5 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก

⚠️ ปีศาจแห่งยุค 80 ตื่นแล้ว เมื่อทรัมป์ปลุกผี Paul Volcker กลับมาฆ่าทองคำให้ตายสนิท

สวัสดีค่ะทุกคน ก่อนเริ่มวันนี้ต้องบอกก่อนว่ามีปีศาจกับนางฟ้าตีกันอยู่ในหัว คือ “Gu เคยบอกแล้ว” กับ “เห็นใจคนที่เพิ่งซื้อ” แต่ก็จะพยายามเขียนให้เป็นโทน Neutral แล้วกันนะ
ปรากฏการณ์ทองคำและโลหะเงินถล่มทลายที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 ที่ผ่านมาอาจจะรู้สึกเหมือนโดนทุบหัวใจให้แหลกสลาย แต่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่แค่การย่อตัวธรรมดา แต่มันคือการเทขายที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งวันนี้เราจะมาถอดบทเรียนกันว่า "ทำไม" มันถึงเกิดขึ้น และทำไมชื่อของประธานเฟดคนใหม่ถึงไปปลุก "ปีศาจแห่งอดีต" ให้ตื่นขึ้นมาหลอกหลอนนักลงทุนทองคำได้ขนาดนี้
ก่อนจะไปดูแผลสด เราต้องย้อนเวลากลับไปดูประวัติศาสตร์ที่นักทองคำไม่อยากจำกันก่อนค่ะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มีกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ระดับตำนานในยุค 1980 อย่างน่าขนลุก
เหตุการณ์ที่ว่านี้คือกรณีศึกษาคลาสสิกของการเปลี่ยนตัวประธานเฟดแล้วทำให้นโยบายเปลี่ยนจนราคาทองคำร่วงแบบเทกระจาด หรือที่เราเรียกกันว่ายุคของ "พอล โวลเกอร์" (Paul Volcker)
ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1970 สหรัฐอเมริกาตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อกลับพุ่งสูง ซึ่งเป็นฝันร้ายที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ยุคนั้นเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้
ประธานเฟดในตอนนั้นคือ จี. วิลเลียม มิลเลอร์ ซึ่งถูกตลาดมองว่าเป็นสายประนีประนอม ไม่กล้าขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ เพราะกลัวเศรษฐกิจพัง ความอ่อนข้อนี้ทำให้นักลงทุนหมดศรัทธาในเงินดอลลาร์และแห่กันไปถือ "ทองคำ" เพื่อหนีตายจากเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาทองคำในยุคนั้นพุ่งทะยานจากไม่กี่ร้อยดอลลาร์ ขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลในขณะนั้นที่ 850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเดือนมกราคม ปี 1980 (Story คุ้นๆ ไหมล่ะ)
จุดเปลี่ยนที่เปรียบเสมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยแต่งตั้ง พอล โวลเกอร์ เข้ามารับตำแหน่งประธานเฟดในเดือนสิงหาคม 1979 โวลเกอร์คนนี้บุคลิกต่างจากคนเดิมอย่างสิ้นเชิง เขามาพร้อมกับความแข็งกร้าวและหลักการที่ว่า "ต้องฆ่าเงินเฟ้อให้ตาย แม้จะต้องแลกด้วยการทำให้เศรษฐกิจพังพินาศก็ตาม" (คุ้นอีกเช่นกัน คำพูดเดียวกับ Kevin Warsh เป๊ะๆ)
หลังจากรับตำแหน่งได้เพียง 2 เดือน ในเดือนตุลาคม 1979 โวลเกอร์ได้ประกาศนโยบายช็อกโลกที่เรียกว่า Saturday Night Special โดยเปลี่ยนวิธีการทำงานของเฟดจากการคุมดอกเบี้ย มาเป็นการคุม "ปริมาณเงิน" (Money Supply) โดยตรง แล้วปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวพุ่งขึ้นไปสูงลิบลิ่วตามกลไกตลาดเพื่อดูดซับเงินออกจากระบบ (คุ้นอีกแล้ว เพราะ Kevin Warsh ไม่ชอบการทำ QE เลย)
ผลคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ (Fed Funds Rate) กระชากขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 20% ในช่วงปี 1980-1981
ความโหดหินของโวลเกอร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาทองคำผ่านกลไกที่เรียกว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ค่ะ
อธิบายง่ายๆ คือ ในยุคก่อนโวลเกอร์ เงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ย ทำให้คนถือเงินสดแล้วขาดทุน จึงหนีไปถือทอง แต่พอโวลเกอร์กระชากดอกเบี้ยขึ้นไปสูงกว่าเงินเฟ้อมากๆ ดอกเบี้ยที่แท้จริงจึงกลับมาเป็นบวกมหาศาล ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ทันที เพราะทองคำไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีปันผล พอนักลงทุนเห็นว่าฝากเงินกินดอกเบี้ยได้ตั้ง 15-20% แบบไร้ความเสี่ยง พวกเขาจึงเทขายทองคำทิ้งเพื่อโยกเงินกลับไปหาดอลลาร์
