3 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก

ทองคำพุ่งขึ้นถึงแล้วร่วงในชั่วข้ามคืน ถอดบทเรียนการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนสุดขีด

.
ตลาดทองคำไทยและทั่วโลกเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อราคาทองคำแท่งพุ่งทะลุระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 81,750 บาทต่อบาท (ทองรูปพรรณขายออก 82,550 บาท) เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 ก่อนจะปรับฐานลงมาอย่างรวดเร็วเหลือ 78,950 บาท ในเช้าวันที่ 30 มกราคม 2026
ซึ่งหมายถึงการร่วงลงกว่า 2,800 บาท ในชั่วข้ามคืน ความผันผวนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อตลาดการเงินทั่วโลก
.
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง การกระจายพอร์ตการลงทุน และความเข้าใจในพลวัตของตลาดสินทรัพย์ปลอดภัย บทความนี้ The SIgnals จะพาคุณไปทำความเข้าใจสาเหตุเบื้องหลังความผันผวนดังกล่าว
.
การพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่ เมื่อทองคำแตะ 81,750 บาท
.
ราคาทองคำแท่งในประเทศไทยเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 ด้วยราคาขายออกที่ระดับ 81,750 บาทต่อบาท (ส่วนทองรูปพรรณขายออกสูงสุดที่ 82,550 บาท) ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นกว่า 83% ภายในระยะเวลา 1 ปี เมื่อเทียบกับราคา 44,600 บาทในช่วงต้นปี 2025
ในขณะเดียวกัน ราคาทองคำตลาดโลกก็พุ่งทะลุ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นครั้งแรก โดยแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 5,588-5,608 ดอลลาร์ ในช่วงเดียวกัน
.
หมายเหตุ : ราคาทองคำในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ทองคำแท่ง (บริสุทธิ์ 96.5% น้ำหนัก 15.244 กรัม) และ ทองรูปพรรณ (น้ำหนัก 15.16 กรัม รวมค่ากำเหน็จ) โดยทองรูปพรรณจะมีราคาสูงกว่าทองแท่งประมาณ 600-800 บาทต่อบาท
.
อย่างไรก็ตาม การขึ้นแบบพาราโบลา (Parabolic Rise) ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคมนั้น มีลักษณะแตกต่างจากการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนหน้า ก่อนที่ราคาจะทะลุ 70,000 บาท ตลาดใช้เวลาประมาณ 3 ไตรมาสในการปรับตัวขึ้นจาก 60,000 บาท แต่เมื่อราคาทะลุจุดดังกล่าว การเพิ่มขึ้นอีก 10,000 บาทเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
โดยเฉพาะวันที่ 28 มกราคม 2026 มีการประกาศราคาทองคำถึง 54 ครั้ง รวมพุ่งแรง 2,900 บาท และวันที่ 29 มกราคม 2026 มีการปรับราคามากกว่า 50 ครั้ง
.
การเคลื่อนไหวในลักษณะนี้มักเกิดจากจิตวิทยาของตลาด โดยเฉพาะความกลัวที่จะพลาดโอกาส (Fear of Missing Out หรือ FOMO) จากนักลงทุนรายย่อย รวมถึง การซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยแบบรวบรัว (Panic Buying) จากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
.
สาเหตุหลักที่ขับเคลื่อนราคาทองสู่จุดสูงสุด
.
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน : หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ราคาทองพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วคือการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาเตือนอิหร่านให้เจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ในวันที่ 28 มกราคม 2026 พร้อมขู่ว่า การโจมตีครั้งต่อไป "จะรุนแรงกว่ามาก" (far worse) หากอิหร่านไม่ยอมเจรจา
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือรบ (armada) เข้าสู่พื้นที่ใกล้น่านน้ำอิหร่าน และประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่ากองกำลังสหรัฐฯ พร้อมที่จะตอบโต้ด้วยความรวดเร็วและรุนแรงหากจำเป็น
.
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดในสองมิติ ประการแรก มีความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก (คิดเป็นประมาณ 20-30% ของน้ำมันดิบทั่วโลก) อาจถูกปิด ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ประการที่สอง เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ เงินทุนมักไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
.
