1 ก.พ. เวลา 14:03 • ไลฟ์สไตล์

อย่าเพียงแต่ “หยุด” การทำงาน แต่ให้เข้าใจ “กลไก”

ถ้าหากวันหนึ่ง รถที่คุณใช้อยู่ประจำ เครื่องยนต์มันมีเสียงดังผิดปกติ คุณก็ขับไปถามช่างที่อู่ ช่างก็เปิดฝากระโปรงขึ้น ตรวจสอบโน่นนี่ เงยหน้าขึ้นมาแล้วบอกคุณว่า ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แล้วก็บอกว่า ถ้าคุณ “ดับเครื่อง” ซะ ทุกอย่างก็จะเงียบ เอ๊า แบบนี้ก็ได้หรือ แล้วไปอู่ไหนอยู่ไหน ก็ให้ดับเครื่องท่าเดียว
ตกลงนี่ช่างผู้เชี่ยวชาญ หรือคนที่สักแต่จะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ?
คนส่วนใหญ่เข้าหาการทำสมาธิด้วยทัศนคติแบบเดียวกันนี่ล่ะครับ คือเมี่อใจว้าวุ่น ก็พยายาม “ดับเครื่อง” แล้วเราก็ไปบังคับให้หยุดคิด กดอารมณ์ให้สงบ เพียงเพื่อจะพบว่าทันทีที่ “สตาร์ทเครื่อง” เมื่อออกจากสมาธิ เสียงผิดปกติต่างๆเหล่านั้นก็กลับมาดังเหมือนเดิม เพราะแค่ระงับอาการ แต่ไม่ได้ซ่อมแซมกลไกภายในเลย
ความเงียบที่เกิดจากการหยุดเครื่องยนต์ ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเครื่องยนต์ทำงานปกติ(Tranquility ไม่เท่ากับ Verification) ซึ่งในคำสอนพุทธเถรวาท เน้นย้ำนะครับ พุทธเถรวาท การภาวนาไม่ใช่การทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง แต่คือการดูเครื่องยน์ในขณะที่มันกำลังทำงาน เพื่อจะได้พบว่า “จุดไหน” ที่มันชำรุดเสียหาย
เราหลงทางไปกับการ “ดับเครื่อง” มานานเท่าไรแล้ว?
เมื่อเกือบสองปีก่อน แอพแดงเอาวีดีโอหนึ่งแนะนำขึ้นมา และทำให้ผมได้รู้จักกับท่านอาจารย์ Aero.1
ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองการนั่งสมาธิให้เป็น “ห้องทดลอง(Laboratory)”
การนั่งสมาธิไม่ใช่การไปควบคุม แต่คือการรู้ ไม่ไปแทรกแซงเพื่อให้เกิดความสงบ แต่เรียนรู้ที่จะรู้เห็นสภาวะตามความเป็นจริง ทั้งยังต้องมีมาตรฐานการวินิจฉัย ให้อริยสัจ 4 มีมรรค 8 (แบบแตกย่อยลงไปอีก) เป็นเครื่องมือตรวจสอบ (diagnosic tool) ว่าเครื่องยนต์นีิกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกตรงหรือไม่
น่าเสียดายที่เรามักจะภูมิใจในความนิ่ง ความสงบจากการกดข่ม ทั้งที่มันเป็นทางที่หลงไปในแบบปราณีตที่สุด เพราะเมื่อกลไกไม่ถูกแก้ไข ต่อให้คุณดับเครื่องยนต์และพบความสงบได้ซักอีกกี่หมื่นครั้ง ความเสียหายภายในก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม
ผมเองก็ยังเป็นเพียงผู้ศึกษาในแนวทางนี้เหมือนกับทุกๆท่าน แต่ความเข้าใจนี้ เปลี่ยนชีวิตผมไปแล้วครับ
โฆษณา