรหัสเรื่องใหญ่ที่ใกล้ตัวคนทำงานอย่างเรามากที่สุด เรื่องที่หลายคนมองข้ามแต่มีความเสี่ยงระดับวิกฤตซ่อนอยู่
.
นั่นคือ "อนาคตของกองทุนประกันสังคม" ค่ะ
.
ซึ่งเป็นเรื่องที่น้อง ไอซ์ รักชนก เพิ่งออกมาพูดไปอีกรอบเมื่อวาน (บอกอีกรอบ แอดไม่ได้เข้าข้างประกันสังคม ไม่เคยห้ามด่า เรื่องที่ด่าอยู่ จะด่าก็ด่าไป แต่เรื่องนี้ใหญ่กว่า และควรแก้มาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครแก้ เพราะอะไรเดี๋ยวอ่านด้านล่างสุด)
.
พวกเราเห็นตัวเลขสินทรัพย์กองทุนประกันสังคมที่ดูมหาศาลระดับ 2.6 – 2.8 ล้านล้านบาทแล้วอาจจะรู้สึกอุ่นใจใช่ไหมคะ ว่าเงินเกษียณเราคงปลอดภัย
.
แต่ต้องขอบอกความจริงที่น่าตกใจว่า ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งแห่งความมั่งคั่งนี้ กำลังซุกซ่อน ระเบิดเวลาทางคณิตศาสตร์ ลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายระบบสวัสดิการของประเทศ ถ้าเราไม่รีบกู้ระเบิดลูกนี้กันตั้งแต่ตอนนี้ค่ะ
.
🚨 ภาพลวงตาของความมั่งคั่ง: เมื่อตัวเลขในบัญชีไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด
.
หัวใจสำคัญของการเข้าใจปัญหานี้ ไม่ใช่การดูว่าวันนี้กองทุนมีเงินเท่าไหร่ แต่ต้องดูว่าในอนาคตกองทุนมีภาระต้องจ่ายคืนเราเท่าไหร่ (Future Liabilities) ค่ะ
.
เมื่อนำสองตัวเลขนี้มาหักลบกัน สิ่งที่พบคือสถานะ หนี้สินที่ไม่มีทุนรองรับ (Unfunded Liabilities)
.
หรือพูดง่ายๆ ว่าเงินที่มีอยู่บวกกับเงินที่จะเก็บได้ในอนาคต มันไม่พอจ่ายคืนพวกเราทุกคนค่ะ
.
ผู้เชี่ยวชาญจากทั้ง ILO และ TDRI คำนวณออกมาตรงกันเลยค่ะว่า ภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า หรือประมาณต้นทศวรรษ 2030 (พ.ศ. 2573 เป็นต้นไป) กองทุนจะเข้าสู่ภาวะกระแสเงินสดติดลบ (Cash Flow Deficit) เป็นครั้งแรก
.
นั่นแปลว่าเงินที่เก็บจากพวกเราคนทำงาน กับผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละปี จะเริ่มน้อยกว่าเงินบำนาญที่ต้องจ่ายให้คนเกษียณ
.
👉🏻 เมื่อถึงจุดนั้น กองทุนจะต้องเริ่มควัก "เงินต้น" หรือเงินสะสมเก่าออกมาใช้ เปรียบเหมือนเราเริ่มกินบุญเก่า กัดเนื้อตัวเองไปเรื่อยๆ
.
และเมื่อเริ่มกัดเนื้อตัวเอง มันจะหมดลงเร็วมากแบบทวีคูณ (Exponential Decay) ค่ะ เพราะฐานเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยรับก็น้อยลงตาม ในขณะที่คนแก่เพิ่มขึ้น คนรับบำนาญเพิ่มขึ้น
.
แบบจำลองคณิตศาสตร์ชี้ชัดเลยว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใด เงินกองทุนที่มีเป็นล้านล้านนี้จะ “หมดเกลี้ยง" (Depleted) ภายในปี พ.ศ. 2597 (ค.ศ. 2054) หรืออีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า
.
