Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ธุลีในพระหัตถ์ (Dust in His Hands)
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 07:47 • การเมือง
"ไท" คือ อิสระ: เมื่อเจตจำนงเสรี ปะทะกับ กำแพงแห่งระเบียบ
โดย: ธุลีในพระหัตถ์ (Dust in His Hands)
บทนำ: รากเหง้าที่ถูกลืม และความหมายของลมหายใจ
หากเราย้อนกลับไปเปิดพจนานุกรม หรือสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ถึงความหมายของคำว่า "ไทย" หรือ "ไท" คำตอบแรกที่เราจะได้รับไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติ ไม่ใช่เรื่องของดินแดนรูปขวานทอง หรือธงไตรรงค์ แต่คำตอบนั้นเรียบง่าย ลึกซึ้ง และเป็นสัจธรรมที่สุด นั่นคือ "ความเป็นอิสระ" (Freedom)
คำว่า "ไท" เป็นมากกว่าชื่อประเทศ แต่มันคือ "จิตวิญญาณ" (Spirit) ที่ฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอของพวกเราทุกคน มันคือความภาคภูมิใจที่เราไม่ได้เป็นทาสใคร ไม่ใช่แค่ในแง่ของสงคราม แต่ในแง่ของการใช้ชีวิต การดำเนินชีวิตตามวิถีที่เลือก และการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ความเป็นไทนี้เองคือลมหายใจที่หล่อเลี้ยงสังคมเราให้อยู่รอดผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้นับร้อยปี โดยที่เราอาจไม่เคยตระหนักถึงคุณค่าของมัน จนกระทั่งวันที่มันกำลังถูกท้าทาย
ในห้วงเวลานี้ เรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งของประวัติศาสตร์ ท่ามกลางกระแสธารของความเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก มีความพยายามจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักคิด และนักการเมืองบางกลุ่ม ที่ต้องการนิยามความเจริญของประเทศเสียใหม่ พวกเขามองว่าวิถีชีวิตแบบเดิมของเรา—วิถีที่ยืดหยุ่น ผ่อนปรน และพึ่งพาตนเอง—คือความล้าหลัง คือความไร้ระเบียบ และคืออุปสรรคของการพัฒนา พวกเขาจึงพยายามนำเสนอ "ระเบียบโลกใหม่" ที่นำเข้าจากตำราตะวันตก
โดยหวังจะเปลี่ยนสังคมไทยที่เปรียบเสมือน "ป่าไม้ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์" ให้กลายเป็น "สวนพฤกษศาสตร์จัดสรร" ที่ทุกต้นไม้ต้องถูกตัดแต่งกิ่งก้านให้เท่ากัน และเติบโตในกระถางที่รัฐกำหนดไว้
คำถามสำคัญที่ผมอยากชวนให้ทุกคนขบคิดในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าระเบียบเหล่านั้นดีหรือไม่ในทางทฤษฎี แต่คือคำถามที่ลึกลงไปถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ว่า "การเปลี่ยนมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ ให้กลายเป็นฟันเฟืองที่มีระเบียบเป๊ะๆ ในเครื่องจักรของรัฐ นั้นคือความเจริญจริงหรือ? หรือมันคือการทำลายของขวัญล้ำค่าที่สุดที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์ นั่นคือ 'เจตจำนงเสรี' (Free Will)?"
บทความนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อต่อต้านความเจริญ หรือปฏิเสธการพัฒนา แต่เขียนขึ้นจากมุมมองของคนตัวเล็กๆ—ธุลีดินก้อนหนึ่ง—ที่มองเห็นภัยเงียบของการพยายามสร้าง "กรงทอง" ที่ชื่อว่ารัฐสวัสดิการและระเบียบสังคม โดยแลกมาด้วยการสูญเสียจิตวิญญาณแห่งความเป็นไทไปตลอดกาล
ส่วนที่ 1: อิสรภาพที่กินได้ ทางรอดของคนตัวเล็กในโลกที่โหดร้าย
สำหรับชนชั้นนำหรือนักวิชาการที่นั่งทำงานในห้องแอร์ "ความไร้ระเบียบ" ของสังคมไทยอาจเป็นสิ่งที่น่ารำคาญตา ร้านขายอาหารริมทางที่ตั้งโต๊ะล้ำทางเดิน วินมอเตอร์ไซค์ที่ซอกแซกตามตรอกซอย หรือแผงลอยหน้าหมู่บ้าน อาจดูเป็นทัศนะอุจาดที่ขัดต่อความสวยงามแบบเมืองผู้ดีในยุโรป
แต่สำหรับ "คนตัวเล็ก" คนหาเช้ากินค่ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีข้อจำกัดทางร่างกายอย่างผม ความไร้ระเบียบนี้คือ "พื้นที่แห่งโอกาส" และเป็น "อิสรภาพในการใช้ชีวิต" อย่างแท้จริง
เศรษฐกิจนอกระบบ: ปอดที่ช่วยให้คนจนหายใจ
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ประเทศไทยไม่ได้มีระบบรองรับคนที่ล้มเหลวได้ดีเท่ากับประเทศที่ร่ำรวยแล้ว แต่สิ่งที่เรามีทดแทน และทรงพลังอย่างยิ่ง คือ "ความยืดหยุ่นในการทำมาหากิน" (The Freedom to Hustle) ของคนในสังคม
ลองจินตนาการดูว่า หากวันนี้ชายคนหนึ่งตกงานจากโรงงาน หรือหญิงคนหนึ่งต้องออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยติดเตียง ในประเทศไทย พวกเขาสามารถเจียดเงินเก็บหลักร้อยหลักพัน ไปซื้อวัตถุดิบมาทำข้าวไข่เจียวขายหน้าบ้าน หรือเปิดไลฟ์สดขายเสื้อผ้ามือสองได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากใคร
รัฐไม่ได้เดินมาขวางหน้าประตูบ้านแล้วถามหาใบอนุญาตประกอบกิจการ ไม่ได้ถามหามาตรฐานความสูงของปล่องควัน หรือถามหาเลขทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่วันแรก นี่คือ "ความเมตตาของความหละหลวม" ที่ช่วยต่อลมหายใจให้คนนับล้านรอดตายมาได้ในทุกวิกฤตเศรษฐกิจ
กำแพงแห่งระเบียบ: เพดานที่มองไม่เห็น
ในทางตรงกันข้าม หากเราเปลี่ยนประเทศให้เป็นสังคมที่ "ระเบียบจัด" แบบสแกนดิเนเวียหรือยุโรปตะวันตกตามที่หลายคนฝันหา ชายคนที่ตกงานคนนั้นจะต้องเจอกับอะไร? ก่อนที่เขาจะขายข้าวไข่เจียวจานแรกได้ เขาต้องเดินทางไปสำนักงานเขตเพื่อยื่นแบบแปลนร้าน เขาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสุขาภิบาลอาหาร เขาต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อยื่นภาษีอย่างถูกต้อง
สำหรับคนที่มีต้นทุนสูง เรื่องเหล่านี้อาจเป็นแค่ความรำคาญใจเล็กน้อย แต่สำหรับคนตัวเล็กที่มีเงินทุนจำกัดและมีความรู้น้อย สิ่งเหล่านี้คือ "กำแพงสูงเสียดฟ้า" และเป็น "เพดาน" ที่กดทับไม่ให้เขาลืมตาอ้าปากได้
สำหรับคนพิการอย่างผม เรื่องนี้ยิ่งเปราะบางกว่าใคร ความอิสระที่เทคโนโลยีและระบบสังคมไทยมอบให้ ทำให้ผมสามารถใช้สมองและปลายนิ้ว "สื่อสารความรู้สึกนึกคิด และมีตัวตนบนโลกออนไลน์ได้" โดยไม่ต้องผ่านการตรวจโรค หรือขอใบรับรองความสามารถจากหน่วยงานรัฐที่มักจะมองเราด้วยสายตาสงเคราะห์มากกว่าสายตาแห่งศักดิ์ศรี
