2 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

Kevin Warsh ผู้ทำทองลงแรงเมื่อคืน: นโยบาย 'ลด QT + AI' ตรงใจทรัมป์

เมื่อคืนที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกเกิดเหตุการณ์ที่หลายคนไม่คาดคิด ราคาทองคำที่เพิ่งทำสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ $5,594 ต่อออนซ์เมื่อวันพฤหัสบดีกลับดิ่งลงมากกว่า $400 ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง แตะระดับ $5,183 หรือลงไปกว่า 4-5% ทีเดียว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การ profit taking ธรรมดา แต่เป็นปฏิกิริยาโดยตรงต่อข่าวที่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังจะเสนอชื่อ Kevin Warsh อดีตผู้ว่าการ Federal Reserve ให้เป็นประธาน Fed คนต่อไป แทนที่ Jerome Powell ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมนี้
----------
🎯 ทำไมชื่อคนเดียวถึงทำให้ทองดิ่งขนาดนี้
หลายคนอาจสงสัยว่า "แค่เปลี่ยนประธาน Fed คนหนึ่งจะส่งผลกระทบถึงขนาดนี้ได้อย่างไร?" คำตอบอยู่ที่ว่าตำแหน่งประธาน Federal Reserve ไม่ใช่ตำแหน่งธรรมดา คนที่นั่งตำแหน่งนี้มีอำนาจอย่างมหาศาลในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก การตัดสินใจในเรื่องอัตราดอกเบี้ย การพิมพ์เงิน และขนาดของงบดุล Fed ล้วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคนคนนี้
Kevin Warsh เป็นชื่อที่ตลาดการเงินรู้จักดี แต่ไม่ได้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งมาตั้งแต่แรก ก่อนหน้านี้ตลาดให้น้ำหนักกับชื่อของ Kevin Hassett ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทรัมป์ หรือ Rick Rieder ผู้บริหารระดับสูงจาก BlackRock มากกว่า แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา หลังจากที่มีข่าวว่า Warsh เข้าไปพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดี
ตลาดคาดการณ์หรือ Prediction Markets อย่าง Kalshi แสดงให้เห็นว่าโอกาสของ Warsh พุ่งขึ้นจากประมาณ 25% เมื่อต้นเดือนมกราคม เป็น 87-90% การเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหันนี้ทำให้ Algorithm และนักเทรดตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเอเชียเปิดทำการ เมื่อข่าวลือเริ่มแพร่สะพัด นักลงทุนที่ถือทองคำจำนวนมากเริ่มขายทิ้ง และเมื่อ Algorithm ตรวจจับคำว่า "Warsh" ซึ่งมีความหมายเชื่อมโยงกับ "Hawkish" หรือนโยบายเข้มงวด แรงขายก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
---------
🦅 Kevin Warsh คือใคร และทำไมถึงมีภาพลักษณ์เป็น "เหยี่ยว"
Kevin Warsh เกิดในปี 1970 และเริ่มต้นชีวิตในวงการการเงินที่ Morgan Stanley ก่อนจะเข้าสู่ทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดี George W. Bush ในปี 2006 เมื่ออายุเพียง 35 ปี เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการ Federal Reserve ทำให้เขากลายเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดที่เคยดำรงตำแหน่งนี้ในประวัติศาสตร์ของ Fed
ในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 Warsh เป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่แถวหน้าในการจัดการกับวิกฤต เขาทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักระหว่าง Fed กับ Wall Street และเป็นที่ปรึกษาสำคัญของ Ben Bernanke ประธาน Fed ในขณะนั้น ในช่วงแรกของวิกฤต Warsh สนับสนุนมาตรการฉุกเฉินต่างๆ รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือเกือบศูนย์และการเริ่มต้น Quantitative Easing รอบแรก (QE1) เพื่อกอบกู้ระบบการเงินที่กำลังจะล่มสลาย
แต่สิ่งที่ทำให้ Warsh มีชื่อเสียงในวงการการเงินไม่ใช่การสนับสนุน QE1 แต่เป็นการคัดค้าน QE2 อย่างเปิดเผยและรุนแรง เมื่อ Bernanke พยายามผลักดันให้มีการพิมพ์เงินรอบที่สองในปี 2010 Warsh กลายเป็นหนึ่งในเสียงคัดค้านที่ดังที่สุด เขาเขียนบทความใน Wall Street Journal วิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้อย่างหนักหน่วง โดยเตือนว่าการพิมพ์เงินต่อเนื่องจะนำไปสู่เงินเฟ้อในระยะยาว และที่สำคัญคือจะสร้าง "misallocation of capital" หรือการจัดสรรทุนที่ผิดพลาดในระบบเศรษฐกิจ
Warsh โต้แย้งว่า QE เป็นนโยบายแบบ "Reverse Robin Hood" ที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนรวยที่ถือสินทรัพย์ เช่น หุ้นและอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าคนทำงานทั่วไปบน Main Street ในที่สุดเมื่อ Bernanke ผลักดัน QE2 ผ่านไปได้ Warsh ก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนมีนาคม 2011 ทั้งที่วาระของเขายังเหลืออีก 7 ปี การลาออกก่อนกำหนดนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติมากในวงการธนาคารกลาง และเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับทิศทางของนโยบายการเงินในขณะนั้น