ถึงวันนั้นระบบจะล้มละลายทางเทคนิคทันที ไม่มีเงินเหลือพอจ่ายบำนาญตามสัญญาค่ะ
.
‼️สมการที่ผิดพลาด: สัญญาไว้เยอะ แต่เก็บเงินจริงนิดเดียว
.
ปัญหานี้เริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบแล้วค่ะ สูตรคำนวณบำนาญของเราใจดีมาก กำหนดว่าถ้าส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้บำนาญเริ่มต้น 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย และบวกเพิ่มให้อีก 1.5% ทุกๆ 1 ปีที่ส่งเกิน
.
ฟังดูดีสำหรับคนรับสิทธิ แต่ในมุมนักคณิตศาสตร์ประกันภัย นี่คือ "คำมั่นสัญญาที่เกินตัว" (Over-promising) ค่ะ
.
ถ้าเราลองกดเครื่องคิดเลขดู จะพบความจริงที่น่าทึ่ง (และน่ากลัวสำหรับกองทุน) ค่ะว่า สุดท้ายแล้ว ผู้ประกันตน 1 คน จะได้รับเงินกลับคืนจากประกันสังคม มากกว่าเงินที่เราควักกระเป๋าจ่ายสมทบไปจริงๆ
.
ยิ่งถ้าเราดูแลตัวเองดี อายุยืนยาว หรือพูดภาษาบ้านๆ ว่า "ยิ่งตายช้า ก็ยิ่งกำไร" ค่ะ เพราะระบบนี้การันตีจ่ายบำนาญให้เราตลอดชีพ (Lifetime Defined Benefit) ไม่ว่าเงินต้นที่เราส่งมาจะหมดไปตั้งนานแล้วหรือไม่ กองทุนก็ยังต้องจ่ายให้เราจนกว่าจะเสียชีวิต
.
นี่คือสาเหตุว่าทำไมยิ่งคนไทยอายุยืนขึ้น กองทุนยิ่งขาดทุนหนักขึ้น
.
ลองคิดดูนะคะ เราจ่ายเงินสมทบรวมกันแค่ 10% (ลูกจ้าง 5% + นายจ้าง 5%) แถมเงิน 10% นี้ยังต้องแบ่งไปใช้สิทธิประโยชน์อื่นๆ อย่างเจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงานอีก เหลือเข้ากองทุนชราภาพจริงๆ น้อยมาก
.
ในขณะที่ประเทศอื่นที่มีระบบบำนาญเข้มแข็ง เขาเก็บเงินสมทบกันที่ 15-20% ค่ะ
.
ความไม่สมดุลนี้ทำให้เกิดช่องว่างทางการคลังที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกปี ยิ่งตอนนี้คนรุ่นแรกที่ส่งเงินครบ 15 ปีเริ่มเกษียณแล้ว เงินไหลออกกำลังจะพุ่งเป็นกราฟขาขึ้น ในขณะที่คนจ่ายเงินรุ่นใหม่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
.
🌊 สึนามิประชากร: เมื่อคนทำงานแบกรับไม่ไหว
.
ปัจจัยที่น่ากลัวที่สุดและเราควบคุมไม่ได้ คือ "โครงสร้างประชากร" ค่ะ
.
ประเทศไทยเราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว (คนแก่เกิน 20%) และเรากำลังจะพุ่งไปสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super-Aged Society) ภายในปี 2578 หรืออีกแค่ 10 ปีข้างหน้า
.
สาเหตุเพราะเด็กเกิดใหม่น้อยมาก อัตราการเจริญพันธุ์เหลือแค่ 1.16 คน (ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 2.1 มาก) ทำให้ฐานคนทำงานที่จะเข้ามาเติมเงินในระบบหดตัวลงอย่างน่าใจหาย
.
ตัวเลขที่อยากให้ดูคือ "อัตราส่วนพึ่งพิง" (Dependency Ratio) ค่ะ
.
ปี 2567 นี้ เรามีคนทำงาน 3 คน ช่วยกันจ่ายเงินเลี้ยงดูคนเกษียณ 1 คน (3:1) ก็ดูพอไหวนะคะ
.
