30 ม.ค. เวลา 08:41 • การเมือง
มีคำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งว่า
การเมืองคือสิ่งที่ไกลตัวจริงหรือ และถ้ามันไกลตัวจริง เราควรเพิกเฉยมันต่อไปใช่ไหม
หากการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวจริง เราคงไม่เห็นข่าวการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรอกครับ ลองคิดดูว่าเหตุใดพรรคการเมืองกลุ่มเดิมๆจึงยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับหนึ่งเสียงของประชาชน เงินจำนวนเล็กน้อยนั้น ไม่ได้ซื้อแค่บัตรเลือกตั้ง แต่มันคือการซื้ออนาคต คือการขอให้เราฝากชีวิต ปากท้อง และวันข้างหน้าไว้ในมือของเขา
ความจริงแล้ว การเมืองอยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิด
มันอยู่ในทุกลมหายใจ อยู่ในข้าวทุกจาน ค่าแรง ค่ารักษาพยาบาล ค่าไฟ ค่าน้ำ และการดำเนินชีวิตในทุกๆวันของเรา
การเมืองเปรียบเสมือนอยู่แค่หน้าปากซอย
แต่กลับมีกำแพงสูงราวกับสถานกักกัน คอยกันไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าเรามีสิทธิ์เข้าไปแตะต้องหรือกำหนดมันได้ ในขณะเดียวกันก็เปิดประตูแคบๆให้อำนาจบางส่วนเล็ดลอดเข้ามาเป็นระยะ เพียงพอให้เราไม่สิ้นหวัง แต่ไม่มากพอจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง
เมื่อเป็นเช่นนี้ การบอกว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว
อาจไม่ใช่เพราะมันไกล
แต่เพราะเราถูกทำให้เชื่อว่า ไม่ควรเข้าไปยุ่ง
ปัญหาคือ เมื่อเราถูกทำให้เชื่อว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของเรา เราก็จะยอมมอบอำนาจทั้งหมด ไปให้คนกลุ่มเล็กๆตัดสินใจแทน ทั้งที่ผลลัพธ์ของการตัดสินใจนั้น
ตกอยู่กับชีวิตของเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าการเมืองไม่สำคัญ
ทำไมค่าแรงถึงไม่พอกับค่าครองชีพ
ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงแออัด
ทำไมการศึกษาไม่เท่าเทียม
ทำไมคนบางกลุ่มร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนทำงานหนักกลับแทบไม่เหลืออะไร
1
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่มันคือผลลัพธ์ของนโยบาย คือผลลัพธ์ของการเลือกและการละเลยในทางการเมืองทั้งสิ้น
การซื้อเสียงจึงไม่ใช่แค่การโกงการเลือกตั้ง แต่มันคือการลดคุณค่าของประชาชน เปลี่ยนสิทธิให้กลายเป็นราคา และทำให้เราค่อยๆชินกับการขายอนาคตของตัวเองในราคาที่ถูกอย่างน่าใจหาย
เมื่อเรายอมรับเงินไม่กี่ร้อย ไม่กี่พัน เราอาจรู้สึกว่าได้ประโยชน์เฉพาะหน้า แต่สิ่งที่ต้องจ่ายกลับคืน คือโอกาสที่หายไปอีกหลายปี คือเสียงที่ควรมีความหมาย แต่กลับถูกทำให้เงียบงัน
การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว
แต่มันคือเรื่องที่กำหนดว่า เราจะมีชีวิตแบบไหน
ลูกหลานเราจะเติบโตในสังคมแบบใด
และอนาคตของประเทศนี้จะเป็นของใคร
บางที สิ่งที่อันตรายกว่าการเมืองที่เลวร้าย
คือการที่ประชาชนรู้สึกว่า ไม่อยากยุ่ง
เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่อำนาจสามารถทำอะไรก็ได้
โดยไม่ต้องรับผิดชอบกับใครเลย
การไม่สนใจการเมือง
ไม่เคยทำให้การเมืองไม่สนใจเรา
ตรงกันข้าม มันยิ่งทำให้เรา
กลายเป็นเพียงผู้รับผลกระทบ
โดยไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามหรือเปลี่ยนแปลงอะไร
ถึงเวลาแล้วหรือยัง
ที่เราจะเลิกมองการเมืองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และเริ่มยอมรับว่ามันคือเรื่องของเราทุกคน ตั้งแต่วันนี้จนถึงอนาคตที่เราจะฝากไว้ให้คนรุ่นต่อไป
หลายคนอาจบอกว่า
รู้อยู่แล้วว่าการเมืองสกปรก
รู้อยู่แล้วว่าใครชนะก็เหมือนเดิม
และประโยคเหล่านี้เอง ที่กลายเป็นเกราะกำบังชั้นดีให้ความไม่เป็นธรรมดำรงอยู่ต่อไป เพราะเมื่อเราคิดว่าไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เปลี่ยน เราจะหยุดตั้งคำถาม หยุดเฝ้าดู
และหยุดตรวจสอบอำนาจ ในขณะที่ผู้มีอำนาจไม่เคยคิดถึงประชาชนอย่างแท้จริง
พอผ่านเข้าไปในสภา พวกเขาไม่คิดถึงประชาชน
ทุกครั้งที่ต้องจัดสรรงบประมาณที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริงในการบริหาร และการบริหารต่างๆในหน่วยงานหรือองค์กรที่ถูกแต่งตั้งแต่ไม่ยึดโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย
ประชาชนอาจถูกทำให้รู้สึกว่าเสียงของเรานั้นเล็กนิดเดียว แต่ความจริงคือเสียงเล็กๆจำนวนมาก คือสิ่งเดียวที่อำนาจกลัวมากที่สุด
จึงไม่แปลกที่บางระบบพยายามทำทุกอย่าง
เพื่อทำให้เราเบื่อ
ทำให้เรารู้สึกว่าการเมืองยุ่งยาก น่ารังเกียจ
และไม่คุ้มค่าที่จะสนใจ
เพราะประชาชนที่หมดหวัง
คือประชาชนที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด
การเมืองจะยังคงเป็นเรื่องไกลตัว
ตราบใดที่เรายอมให้คนอื่นนิยามมันแทนเรา
แต่ในวันที่เรายอมรับว่าการเมืองคือเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มันจะไม่อาจถูกกันไว้หลังรั้วสูงๆได้อีกต่อไปครับ
เราอาจไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมือง
ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกมาตรา ทุกกฎหมาย
เพียงแค่การไม่เพิกเฉย
การไม่ยอมรับความอยุติธรรมว่าเป็นเรื่องปกติ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดแล้ว เพราะการเมืองที่ไม่ถูกตั้งคำถาม จะกลายเป็นการเมืองที่ไม่ต้องรับผิดชอบ และการเมืองที่ไม่ต้องรับผิดชอบ ย่อมไม่เคยทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
บางที…
การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เริ่มจากคนที่มีอำนาจ
แต่อาจเริ่มจากประชาชนธรรมดาที่วันหนึ่งเลิกเชื่อว่า
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา”
โฆษณา