หลังจากออกจาก Fed Warsh ได้กลับไปสู่วงการวิชาการที่ Stanford University และ Hoover Institution โดยยังคงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนของ Fed อย่างสม่ำเสมอ เขามองว่า Fed ภายใต้การนำของ Powell ได้ "หลงทาง" และการพิมพ์เงินในช่วง COVID-19 เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่นำไปสู่เงินเฟ้อสูงในปี 2022-2023
---------
💡 การ "ปรับจูน" ตัวเองเพื่อตรงใจทรัมป์
นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ Warsh ไม่ได้ "เปลี่ยนแปลง" จากนกเหยี่ยวเป็นนกพิราบอย่างสิ้นเชิง แต่เขาได้พัฒนากลยุทธ์ใหม่ที่เรียกว่า "Pragmatic Monetarism" หรือ "ลัดธิการเงินแบบปฏิบัติได้จริง" ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายที่ทรัมป์ต้องการกับหลักการที่ Warsh เชื่อมาตลอด
ทรัมป์มีความชอบชัดเจนในสองเรื่อง หนึ่งคือเขาต้องการให้อัตราดอกเบี้ยลดลง เพราะดอกเบี้ยต่ำจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ตลาดหุ้นเติบโต สองคือเขาไม่ชอบ Fed ที่ "เป็นอิสระ" จนเกินไป เขาต้องการให้ประธาน Fed ปรึกษาเขาในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับดอกเบี้ย แต่ในขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ไม่ชอบการพิมพ์เงินแบบไม่มีหลักการ เพราะเขามองว่านั่นคือการ "ทุ่มเทเงินออกไปโดยไม่มีวินัย"
Warsh จึงนำเสนอสูตรที่ตอบโจทย์ทั้งสองด้าน เขาเสนอว่า Fed ควร "ลดขนาดงบดุล" หรือทำ Quantitative Tightening (QT) อย่างจริงจัง ซึ่งหมายถึงการหยุดพิมพ์เงินและค่อยๆ ขายพันธบัตรที่ Fed ถืออยู่กลับเข้าสู่ตลาด การทำ QT อย่างจริงจังจะช่วยลดปริมาณเงินในระบบและลดแรงกดดันเงินเฟ้อลง เมื่อเงินเฟ้อถูกควบคุมได้แล้ว Fed ก็จะมี "พื้นที่" ในการลดอัตราดอกเบี้ยได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เกิดเงินเฟ้อระลอกใหม่
นี่คือความฉลาดของ Warsh เขาบอกกับทรัมป์ว่า "ผมจะให้คุณได้ในสิ่งที่คุณต้องการ คือดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่เราจะทำมันด้วยวิธีที่ถูกต้อง ไม่ใช่การพิมพ์เงินแบบบ้าคลั่ง" Warsh ยังคงเป็น "เหยี่ยว" ในเรื่องการพิมพ์เงิน แต่เขาพร้อมที่จะเป็น "พิราบ" ในเรื่องดอกเบี้ยถ้าเงื่อนไขเหมาะสม
--------
🤖 AI กับทฤษฎีใหม่เรื่องเงินเฟ้อ
สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอของ Warsh น่าสนใจยิ่งขึ้นคือการใช้ "เทคโนโลยี AI" เป็นหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีของเขา ในบทความที่ Warsh เขียนใน Wall Street Journal เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 เขาอ้างว่าปัญญาประดิษฐ์จะเป็น "แรงต้านเงินเฟ้อ" (disinflationary force) ที่แข็งแกร่ง เพราะ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
ตามทฤษฎีของ Warsh เมื่อ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต การให้บริการ และการทำงานต่างๆ ต้นทุนการผลิตจะลดลง ประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตได้เร็วขึ้นโดยไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ นี่คือการท้าทายความคิดแบบเดิมของ Fed ที่เชื่อว่า "เศรษฐกิจที่โตเร็วเกินไปจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ" Warsh บอกว่าทฤษฎีนั้นไม่ใช่กฎเหล็กอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีได้เปลี่ยนสมการไปแล้ว
เขายกตัวอย่างว่าถ้าผลิตภาพเพิ่มขึ้น 1% ต่อปีด้วย AI มาตรฐานการครองชีพของคนอเมริกันจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งรุ่นคน การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพนี้จะทำให้ค่าจ้างที่แท้จริง (real wages) สูงขึ้น โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
แน่นอนว่าทฤษฎีนี้มีทั้งผู้สนับสนุนและผู้วิจารณ์ Philip Jefferson รองประธาน Fed ได้ออกมาพูดอย่างระมัดระวังว่า AI จะมีผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบต่อตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ มันไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นแค่ด้านเดียว แต่สำหรับทรัมป์ที่ต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอเมริกาและต้องการเห็นเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทฤษฎีของ Warsh นี้ฟังดูน่าสนใจมาก
---------
📊 ทำไมตลาดถึง "ตกใจ" ทั้งๆ ที่ Warsh บอกว่าจะลดดอกเบี้ย
นี่คือคำถามสำคัญที่หลายคนสงสัย ถ้า Warsh บอกว่าเขาจะลดดอกเบี้ย ซึ่งโดยปกติแล้วดอกเบี้ยต่ำควรจะดีกับทองคำ แล้วทำไมทองคำถึงลงแรง?