แต่การคาดการณ์บอกว่าภายในปี 2587 (ค.ศ. 2044) อัตราส่วนนี้จะเหลือแค่ 2:1 ค่ะ หรือ คนทำงานแค่ 2 คนต้องแบกคนเกษียณ 1 คน
.
ลองจินตนาการดูว่าคนทำงานรุ่นลูกหลานเราจะต้องจ่ายเงินสมทบหนักขนาดไหนถึงจะพยุงระบบนี้ไว้ได้ ถ้าไม่เพิ่มเงินเก็บ ก็ต้องตัดลดบำนาญคนแก่ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เจ็บปวดทั้งคู่
.
⚠️ กับดักเพดานค่าจ้าง 15,000 บาท: การแช่แข็งที่กัดกร่อนอนาคต
.
อีกหนึ่งแผลลึกเชิงโครงสร้างคือ เพดานค่าจ้าง 15,000 บาท ค่ะ ตัวเลขนี้ถูกกำหนดมาตั้งแต่ปี 2534 (ค.ศ. 1991) ไม่เคยปรับขึ้นเลยมา 30 กว่าปีแล้ว
.
ลองนึกภาพเงิน 15,000 บาทสมัยนั้นกับสมัยนี้สิคะ มูลค่าต่างกันฟ้ากับเหว
.
การตรึงเพดานนี้ไว้ทำให้กองทุนเสียโอกาสเก็บเงินจากคนรายได้สูง และในขณะเดียวกัน คนที่มีเงินเดือนสูงๆ (เช่น 50,000 หรือ 100,000 บาท) ก็ได้รับความไม่เป็นธรรม เพราะเวลาเกษียณ บำนาญจะถูกคิดจากฐาน 15,000 บาทเท่านั้น
.
ทำให้ได้บำนาญสูงสุดแค่เดือนละไม่กี่พันบาท ไม่พอกินพอใช้ จนทำให้คนชั้นกลางรู้สึกว่าประกันสังคม "ไม่คุ้มค่า"
.
นอกจากนี้ เกณฑ์อายุเกษียณที่ 55 ปี ก็ถือว่า "เด็กเกินไป" ในยุคที่คนไทยอายุยืนถึง 80 ปีค่ะ
.
การให้เกษียณเร็วแปลว่ากองทุนต้องเลี้ยงดูคนคนหนึ่งนานถึง 25-30 ปี ทั้งที่เขาอาจจะส่งเงินสมทบมาแค่ 20-30 ปี สมการนี้ยังไงก็ไปไม่รอดค่ะ
.
ยิ่งคนอายุยืนขึ้น (Longevity Risk) ภาระของกองทุนก็ยิ่งทวีคูณ
.
📊 การลงทุนที่ "Play Safe" จนกลายเป็นความเสี่ยง
.
ทีนี้มาดูฝั่งการหาเงินของกองทุนบ้างค่ะ แม้จะมีเงินลงทุนเยอะ แต่ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ทำได้เฉลี่ยเพียง 2.8% - 3.3% ต่อปี (ของจริงอาจจะน้อยกว่านั้นอีก) ซึ่งถือว่า "สอบตก" เมื่อเทียบกับเป้าหมายความยั่งยืนที่ควรทำให้ได้ 5-6% ค่ะ
.
สาเหตุเพราะเราเน้นความปลอดภัยมากเกินไป (Ultra-Conservative) ลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้ถึง 60-70% ซึ่งผลตอบแทนมักจะแพ้เงินเฟ้อในระยะยาว กลายเป็นการ "Play Safe จนเสี่ยง" เพราะมูลค่าเงินที่แท้จริงลดลงเรื่อยๆ
.
แต่ล่าสุดคือ สำนักงานประกันสังคมเริ่มขยับตัวแล้วค่ะ กับแผน SAA Phase 2 ที่ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้นไทย หุ้นโลก อสังหาฯ) ให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะปรับสัดส่วนสินทรัพย์มั่นคงต่อสินทรัพย์เสี่ยงให้เป็น 60:40 หรือ 50:50 ภายในปี 2570 เพื่อเร่งหาผลตอบแทนมาชดเชย ซึ่งแน่นอนว่าความผันผวนจะตามมา แต่เป็นยาขมที่จำเป็นต้องกินค่ะ
.