ฝ่ายอิหร่านตอบโต้อย่างแข็งกร้าว โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์ว่า จะตอบโต้ทันทีหากถูกโจมตี แม้จะไม่ปิดประตูการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ใหม่
.
ความอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ : อีกปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทอง คือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดย Dollar Index (DXY) ลดลงสู่ระดับประมาณ 96.41 ในช่วงปลายมกราคม 2026 ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีว่าไม่กังวลกับการอ่อนค่าของดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ อาจยอมรับนโยบายดอลลาร์อ่อนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้า
.
เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำซึ่งมีราคาเป็นดอลลาร์จะมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ส่งผลให้อุปสงค์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความอ่อนแอของดอลลาร์ยังสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการคลังของสหรัฐฯ โดยเฉพาะระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าแท้จริงและไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้เหมือนเงินกระดาษ
.
นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ
.
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50 - 3.75% ตามที่คาดการณ์ในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 แต่การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้ความต้องการทองคำลดลง
.
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม อัตราดอกเบี้ยที่สูงควรจะกดราคาทองคำ เนื่องจากทองคำไม่สร้างผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญในปัจจุบันไม่ใช่ระดับดอกเบี้ยที่ประกาศ แต่เป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์
.
หากอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์พุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะลดต่ำลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ นอกจากนี้ การที่สมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงิน 2 คนลงมติสนับสนุนการลดดอกเบี้ยทันที ทำให้ตลาดคาดหวังว่าอาจมีการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2026
.
การซื้อทองคำของธนาคารกลางและกองทุน
.
ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ และเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ที่จับต้องได้ในทุนสำรอง ข้อมูลจาก World Gold Council จากการสำรวจพบว่า 95% ของธนาคารกลางมีแผนเพิ่มปริมาณทองคำสำรองในปี 2026
.
นอกจากนี้ กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยนทองคำ (Gold ETF) ยังมีกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสนใจของนักลงทุนสถาบันที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง
.
การร่วงลงอย่างกะทันหันจากบทเรียนจากความผันผวน
.
หลังจากทำสถิติสูงสุดในช่วงบ่ายวันที่ 29 มกราคม 2026 (ทองแท่ง 81,750 บาท / ทองรูปพรรณ 82,550 บาท) ราคาทองคำเริ่มปรับฐานลงอย่างรวดเร็ว ในเช้าวันที่ 30 มกราคม 2026 ราคาทองคำแท่งขายออกลดลงเหลือ 78,950 บาท (ทองรูปพรรณ 79,750 บาท) ซึ่งหมายถึงการลดลง 2,800 บาท หรือ 3.4 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
.
ในตลาดโลก ราคาทองคำ (Gold Spot) ที่เปิดตลาดวันที่ 30 มกราคม 2026 อยู่ที่ 5,310 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งลดลงจากจุดสูงสุดประมาณ 4.9-5.3 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับราคาอ้างอิงที่ใช้
.
การปรับฐานในลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับสินทรัพย์ที่พุ่งขึ้นแบบพาราโบลา เมื่อราคาเคลื่อนไหวขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป นักลงทุนที่เข้าซื้อในราคาต่ำกว่ามักจะตัดสินใจขายทำกำไร (Profit Taking) ทำให้เกิดแรงขายที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนที่เข้าซื้อในช่วงราคาสูงสุดด้วยความกลัวพลาดโอกาส อาจตัดสินใจขายขาดทุนเมื่อราคาเริ่มลดลง ทำให้แรงขายเพิ่มขึ้นอีก
.
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับฐานลงมาอย่างมาก แต่ราคาทองคำในปัจจุบันยังคงสูงกว่าระดับต้นปี 2025 มากกว่า 77% ซึ่งบ่งชี้ว่า แนวโน้มระยะยาวของทองคำยังคงเป็นขาขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย
.
มุมมองจากนักลงทุนระดับโลก
.
Benjamin Graham และหลักการ Margin of Safety : Benjamin Graham ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการลงทุนเชิงคุณค่า (Value Investing) ได้วางหลักการสำคัญไว้ในหนังสือ The Intelligent Investor เกี่ยวกับแนวคิด Margin of Safety หรือระยะห่างความปลอดภัย ซึ่งหมายถึงการซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างมีนัยสำคัญ
.
