วันนี้ เวลา 02:38 • ธุรกิจ
คิดว่าจริงแล้วไม่ได้อยู่แค่
“จะตรวจยังไง”แต่อยู่ที่ว่า
“ใครเป็นคนให้ความหมาย
กับคำว่าสวมสิทธิ์ต่างหาก“
กำแพงภาษีของสหรัฐฯใช้
แนวคิดตรรกะแบบอำนาจ
รัฐนำตลาดคือถ้ามีการสงสัย
ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์แสดง
ความบริสุทธิ์เองไม่ใช่รัฐ
ต้องพิสูจน์ความผิด
วิธีตรวจสอบของเขามักไม่
ดูแค่เอกสารแต่ดูพฤติกรรม
ของห่วงโซ่การผลิตสัดส่วน
มูลค่าเพิ่มจริงในประเทศนั้นๆ
สินค้ามีการแปรรูปในเชิงอุตสาหกรรมหรือแค่เปลี่ยน
แพ็กเกจเวลาการผลิตสัมพันธ์
กับกำลังการผลิตจริงหรือไม่
รวมถึงสอบเส้นทางวัตถุดิบ
ย้อนหลังที่โยงได้ถึงต้นน้ำ
ถ้าสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ
ก็รอดถ้าดูเหมือนตั้งโรงงาน
ไว้เป็นฉากบังหน้าก็โดน
ในมุมผู้ประกอบการไทย
การรับรองจึงไม่ใช่แค่มี
CO(Certificate of Origin)
แต่ต้องทำให้โครงสร้างการ
ผลิตเรื่องเดียวกันทั้งเอกสาร ตัวเลขและความเป็นจริงในโรงงานเพราะฝั่งตรวจเขา
มองหาความสอดคล้อง
ไม่ใช่ลายเซ็นต์ผู้มีอำนาจ
นี่คือการเมืองการค้าไม่ใช่
แค่เทคนิคศุลกากรล้วนๆ
ประเทศมหาอำนาจใช้คำว่า
“สวมสิทธิ์”เป็นเครื่องมือคุม
ทิศทางห่วงโซ่อุปทานโลก
ใครอยู่กลางเกมก็ต้องเลือก
ว่าจะเป็นแค่ทางผ่านหรือยอมลงทุนให้กลายเป็นผู้เล่นจริง
ถ้าไม่ขยับปรับเปลี่ยนจาก
บทบาทเดิมๆต่อให้เอกสาร
ครบก็ยังเสี่ยงที่จะโดนอยู่ดี
โฆษณา