⚠️ ทางออกและการปฏิรูป: ยาแรงที่ต้องกลืน
.
ถ้าเราไม่อยากเห็นกองทุนล้มละลายหรือต้องเอาภาษีมาอุ้มในอนาคต เราต้องยอมรับการ "ผ่าตัดโครงสร้าง" ซึ่งตอนนี้เริ่มมีแผนที่นำทาง (Roadmap) ออกมาแล้ว แม้จะขัดใจใครหลายคน แต่มันจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ คือ
.
1️⃣ การขยับเพดานเงินสมทบแบบขั้นบันได: จะมีการปรับเพดานค่าจ้างจาก 15,000 บาท ขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อลดแรงกระแทก
.
ระยะที่ 1 (2569 - 2571): ปรับเป็น 17,500 บาท (จ่ายสูงสุด 875 บาท)
.
ระยะที่ 2 (2572 - 2574): ปรับเป็น 20,000 บาท (จ่ายสูงสุด 1,000 บาท)
.
ระยะที่ 3 (2575 เป็นต้นไป): ปรับเป็น 23,000 บาท (จ่ายสูงสุด 1,150 บาท)
.
วิธีนี้จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดเข้ากองทุน และทำให้คนรายได้สูงได้รับบำนาญที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในอนาคต
.
2️⃣ ขยายอายุเกษียณ: จาก 55 ปี เป็น 60 ปี หรือมากกว่า เพื่อยืดเวลาหาเงินและลดเวลาจ่ายเงิน ซึ่งเรื่องนี้ละเอียดอ่อนและมีแรงต้านสูงมาก อาจต้องใช้วิธีค่อยๆ ขยับ หรือมีทางเลือกให้เกษียณก่อนแต่ลดเงินบำนาญลง
.
3️⃣ เปลี่ยนสูตรคำนวณบำนาญ (CARE): จากเดิมใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งอาจไม่ยุติธรรมกับคนที่เงินเดือนลดตอนแก่ เปลี่ยนมาใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดอายุการทำงานโดยปรับมูลค่าเงินเฟ้อ
.
เพื่อให้สะท้อนรายได้ที่แท้จริงและเป็นธรรมมากขึ้น (แต่ถ้าปรับตามเงินเฟ้อ ก็จะแปลว่าดึงเงินออกในจำนวนมากขึ้นทุกปี)
.
แต่ใดๆ คือ ทางออกมันยากมากๆ และมันต้องการพรรคการเมืองที่กล้าทำจริงๆ เพราะกระทบฐานเสียงแน่นอนค่ะ เพราะทุกทางคือการเพิ่มรายจ่าย หรือไม่ก็ต้องลดสวัสดิการลงทุน
.
สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ว่า วิกฤตประกันสังคมไม่ใช่เรื่องไกลตัว ปี 2597 ที่คาดว่าเงินจะหมดอาจดูเหมือนนาน แต่สำหรับคนวัยทำงานอย่างเรา มันคือช่วงเวลาที่เราจะแก่ตัวลงพอดี
.
ถ้าเรายังแก้ปัญหาแบบ "ซื้อเวลา" คนที่จะรับเคราะห์ก็คือพวกเราเองค่ะ การปฏิรูปวันนี้อาจจะเจ็บปวด อาจจะต้องจ่ายเพิ่ม ต้องทำงานนานขึ้น แต่ความเจ็บปวดนี้คือวัคซีนที่จะช่วยรักษา "หลักประกัน" สุดท้ายในชีวิตของพวกเราเอาไว้ค่ะ
.
ปล. สำหรับคนที่อ่านจนจบ ใดๆ คือ ลงทุนเองเถอะ อย่าไปหวังพึ่งมันเลย 🤣
.
ปล2. เห็นวิธีแก้แล้วใช่ไหมคะ คิดว่าจะมีพรรคไหนกล้าทำจริงๆ จังๆ บ้างไหม เพราะต้องแลกกับคะแนนเสียงที่หายไป
FB : Beauty Investor
โฆษณา