Graham แนะนำว่า นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์หลายประเภท โดยอัตราส่วนอาจปรับได้ตามสภาวะตลาด สำหรับทองคำ แม้ว่า Graham จะไม่ได้เน้นย้ำโดยตรง แต่หลักการกระจายความเสี่ยงก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยถือทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่กัดกร่อนกำลังซื้อ
.
Graham ยังสอนว่า นักลงทุนที่ชาญฉลาดควรมองหาโอกาสในช่วงที่ตลาดตื่นตระหนก ซึ่งมักเป็นช่วงที่สินทรัพย์ถูกขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การลงทุนทองคำในช่วงที่ราคาพุ่งสูงอย่างปัจจุบันอาจไม่สอดคล้องกับหลักการนี้ เพราะอาจขาด Margin of Safety แล้ว การเข้าซื้อในช่วงราคาทำ Parabolic Run มีความเสี่ยงที่จะติดดอยสูง
.
Warren Buffett และมุมมองต่อทองคำ : Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนานและศิษย์คนสำคัญของ Benjamin Graham มีท่าทีที่ชัดเจนต่อทองคำ Buffett ไม่นิยมลงทุนในทองคำเพราะมองว่า ทองคำไม่สร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) และไม่มีมูลค่าการใช้งานทางเศรษฐกิจมากนัก
.
Buffett มักจะกล่าวว่า ทองคำไม่ทำอะไรเลยนอกจากนั่งอยู่ที่นั่น ไม่สามารถสร้างอะไรได้ เขาชอบลงทุนในธุรกิจที่สร้างกำไรและจ่ายเงินปันผลมากกว่าถือทองคำที่ต้องรอให้ราคาขึ้นเท่านั้น
.
หลักการสำคัญของ Buffett ที่นักธุรกิจสามารถนำไปใช้ คือ การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Investment กับ Speculation Buffett แยกชัดเจนระหว่างการลงทุนที่วิเคราะห์มูลค่าพื้นฐานและสร้างผลตอบแทนจากการดำเนินงานของธุรกิจ กับการเก็งกำไรที่หวังผลกำไรจากการขึ้นลงของราคา การซื้อทองคำโดยหวังว่าราคาจะขึ้นต่ออยู่ในหมวดหมู่การเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน
.
Buffett ยังพูดถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เงินที่นำไปซื้อทองคำไว้ถือหมายความว่าเสียโอกาสในการนำเงินนั้นไปลงทุนในธุรกิจหรือสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่านักลงทุนควรมองการลงทุนในมุมมองระยะยาว 10 ถึง 20 ปี ไม่ใช่เดือนหรือปีเดียว
.
Ray Dalio และ All Weather Portfolio
.
Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีท่าทีต่อทองคำที่แตกต่างจาก Buffett อย่างสิ้นเชิง Dalio พัฒนาแนวคิด All Weather Portfolio ซึ่งเป็นพอร์ตการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับทุกสภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อสูง เงินฝืด การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือภาวะถดถอย
.
All Weather Portfolio มีหลักการสำคัญคือการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หลายประเภทที่มีความสัมพันธ์กันต่ำ โดยทั่วไป All Weather Portfolio จะประกอบด้วย
.
พันธบัตรระยะยาว 40%
.
หุ้น 30%
.
พันธบัตรระยะกลาง 15%
.
ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ 7.5-15%
.
Dalio ได้เพิ่มคำแนะนำในช่วงหลัง (ปี 2024-2025) ว่า นักลงทุนควรถือทองคำประมาณ 15% ของพอร์ต (เพิ่มจาก 7.5% เดิม) โดยให้เหตุผลว่า ทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่สูงและความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของสกุลเงิน
.
แนวทางของ Dalio ที่นักธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้ประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ
.
1.ทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายความเสี่ยง - ไม่ควรถือทองคำ 100% หรือไม่ถือเลย แต่ควรถือเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมในพอร์ต
.
2.ทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงจากระบบ (Systemic Risk) - ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงจากการลงทุนแต่ละตัว
.
