4 ชั่วโมงที่แล้ว • ปรัชญา
ที่มาของประโยคนี้
ประโยคที่เราคุ้นหูว่า "ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย"
มีรากฐานจากพุทธศาสนสุภาษิตภาษาบาลีว่า
"สจฺจํ เว อมตา วาจา"
แปลตรงตัวว่า
"คำจริง เป็นวาจาไม่ตาย"
ความหมายคือ ความจริงย่อมเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ ไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา และไม่มีวันสูญหาย
แต่ในยุคหลังมักมีการต่อท้ายด้วยวลีเชิงประชดประชันว่า "ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดความจริงมักตาย"
เพื่อสะท้อนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้กล้าพูดความจริงในสถานการณ์ที่คับขัน
แล้วอะไรคือ "ความจริง" ที่เราต้องพูด?
นี่คือคำถามที่น่าสนใจ เพราะในพุทธศาสนามีแนวคิดเรื่อง "ความจริง" สองระดับ:
สมมติสัจจะ (Conventional Truth)
ความจริงที่บัญญัติขึ้นโดยสมมติกัน เช่น คำว่า "คน" "ฉัน" "เธอ" "ช้าง" "รถ" "พ่อแม่" "เพื่อน" เป็นความจริงในโลกที่ใช้สื่อสารให้เข้าใจร่วมกัน
ปรมัตถสัจจะ (Ultimate Truth)
ความจริงโดยความหมายสูงสุด คือสภาวะธรรมที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ เช่น จิต เจตสิก รูป นิพพาน ซึ่งดำรงอยู่ตามสภาวะ ไม่เปลี่ยนแปลง
แล้ว "ความจริง" ที่พุทธศาสนสุภาษิตกล่าวถึงคือความจริงระดับไหน?
พุทธศาสนสุภาษิตนี้ ไม่ได้เรียกร้องให้เราแยกแยะว่าความจริงไหนระดับไหน แต่สอนให้เรา
"พูดตรงกับสิ่งที่เป็นอยู่จริง"ตรงหน้า
ไม่บิดเบือน ไม่ปกปิด ไม่โกหก
"ความจริงตรงหน้า" หมายถึง
-สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ในสถานการณ์นั้น
- ข้อเท็จจริงที่คุณเห็น รู้ ประสบอยู่
- ไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากให้เป็น หรือกลัวว่าจะเป็น
ตัวอย่างในชีวิตจริง
เมื่อเพื่อนถาม "งานชิ้นนี้ทำได้ดีไหม":
- ถ้าทำได้ไม่ดีจริง พูดความจริง พร้อมชี้จุดที่ควรปรับปรุง
- ไม่โกหกว่า "ดีมากเลย" เพราะกลัวเขาเสียใจ
- ไม่กระแทกว่า "แย่มาก" เพราะอารมณ์
เมื่อเห็นความอยุติธรรม:
- "สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง" ความจริงตรงหน้า
- ไม่เงียบเพราะกลัว
- ไม่บิดเบือนว่า "ก็ไม่เห็นมีปัญหา"
ทำไมความจริง "ไม่ตาย"
- ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สิ่งที่เป็นความจริงก็ยังคงเป็นความจริง
- คุณอาจปิดบังได้ชั่วคราว แต่ความจริงไม่หายไป
- การโกหกต้อง "แต่งตัว" ตลอดเวลา แต่ความจริงยืนได้ด้วยตัวเอง
ประเด็นที่ควรคิดต่อ
แม้ว่าพุทธศาสนสุภาษิตนี้จะฟังดูตรงไปตรงมา แต่เมื่อคิดลึกลงไป เราอาจพบคำถามที่น่าสนใจ:
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า "ความจริงตรงหน้า" ที่เราเห็นนั้นเป็นความจริงจริงๆ?
พุทธศาสนาเองก็ตระหนักดีว่าการรับรู้ของเรามักถูกบิดเบือนด้วยอวิชชา (ความไม่รู้) สัญญาวิปลาส (การรับรู้ผิดพลาด) และอุปาทาน (ความยึดมั่น) ทำให้เรามักเห็นตามความต้องการ ไม่ใช่ตามความเป็นจริง
นึกถึงภาพยนตร์ Rashomon ของ Akira Kurosawa ที่เล่าเหตุการณ์เดียวกันผ่านมุมมองของคนหลายคน แต่ละคนต่างเล่าเรื่องคนละเวอร์ชัน—ทุกคนโกหก? หรือทุกคนพูดความจริง (ของตัวเอง)?
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า"ไม่มีความจริง"
มีบางสิ่งเกิดขึ้นจริงๆ แม้เราจะเข้าถึงไม่ได้อย่างสมบูรณ์ และนั่นคือเหตุผลที่พุทธศาสนาเน้น:
- *ความซื่อตรง*: พูดตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะนั้น
- *ความถ่อมตน*: รู้ว่าการรับรู้ของเราอาจจำกัด
- *การพัฒนาปัญญา*: เพื่อเห็นความเป็นจริงให้แจ่มแจ้งขึ้น
สรุป
"สจฺจํ เว อมตา วาจา"* ไม่ใช่การอ้างว่าเรารู้ความจริงสมบูรณ์ แต่เป็นการยืนยันว่า:
- มีบางสิ่งเกิดขึ้นจริงๆ แม้เราจะเล่าคนละเวอร์ชัน
- ความซื่อตรงคือการพยายามไม่บิดเบือนจงใจ
- ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วไม่อาจลบล้างได้
และบางครั้ง การพูดความจริงก็คุ้มค่าแม้จะต้องเสี่ยง เพราะความจริงนั้น**ไม่ตาย** แม้เราจะตาย ความจริงก็ยังคงอยู่
โฆษณา