1 ก.พ. เวลา 17:16 • ความคิดเห็น
ไม่แน่ใจค่ะ ... น่าจะเล็กจริงๆ ทำเท่าที่ตัวเองทำได้ ....ตอบในฐานะคนที่ปีนี้อายุจะ 50
เมื่อปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่ป่วยทั้งปีเลย admit ไป 4 รอบ นอน ICU มั่ง ส่องกล้องมั่ง บางรอบนอนฉีดยายาวๆไปเกือบสองอาทิตย์ อุบัติเหตุปิดท้ายปีมั่ง บริษัทประกันแทบจะเรียกพบ
...รวมทั้งตัวเองก็มีโรคประจำตัวร้ายๆเดิมอยู่แล้ว ...
ช่วงกลางปี ตอนนั้นในวันที่กำลังนอนฉีดยาและรอฟื้นตัวในรพ.จากอาการป่วย ถามตัวเองว่า
ชีวิตเราไม่ได้มีอะไรแน่นอน
จะทิ้งประโยชน์อะไรไว้ให้กับคนรุ่นหลังได้บ้าง มองเห็นตัวเอง ภาพหนึ่งที่เคยอยากเป็นอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์ ไม่ใช่คนเก่งแต่ก็เคยที่จะได้รับโอกาสนั้น และก็ทิ้งโอกาสนั้นมาเช่นกันด้วยเหตุผล หนึ่ง สอง สาม สี่ ...ก็บอกตัวเองว่า ความรู้ที่เรามี มันอาจจะไม่น้อยแต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะสอนนักเรียนแพทย์ได้แล้ว อาจพอแบ่งปันน้องพยาบาลที่ทำงานดูแลคนไข้ด้วยกันได้บ้าง ซึ่งเราก็ทำมาตลอด พอได้ช่วยให้เขาได้อะไรบ้างเวลาเดินตามราวน์กับหมอ ...ทำอะไรได้อีกก่อนตายถามตัวเอง ...
นึกถึงงานที่ตัวเองชอบทำในห้องตรวจมาตลอดระยะเวลาที่ทำงานเป็นหมอเด็กมาร่วมยี่สิบกว่าปี จากตอนแรก ไม่ได้ชอบเลย ที่ต้องทำเพราะจำเป็น ทำเพราะถ้าหมอเด็กทั้วไปไม่ทำใครจะทำ สมัยนั้นจิตแพทย์เด็กหายากเหลือเกิน หมอพัฒนาการเด็กตามต่างจังหวัดก็ไม่มีเลย...นั่นคืองานให้คำปรึกษาในการปรับพฤติกรรมเด็ก การให้คำปรึกษาครอบครัว พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู....ไปอบรมบ้าง อ่านบ้าง ฟังอาจารย์บ้าง เอามาประยุกต์บ่อยๆเวลาทำงาน สะสมเป็นประสบการณ์ ...
ทำได้ทีละคน ทีละคนที่พ่อแม่เปิดใจอาจจะพอมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยน ... ชื่นใจทุกครั้งที่พ่อแม่บอกว่า ทำอย่างที่หมอแนะนำแล้ว เหมือนได้ลูกคนใหม่เลย
ทำยังไงหนอเราจะทำงานแบบนี้ได้ดีขึ้น ช่วยพ่อแม่ ช่วยเด็กได้มากขึ้น ได้ทีละหลายๆคน
หลังคิดไม่กี่วัน หลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อนพ่อแม่ ซึ่งเป็นทุนจากสสส. ร่วมกับ Net PAMA ก็โผล่มาให้เห็นบนหน้าจอ เห็นเป็นทางรีบลงสมัคร แล้วได้แต่เฝ้าลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับเลือกให้ได้โอกาสเข้าอบรมนี้ไหม ..
โชคดีที่ได้รับโอกาส หลังจากนั้นคือความตั้งใจ พัฒนาตัวเอง และแสดงศักยภาพเพื่อขอรับโอกาสครั้งต่อๆไปจากผู้ให้ทุน และจากทางอาจารย์ผู้ดูแลหลักสูตร จำได้ว่าวันแรกที่อบรมคือวันที่เพิ่งถอดน้ำเกลือออกจากรพ.แค่วันเดียว ก็เข้าอบรมเลย
ผ่านไปปีกว่ามาเกือนสุดทางของการเรียนรู้บทใหม่ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้ พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็กแม้จะมาเปิดใจฟังเพียงช่วงสั้นๆ ก็น่าจะครึ่งร้อยคน รับทุนเรียนมาครึ่งทางเริ่มจากการฝึกอบรมเพื่อนพ่อแม่ ซึ่งถือว่าอาจารย์เปิดกว้างมากคัดเข้า แม้จะอยู่ภาคเอกชนไม่คัดออก
เพราะไม่ใช่ข้าราชการ ไม่มีสังกัดใดๆ ต้องลุ้นทุกครั้งเวลาต้องคัดตัวให้เรียนลำดับต่อๆไป และก้าวสุดท้ายตัดสินใจไปต่อให้จบด้วยทุนตัวเองสู่หลักสูตรนักฝึกอบรมพ่อแม่ ...
ก็มาไกลจากเริ่มต้นคนเรียนพันกว่า เหลือ
สี่สิบกว่าคนแล้ว ...อีกนิดเดียวน่าจะทำอะไรได้อีก
งานเล็กๆ ไม่ยิ่งใหญ่ ทำเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตอง ภาพห้องเรียนในหัว โครงสร้างเรื่องราวที่ต้องสื่อสารถ่ายทอดออกมาเวลาทำกลุ่มจริง บทสนทนาที่ไม่มีสคริปใดๆ การฟังคนในกลุ่มอย่างใส่ใจเป็นเครื่องมือวิเศษ การตั้งคำถามโยนเข้าไปในกลุ่ม คืออาวุธลับของการสนทนาแบบเราเป็นผู้รับฟัง การแชร์ประสบการณ์ ความคิดเห็นของคนในกลุ่มคือความรู้ที่ได้แลกเปลี่ยนกัน
มีแค่อุปกรณ์ง่ายๆ เกมที่คิดเอง เพื่อสร้างความเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม และให้เขาเห็นตัวเอง เห็นลูก และขนมอร่อยๆที่เตรียมไว้ให้แก้หิว ...
...แต่ละช่วงวัย มองชีวิตได้ไม่เหมือนกัน วัยหนุ่มสาว วัยสร้างฝัน พัฒนาตัวเอง
วัยรักโรแมนติก วัยสร้างครอบครัว สร้างฐานะ ส่วนอายุปูนนี้คือห้าสิบ มันจะมองเห็นชีวิตแบบองค์รวม ตกตะกอนความคิด ตกผลึกชีวิตของตัวเอง เตรียมจากลาโลกใบนี้อย่างสุขสงบค่ะ
โฆษณา