3.ควรมีการปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) เป็นระยะ - หากทองคำพุ่งขึ้นมากจนเกินสัดส่วนที่กำหนด ก็ควรขายบางส่วนและซื้อสินทรัพย์อื่นที่ลดลง
.
การเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ราคาทองคำ
.
เพื่อให้เข้าใจภาพใหญ่ของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น การย้อนมองประวัติศาสตร์ราคาทองคำในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญจะช่วยให้เห็นรูปแบบที่ซ้ำกัน
.
ยุค 1971-1980 : เมื่อประธานาธิบดีนิกสันยกเลิกมาตรฐานทองคำและเกิดวิกฤตอิหร่าน ราคาทองพุ่งจาก $35 เป็น $850 ต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 2,328% เหตุการณ์นี้สอนว่าเมื่อค่าเงินถูกลอยแพ สินทรัพย์จริงคือเกราะป้องกันเงินเฟ้อที่ดีที่สุด
.
ยุค 1990-2000 : ช่วง The Great Moderation ที่เศรษฐกิจเติบโตและเกิด Tech Boom ราคาทองปรับฐานลงต่ำสุดประมาณ $250 ในช่วง Bear Market บทเรียนคือในภาวะเศรษฐกิจดีและดอกเบี้ยขาขึ้น ทองคำมักให้ผลตอบแทนต่ำ
.
ยุค 2008-2011 : เมื่อเกิดวิกฤต Subprime และธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มพิมพ์เงิน (Quantitative Easing) เพื่ออุ้มเศรษฐกิจ ราคาทองพุ่งแตะ $1,920 ทำระดับสูงสุดใหม่ในขณะนั้น บทเรียน คือ การพิมพ์เงินจะลดทอนมูลค่าของเงินสดในระยะยาว
.
ยุค 2020-2026 : ตั้งแต่วิกฤตโรคระบาดไปจนถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาทองทะลุ $5,500 ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล บทเรียน คือ ความเสี่ยงผสมผสานเร่งให้เกิดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
.
ข้อสังเกตสำคัญ : ทุกครั้งที่มีวิกฤตความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์ ราคาทองคำจะทำระดับสูงสุดใหม่เสมอ ไม่ใช่เพราะทองคำแพงขึ้น แต่เพราะเงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงต่างหาก
.
แนวทางการบริหารความเสี่ยงสำหรับภาคธุรกิจ
.
สำหรับผู้นำเข้าและส่งออก
.
ราคาทองคำไทยที่พุ่งแรงส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ (อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 31.42 บาท/ดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มกราคม 2026) หากธุรกิจของคุณมีต้นทุนเป็นดอลลาร์ ควรพิจารณา
.
1.ทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า (Forward Contract) หรือสัญญาออปชั่นเงินตรา (FX Options) เพื่อล็อกต้นทุนและลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
.
2.บริหารเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) การถือเงินสดสกุลเดียวมีความเสี่ยง ควรพิจารณากระจายสภาพคล่องส่วนเกินไปในสินทรัพย์สกุลเงินอื่น หรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง
.
สำหรับนักลงทุนระยะยาว
.
หลักการจัดพอร์ตแบบ All Weather Portfolio ของ Ray Dalio ที่เน้นการกระจายความเสี่ยงในทุกสภาวะเศรษฐกิจ แนะนำสัดส่วนทองคำประมาณ 5-15% ของพอร์ต (ไม่ใช่ 100% ตามกระแส) วัตถุประสงค์คือเพื่อเป็นตัวช่วยพยุงพอร์ต (Hedging) ในวันที่ตลาดหุ้นหรือพันธบัตรตกลงอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
.
ข้อควรระวังสำคัญ
.
1.อย่าไล่ราคา - การเข้าซื้อในช่วงที่ราคาทำ Parabolic Run มีความเสี่ยงที่จะติดดอยสูง หากสถานการณ์อิหร่านคลี่คลาย หรือมีการเจรจาสงบศึก ราคาทองคำอาจมีการปรับฐานรุนแรงได้ถึง 10-15% ในเวลาสั้น ดังที่เห็นจากการลดลงกว่า 2,800 บาทในชั่วข้ามคืนระหว่างวันที่ 29-30 มกราคม 2026
.