ผลลัพธ์คือราคาทองคำที่เคยรุ่งโรจน์แตะ 850 ดอลลาร์ ร่วงลงแบบฟองสบู่แตกจนเหลือแค่ประมาณ 300 ดอลลาร์ในปี 1982 หายไปกว่า 60% จากจุดสูงสุด และเข้าสู่ภาวะตลาดหมี (Bear Market) ยาวนานเกือบ 20 ปี โดยไม่สามารถกลับไปทำจุดสูงสุดเดิมได้อีกเลยจนกระทั่งปี 2008
นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สอนให้โลกรู้ว่า เมื่อไหร่ที่ประธานเฟดเอาจริงเรื่องปราบเงินเฟ้อและทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นบวก นั่นคือจุดจบของงานเลี้ยงทองคำ
👉🏻 กลับมาที่ปัจจุบัน ปี 2026 ภาพจำของโวลเกอร์ถูกฉายซ้ำอีกครั้งเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเสนอชื่อ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้เป็นประธานเฟดคนต่อไป เควิน วอร์ช มีชื่อเสียงว่าเป็นสายเหยี่ยวที่เข้มงวดเรื่องเงินเฟ้อและเคยกล่าวว่า "ความผันผวนของตลาดคือฟีเจอร์ ไม่ใช่บั๊ก"
พอข่าวนี้ออกมา ค่าเงินดอลลาร์จึงดีดตัวแข็งค่าขึ้นทันที 0.9% กดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ร่วงระนาว เพราะตลาดกลัวว่าวอร์ชจะมาใช้นโยบายที่เข้มงวดเหมือนโวลเกอร์
✅ ใครอยากอ่านเรื่อง Kevin Warsh มีเขียนไปแล้วเมื่อวานว่าทำไมมันถึงคล้ายกับ Volcker มากๆ
ความกลัวนี้ผสมโรงกับความเปราะบางของตลาดที่มีอยู่แล้ว ทำให้เกิดการเทขายที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2026 ราคาทองคำร่วงลงกว่า 12% หลุดระดับ 5,000 ดอลลาร์ ลงไปปิดตลาดแถวๆ 4,875.89 ดอลลาร์ แต่ที่หนักกว่าคือ "โลหะเงิน" (Silver) ที่ทิ้งดิ่งลงไประหว่างวันถึง 36% ซึ่งเป็นการลดลงระหว่างวันที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะปิดตลาดลบไป 27% ที่ราคา 84.90 ดอลลาร์ นอกจากนี้ หุ้นเหมืองทองคำยักษ์ใหญ่อย่าง Newmont และ Barrick Mining ก็กอดคอกันร่วงลงกว่า 10%
นอกจากการเปลี่ยนตัวประธานเฟดแล้ว อีกสาเหตุที่ทำให้ราคาลงแรงขนาดนี้คือเรื่องของ "เทคนิค" และ "โครงสร้างตลาด" ค่ะ
ก่อนหน้านี้ราคาทองคำและเงินพุ่งขึ้นแรงมากจนค่า RSI (ดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งของราคา) พุ่งไปแตะ 90 ซึ่งถือว่า Overbought (ซื้อมากเกินไป) ขั้นสุด สัญญาณเตือนมาตลอดว่าตลาดตึงตัวมาก พอมีข่าวเควิน วอร์ช มาเป็นตัวจุดชนวน ระบบเทรดอัตโนมัติของกองทุนต่างๆ (CTAs) จึงสั่งขายทันทีเพื่อลดความเสี่ยงเมื่อราคาหลุดแนวรับ และเมื่อราคาลงลึก ก็ไปชนจุดตัดขาดทุนของรายย่อย ซ้ำเติมให้ราคาไหลรูดลงไปอีก
ความเสียหายยังถูกขยายด้วยกลไกที่เรียกว่า Gamma Squeeze ขาลง ในตลาด Options ค่ะ คือช่วงขาขึ้น ดีลเลอร์ที่ขาย Options ต้องไล่ซื้อสัญญาฟิวเจอร์สเพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่พอราคากลับทิศร่วงลงมา ดีลเลอร์เหล่านี้จำเป็นต้อง "เทขาย" สัญญาฟิวเจอร์สออกมาอย่างหนักเพื่อปรับพอร์ต
โดยเฉพาะเมื่อราคาหลุดระดับสำคัญที่มีคนถือ Options เยอะๆ (เช่น 5,300, 5,200 ดอลลาร์) ยิ่งราคาลง ดีลเลอร์ยิ่งต้องขาย กลายเป็นการสาดน้ำมันเข้ากองไฟให้ราคาลงแรงและเร็วขึ้นไปอีก ผสมโรงกับช่วงสิ้นเดือนที่มีการปรับพอร์ตของกองทุน ทำให้สภาพคล่องหายวูบ ราคาจึงเหวี่ยงรุนแรงอย่างที่เห็น
🎯 สรุปแล้ว สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่การตกใจข่าว แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง "ความกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอยยุคโวลเกอร์" กับ "กลไกตลาดสมัยใหม่" ที่ทำให้การเทขายรวดเร็วและรุนแรงขึ้น
แม้ตลาดหุ้น S&P 500 จะไม่ได้กระทบอะไรมากมาย แต่ในตลาดโลหะมีค่านั้นถือว่าเกิดความเสียหายหนักหน่วงและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่านี่คือการปรับฐานที่สมควรแก่เวลาหลังจากขึ้นมาร้อนแรงเกินไป
โดยปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังมีแรงหนุน แต่ในระยะสั้นนี้ ความผันผวนได้กลับมาเตือนสติเราแล้วว่า ในโลกการเงิน ไม่มีอะไรขึ้นได้ตลอดกาล และการบริหารความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญที่สุดค่ะ
ปล. แต่แอดเคยเตือนแล้วจริงๆ นะว่าทองคำกลายร่างเป็น risky asset ไปแล้ว
โดย : Beauty Invester
โฆษณา