30 ม.ค. เวลา 12:07 • ปรัชญา
ความจริงไม่เคยตาย เพราะมันไม่ต้องการการอนุญาตจากใครในการดำรงอยู่ แต่ผู้ที่เอ่ยปากเรียกมันออกมากลับอาจต้องจ่ายราคาด้วยเลือด เนื้อ และชีวิต
นี่คือโศกนาฏกรรมซ้ำซากของสังคมที่ยกย่องความสงบมากกว่าความถูกต้อง และศรัทธาในลำดับชั้นมากกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
คำกล่าวอย่าง “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ถูกยกขึ้นเป็นคุณธรรมราวกับกฎศีลธรรมสูงสุด ทั้งที่ในแก่นแท้แล้วมันคือการทำให้ความผิดกลายเป็นสิ่งที่ต่อรองได้ และทำให้ความเงียบกลายเป็นความดีงาม เมื่อความเงียบถูกสถาปนาเป็นคุณค่า ความจริงจึงถูกผลักให้กลายเป็นบาป และผู้พูดความจริงก็ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทรยศ
อำนาจไม่เคยกลัวคำโกหก เพราะคำโกหกสามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่อำนาจหวาดหวั่นที่สุดคือความจริงที่ถูกพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ความจริงทำลายเรื่องเล่า ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่ง และเปลือยให้เห็นว่าระบบที่อ้างความยุติธรรมอาจตั้งอยู่บนความอยุติธรรมเสียเอง ดังนั้น ระบบจึงไม่จำเป็นต้องฆ่าความจริง แค่ฆ่าคนที่พูดมันก็เพียงพอ
ในโลกเช่นนี้ ความกล้าหาญจึงไม่ใช่คุณธรรมสากล แต่เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ผู้ที่เลือกพูดความจริงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้รักษาหลักการ หากแต่เป็นตัวแปรอันตราย เป็นรอยร้าวที่ต้องถูกอุด ก่อนที่ทั้งโครงสร้างจะพังทลาย ความตายของผู้พูดความจริงจึงมักถูกอธิบายว่าเป็นอุบัติเหตุ เป็นความจำเป็น หรือเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อ “ความมั่นคง”
แต่หากความมั่นคงต้องแลกมาด้วยการปิดปาก ความยุติธรรมก็ไม่ใช่ความยุติธรรม หากความสามัคคีต้องตั้งอยู่บนการโกหก ความสงบก็เป็นเพียงความสงบจอมปลอม และหากสังคมต้องอยู่รอดด้วยการทำให้คนดีเงียบลง สังคมนั้นก็กำลังยอมรับความเสื่อมทรามของตัวเองอย่างมีสติ
ความจริงอาจไม่ตาย แต่ทุกครั้งที่เราเลือกนิ่งเฉย เรากำลังช่วยกันฝังมันให้ลึกขึ้น และทุกครั้งที่ผู้พูดความจริงล้มลง คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเขากล้าหาญแค่ไหน หากแต่อยู่ที่ว่า เราที่เหลืออยู่ เลือกจะเป็นอะไร ผู้สมรู้ร่วมคิดกับความเงียบ หรือพยานที่ยอมรับว่าความจริงถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา
โฆษณา