หากวันหนึ่งรัฐบาลบอกว่า "นักเขียนออนไลน์ต้องจดทะเบียน และต้องทำรายงานส่งทุกเดือน" อิสรภาพในการแสดงออกและการมีตัวตนของผมและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายคนคงพังทลายลง เพราะเราไม่มีแรงกายและทุนทรัพย์พอที่จะไปสู้รบปรบมือกับกองเอกสารเหล่านั้น
ความเจริญที่แลกมาด้วยการตัดโอกาสคนตัวเล็ก ไม่ใช่ความเจริญที่ยั่งยืน แต่มันคือการ "การุณยฆาตทางสังคม" ที่ทำลายความหวังของคนจน ภายใต้ข้ออ้างที่สวยหรูว่า "เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง"
ส่วนที่ 2: กับดักของอภิสิทธิ์ชนทางปัญญา และมายาคติของความเท่าเทียม
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวลใจยิ่งกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ นั่นคือ "ทัศนคติ" ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า หรือกลุ่มทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ มีเหตุการณ์หลายครั้งที่สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้หน้ากากของอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม
กลับซ่อนไว้ด้วย "ความเย่อหยิ่งทางปัญญา" (Intellectual Arrogance) ของกลุ่มคนชั้นนำรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Technocrat ที่มองว่าตนเองฉลาดกว่า รู้ดีกว่า และมีความชอบธรรมที่จะกำหนดวิถีชีวิตของผู้อื่น
วาทกรรม "คนแก่และคนจน"
เมื่อไม่นานมานี้ เราได้ยินเสียงสะท้อนจากนักลงทุนและผู้สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าบางคนที่ออกมากล่าวหาในทำนองว่า "ผู้ที่ยึดติดกับระบบเก่า หรือไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน คือพวกคนแก่ที่ไร้สมอง หรือคนจนที่เห็นแก่เงินเล็กน้อย" คำพูดเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการบูลลี่ (Bully) แต่มันคือหลักฐานที่ชี้ชัดว่า พวกเขามองไม่เห็น "มนุษย์" ในตัวของคนระดับล่าง พวกเขามองคนจนเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติที่ต้อง "แก้ไข" หรือ "กำจัดจุดอ่อน"
พวกเขามองความผูกพันที่ชาวบ้านมีต่อระบบอุปถัมภ์หรือนักการเมืองท้องถิ่นว่าเป็นเรื่องโง่เขลา โดยที่พวกเขาไม่เคยพยายามทำความเข้าใจเลยว่า ในวันที่ฝนตกหนักและหลังคารั่ว ใครกันที่ยื่นมือเข้ามาช่วยชาวบ้านเหล่านั้น?
การลอกการบ้านที่ผิดบริบท
ความพยายามที่จะนำโมเดลรัฐสวัสดิการแบบยุโรปเหนือมาสวมครอบลงบนสังคมไทย เปรียบเสมือนการพยายามปลูกต้นสนเมืองหนาวในป่าดิบชื้นของเมืองไทย พวกเขายกย่องความสำเร็จของสวีเดนหรือเดนมาร์ก แต่ละเลยที่จะพูดถึง "ราคาที่ต้องจ่าย"
ในประเทศเหล่านั้น ประชาชนต้องแลกอิสรภาพส่วนตัวเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิตไปกับภาษีที่สูงลิบลิ่ว และต้องยอมรับการถูกสอดส่อง (Surveillance) จากรัฐในทุกฝีก้าวทางการเงิน เพื่อแลกกับสวัสดิการที่มั่นคง ซึ่งนั่นอาจจะเหมาะกับบริบทของสังคมที่มีความไว้วางใจรัฐสูงและมีวัฒนธรรมความเป็นระเบียบแบบสุดโต่ง