2.เรื่องสภาพคล่อง - ทองคำแท่งมีสภาพคล่องสูง แต่การแปลงเป็นเงินสดในปริมาณมากอาจต้องใช้เวลาและมีส่วนต่างราคา (Bid-Ask Spread) ควรคำนวณต้นทุนตรงนี้ด้วย
.
3.ต้นทุนการเก็บรักษา - ทองคำแท่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาอย่างปลอดภัย หากเลือกลงทุนผ่าน Gold ETF อาจมีค่าธรรมเนียมการจัดการ
.
มองอนาคตกับความสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยง
.
ปรากฏการณ์ทองคำไทยแตะระดับ 81,750 บาทและร่วงลงมาเกือบ 3,000 บาทในชั่วข้ามคืนนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติใหม่ แต่เป็นสัญญาณเตือนของระบบการเงินโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเปราะบางของค่าเงิน
.
สิ่งที่น่ากังวลกว่า ราคาทองคำที่พุ่งสูง คือ อำนาจการซื้อของเงินสดในมือเราที่ลดฮวบลง การที่ราคาทองปรับตัวขึ้นกว่า 85% ในหนึ่งปีสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงของการไม่ทำอะไรเลยนั้น มีราคาแพงมหาศาล อย่างไรก็ตาม เราต้องแยกแยะให้ออกระหว่างความตื่นตระหนกกับการเตรียมพร้อม
.
ผู้ที่ตื่นตระหนกจะแห่ซื้อทองคำตอนราคาสูงสุดเพราะกลัวตกรถ โดยไม่สนมูลค่าพื้นฐาน ซึ่งขัดแย้งกับหลักการของ Benjamin Graham เรื่อง Margin of Safety ในขณะที่ผู้ที่เตรียมพร้อมจะมองทองคำเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในกล่องเครื่องมือทางการเงิน เพื่อปิดความเสี่ยงระบบตามแนวทาง Ray Dalio
.
จุดสมดุลสำคัญสำหรับผู้บริหาร คือ
.
1.อย่าสุดโต่งแบบนักเก็งกำไร ด้วยการทุ่มเงินทั้งหมดไปกับทองคำเพียงเพราะกราฟกำลังสวย เพราะตามที่ Warren Buffett เตือนไว้ ทองคำไม่สร้างกระแสเงินสดและธุรกิจของคุณยังต้องการสภาพคล่องเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต
.
2.อย่าประมาทความเสี่ยงมหภาค การมีสินทรัพย์ที่จับต้องได้ติดพอร์ตไว้ 5-15% เปรียบเสมือนการซื้อกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
.
ในระยะสั้น ราคาทองคำอาจมีความผันผวนรุนแรงจากข่าวสงครามหรือการแทรกแซงของธนาคารกลาง แต่ในระยะยาว ทองคำทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความจริงของเศรษฐกิจโลก
.
สำหรับภาคธุรกิจ ต้องกลับมาถามตัวเองว่า โครงสร้างการเงินของบริษัทและพอร์ตส่วนตัวของเราแข็งแกร่งพอที่จะทนทานต่อพายุเศรษฐกิจระดับ Perfect Storm ได้หรือไม่
.
ดังที่ Warren Buffett กล่าวไว้ว่า "Price is what you pay. Value is what you get." ในวันที่ราคาของทองคำผันผวนอย่างรุนแรง ขอให้โฟกัสไปที่คุณค่าที่แท้จริงของการลงทุน นั่นคือ ความปลอดภัยของเงินต้นและความยั่งยืนของธุรกิจ เพราะในวิกฤตการณ์ปี 2026 ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่วิ่งไล่ตามกราฟได้เร็วที่สุด แต่เป็นผู้ที่บริหารความเสี่ยงได้รอบคอบที่สุด
.
บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่ระบุไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุนหรือคำแนะนำทางการเงินส่วนบุคคล ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาที่ปรึกษาการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
.
อ้างอิงจาก
.
#ราคาทองวันนี้ #ราคาทองคำแท่ง #ราคาทองรูปพรรณ #แนวโน้มราคาทอง #ลงทุนทองคำ #วิเคราะห์ราคาทอง #ราคาทองย้อนหลัง #The signal #thesignals
โดย : The signals
โฆษณา