คำตอบมีหลายชั้น ชั้นแรกคือเรื่องของ "ความน่าเชื่อถือของสถาบัน" ตลาดไม่ได้กลัวว่า Warsh จะไม่ลดดอกเบี้ย แต่กลัวว่าเขาจะลด "ช้ากว่าที่คาดหวัง" และลด "น้อยกว่าที่คาดหวัง" เพราะเขาจะยึดถือวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด ก่อนหน้านี้ตลาดคาดการณ์ว่าถ้า Hassett ได้เป็นประธาน Fed เขาจะลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อเอาใจทรัมป์ แต่ Warsh มีชื่อเสียงว่าเป็นคนที่ "ไม่ยอมใคร" แม้แต่ทรัมป์
ชั้นที่สองคือเรื่องของ "งบดุล Fed" ข้อเสนอหลักของ Warsh คือการลด QT อย่างจริงจัง ซึ่งหมายถึงการดูดสภาพคล่องออกจากระบบการเงิน ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ต่างๆ ทั้งทองคำ หุ้น และสกุลเงินดิจิทัลได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากการที่ Fed พิมพ์เงินและสร้างสภาพคล่องในระบบ งบดุลของ Fed ขยายตัวจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสูงสุดของ COVID-19
เมื่อนักลงทุนได้ยินว่า Warsh จะลดงบดุลอย่างจริงจัง มันหมายความว่า "สภาพคล่อง" ที่หล่อเลี้ยงราคาสินทรัพย์จะลดลง แม้ว่าดอกเบี้ยจะต่ำลง แต่ถ้าไม่มีเงินไหลเข้ามาในระบบ ราคาสินทรัพย์ก็ไม่จำเป็นต้องขึ้น นักวิเคราะห์หลายคนเรียกว่า "การเทรดแบบใหม่" ที่ตลาดต้องปรับตัวเข้ากับโลกที่ Fed ไม่ได้ "อาบน้ำ" ตลาดด้วยเงินอีกต่อไป
ชั้นที่สามคือเรื่องของ "ดอลลาร์" เมื่อตลาดเชื่อว่า Warsh จะรักษาวินัยทางการเงิน ดอลลาร์สหรัฐก็กลับมามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ก่อนหน้านี้ดอลลาร์อ่อนค่าลงมาถึงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนกังวลเรื่องนโยบายการคลังของทรัมป์และความเป็นอิสระของ Fed แต่เมื่อ Warsh เข้ามา ตลาดมองว่า Fed จะกลับมามี "กระดูกสันหลัง" มากขึ้น ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเมื่อดอลลาร์แข็ง ทองคำซึ่งมีราคาเป็นดอลลาร์ก็มีแนวโน้มที่จะอ่อนลง
--------
🎬 บทสรุป: เกมใหม่ของการเงินโลก
การที่ Kevin Warsh มีโอกาสสูงที่จะได้เป็นประธาน Federal Reserve แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา ยุคของการพิมพ์เงินแบบไร้ขีดจำกัดอาจจะสิ้นสุดลง และเราอาจจะเข้าสู่ยุคของ "วินัยทางการเงิน" ที่เข้มงวดมากขึ้น แต่พร้อมกับดอกเบี้ยที่ต่ำลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อเสนอของ Warsh ที่ว่า "ลด QT + ใช้ AI เป็นเครื่องมือต้านเงินเฟ้อ + ลดดอกเบี้ย" เป็นการทดลองทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ถ้าสำเร็จ มันจะเปลี่ยนวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ แต่ถ้าล้มเหลว มันอาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงทั้งเงินเฟ้อที่สูงเกินไปหรือภาวะถดถอย
สำหรับนักลงทุน การเข้าใจบริบทนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น การที่ทองคำลงในคืนนี้ไม่ได้เกิดจากการที่พื้นฐานของทองคำเสื่อมลง แต่เกิดจากการที่ตลาดกำลัง "ประเมินใหม่" ว่าโลกจะเป็นอย่างไรภายใต้การนำของ Warsh ความผันผวนในระยะสั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ในระยะยาวทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ทรัมป์จะประกาศชื่ออย่างเป็นทางการในวันนี้ (30 มกราคม 2026) และเราจะได้เห็นว่าตลาดจะตอบสนองอย่างไร นี่เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประวัติศาสตร์การเงินโลก และเราทุกคนกำลังเป็นพยานอยู่
Boyles bigmove club
โฆษณา