แต่สำหรับคนไทย เรามีวัฒนธรรมที่ต่างออกไป เราเป็น "ไท" เพราะเรารักอิสระ เรายอมลำบากหน่อยเพื่อแลกกับการได้ใช้ชีวิตตามวิถีของตนเอง การที่กลุ่มคนรุ่นใหม่พยายามจะ "ปิดทางเลือก" เหล่านี้ แล้วบังคับให้ทุกคนเดินเข้าสู่ "ทางหลวงแห่งระเบียบ" เพียงเส้นทางเดียว จึงเป็นการทำลาย "ระบบนิเวศแห่งความหวัง" ของคนไทยโดยไม่รู้ตัว พวกเขาอาจจะคิดว่ากำลังช่วยปลดปล่อยเราจากความยากจน
แต่แท้จริงแล้ว พวกเขากำลังสร้าง "กรงขังแห่งระเบียบ" ที่จะขังคนจนไว้ตลอดกาล เพราะเมื่อใดที่กฎระเบียบเข้มงวด คนที่ได้เปรียบที่สุดเสมอคือคนรวยที่มีทนายและนักบัญชีคอยดูแล ส่วนคนจนจะถูกถีบตกขอบโลกแห่งกฎหมาย กลายเป็นคนผิดเพียงเพราะแค่อยากทำมาหากิน
ส่วนที่ 3: เสรีภาพภายใต้คุณธรรม มุมมองจากธุลีในพระหัตถ์
ในฐานะคริสเตียนที่ศรัทธาในพระเจ้า ผมมองเห็นความเชื่อมโยงที่งดงามอย่างประหลาดระหว่าง "ความเป็นไท" ของวัฒนธรรมเรา กับ "หลักเทววิทยา" ของคริสต์ศาสนา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ทำไมอิสรภาพจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครก็จะมาพรากไปไม่ได้
เจตจำนงเสรี: ของขวัญชิ้นแรกจากพระเจ้า
ตั้งแต่ปฐมกาล พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้เป็นหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้ทำความดี หรือเชื่อฟังโดยอัตโนมัติ พระองค์ทรงประทาน "เจตจำนงเสรี" (Free Will) ให้แก่เรา พระองค์ทรงยอมเสี่ยงที่จะให้มนุษย์เลือกทางที่ผิด ดีกว่าการบังคับให้มนุษย์ทำถูกโดยไร้หัวใจ เพราะความรักและความดีงามจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันเกิดจาก "การเลือก" ไม่ใช่การบังคับ การที่รัฐพยายามจะเข้ามาควบคุมทุกอย่าง จัดระเบียบทุกฝีก้าว โดยอ้างว่า "เพื่อประโยชน์ของประชาชนเอง"
จึงเป็นแนวคิดที่อันตรายและหมิ่นเหม่ต่อการแย่งชิงบทบาทของพระเจ้า การพยายามสร้าง "สวรรค์บนดิน" ด้วยกฎหมายและระเบียบที่เข้มงวด มักจะลงเอยด้วยการสร้าง "นรกของระบอบเผด็จการ" เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหาร หรือเผด็จการทางความคิดก็ตาม
อิสระที่ไม่ใช่อนาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม คำว่า "ไท" หรือ "อิสระ" ไม่ได้แปลว่าการทำอะไรตามใจชอบจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ในพระธรรม กาลาเทีย 5:13 ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า:
"พี่น้องทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มีเสรีภาพ ขอเพียงแต่อย่าใช้เสรีภาพนั้นเพื่อปล่อยตัวตามกิเลสตัณหา แต่จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรักเถิด"
นี่คือหัวใจสำคัญที่เราต้องยึดถือ สังคมไทยอยู่รอดมาได้ไม่ใช่เพราะเรามีกฎหมายที่แรงที่สุดในโลก แต่เพราะเรามี "ศูนย์รวมความดี" หรือ "เข็มทิศทางศีลธรรม" ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นความกตัญญู ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือความเคารพในสถาบันหลักของชาติ สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "เบรกในหัวใจ" ที่ทำให้เราใช้เสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ
ระเบียบใหม่ที่กลุ่มก้าวหน้าต้องการสร้าง พยายามจะทำลาย "เข็มทิศทางศีลธรรม" เหล่านี้ แล้วแทนที่ด้วย "อำนาจของกฎหมาย" พวกเขาเชื่อว่าถ้าเขียนกฎหมายให้ดี คนจะเป็นคนดีเอง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ กฎหมายอาจบังคับให้คนจ่ายภาษีได้ แต่กฎหมายบังคับให้คนรักเพื่อนบ้าน หรือช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากไม่ได้
สังคมในฝันของผม ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนเท่ากันด้วยตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่เป็นสังคมที่ทุกคน "มีอิสระอย่างเท่าเทียม" ในการเลือกทางเดินชีวิต และถูกกำกับดูแลด้วย "ความรักและคุณธรรม" ไม่ใช่ด้วยความกลัวต่อบทลงโทษของรัฐ
บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับผมทั้งหมด
บางคนอาจเห็นต่างในรายละเอียด
แต่ถ้าคุณเคยรู้สึกว่า ชีวิตของคุณไม่เคยถูกถามในห้องประชุม
บทความนี้เขียนถึงคุณ
นี่ไม่ใช่เรื่องซ้ายหรือขวา
ไม่ใช่เรื่องเก่าหรือใหม่
แต่เป็นเรื่องของคนที่ชีวิตไม่ได้ถูกออกแบบในห้องประชุม
บทสรุป: ธุลีที่มีลมหายใจ และคำวิงวอนถึงผู้มีอำนาจ
ถึงบรรดานักคิด นักลงทุน และนักการเมืองรุ่นใหม่ผู้เปี่ยมด้วยความฝัน ผมขอส่งเสียงเล็กๆ จากคนพิการทางกายแต่ไม่พิการทางความคิด จากคนธรรมดาในต่างจังหวัดที่พวกคุณอาจมองว่าตกยุค
โปรดอย่ามอง "ความเป็นไท" ของพวกเราเป็นศัตรู
โปรดอย่ามอง "ความยืดหยุ่น" ของสังคมไทยเป็นความล้าหลัง
และโปรดอย่าพยายามเปลี่ยนพวกเราให้กลายเป็นเพียง "ก้อนอิฐในกำแพง" ที่พวกคุณกำลังก่อสร้าง
เราคือมนุษย์ เราคือ "ธุลีในพระหัตถ์" ที่พระเจ้าทรงระบายลมหายใจแห่งชีวิตและเสรีภาพลงไป เราต้องการความมั่นคง แต่เราไม่ต้องการกรงขัง เราต้องการสวัสดิการ แต่เราไม่ต้องการเสียศักดิ์ศรีในการพึ่งพาตนเอง เราต้องการความเจริญ แต่ต้องเป็นความเจริญที่เคารพในรากเหง้าและจิตวิญญาณแห่งความเป็นอิสระที่บรรพบุรุษรักษาไว้ให้
หากพวกคุณรักประเทศนี้จริง อย่าพยายามเปลี่ยนชื่อ "ไทย" ให้มีความหมายใหม่เลย
ขอให้ "ไทย" ยังคงแปลว่า "อิสระ" ต่อไปเถิด เพราะนั่นคือสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ทำให้คนตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา ยังกล้าที่จะมีความหวังและมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในโลกใบนี้
ด้วยความเคารพในเสรีภาพแห่งการเลือก
ธุลีในพระหัตถ์
(บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อสะท้อนมุมมองเชิงปรัชญาและสังคม ไม่ได้มีเจตนาสร้างความเกลียดชัง แต่เพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิดให้เห็นคุณค่าของวิถีชีวิตดั้งเดิมที่อาจถูกมองข้ามในกระแสการพัฒนา)
นามปากกา: ธุลีในพระหัตถ์ (Dust in His Hands)
นักสังเกตการณ์ตัวเล็กๆ ที่มองโลกผ่านเลนส์ของความศรัทธาและความเชื่อในเจตจำนงเสรี เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนคือธุลีดินที่มีลมหายใจของพระเจ้า และมีอิสรภาพที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตนเองภายใต้คุณธรรมอันสูงสุด
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย