Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 10:00 • ท่องเที่ยว
หาก Disneyland ไทยแลนด์ เมกะโปรเจกต์ 2 แสนล้านบาท เกิดขึ้นจริง จะยิ่งใหญ่แค่ไหน ? /โดย ลงทุนแมน
หากใครที่ติดตามข่าว Disneyland ในเมืองไทยอย่างใกล้ชิด จะรู้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้
ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มักได้ยินข่าวเป็นระยะถึงรัฐบาลไทยที่จะมีแผนดึงสวนสนุกระดับโลกอย่าง Disneyland มาเป็น Landmark ระดับ Flagship ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า ไม่ใช่คนแรกที่คิดเรื่องนี้ แต่ในอดีตประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่ขนาดใหญ่ และกลุ่มเอกชนที่จะมาร่วมลงทุน
โดยรายละเอียดของเมกะโปรเจกต์นี้ ไม่ได้มีแค่ Disneyland เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็น Mixed-Use ที่มีความหลากหลาย คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3 แสนล้านบาท บนที่ดิน 5,000 ไร่ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยคาดว่าจะอยู่ในชลบุรี
2
โดยตามแผนจะแบ่งเป็น
- Disneyland พื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท
- สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ, อินดอร์ สเตเดียม พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท
มูลค่าลงทุนมหาศาลบนพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ รูปแบบการลงทุนจะเป็นแบบไหน ?
ประเทศไทยมีความพร้อมแค่ไหน ?
ลงทุนแมน จะสรุปให้ฟัง
จากประสบการณ์การทำงาน คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ คือผู้ก่อตั้ง 2 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์คือ PTG Energy PCL หรือปั๊มน้ำมัน PT ที่มีกว่า 2,200 แห่งทั่วประเทศ
ส่วนอีกหนึ่งบริษัทคือ AMA Energy PCL ธุรกิจเรือขนส่ง น้ำมันปาล์ม น้ำมันพืช และเคมีภัณฑ์ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก
นอกจากนี้ ปี 2564 ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และเป็นหนึ่งในผู้คิดค้น Phuket Sandbox โมเดลต้นแบบเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูเก็ต
คุณพิพัฒน์ เล่าถึงเหตุผลที่ประเทศไทยต้องมี Disneyland มาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยติดกับดักทางตัน ไม่สามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้นไปกว่านี้ได้
32-38 ล้านคนต่อปี คือตัวเลขเฉลี่ยที่อยู่กับประเทศไทยมาหลายสิบปี
แม้ประเทศไทยจะมีธรรมชาติสวยงาม บ้านเมืองมีวัฒนธรรม คนไทยอัธยาศัยดี อาหารอร่อย สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็กลายเป็นจุดอ่อนได้เหมือนกัน
เมื่อกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยชินกับประสบการณ์เดิม ๆ ท่ามกลางเทรนด์การท่องเที่ยวครอบครัวที่มีมูลค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง กำลังเติบโตขึ้นทั่วโลก
จึงมองว่า หากต้องการจะเพิ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ 50-60 ล้านคนต่อปี และเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูง
ประเทศไทยต้องมี Disneyland และเมกะโปรเจกต์ Entertainment ที่ดึงดูดคนทั่วโลก
แต่ความท้าทายคือ การหาที่ดินผืนใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยาก
เมื่อได้พูดคุยกับผู้บริหาร EEC จึงรู้ว่ามีพื้นที่เวนคืนกว่า 10,000 ไร่ ทำให้เกิดดีลเจรจาที่ทางรัฐบาลขอแบ่งพื้นที่ 5,000 ไร่ เพื่อสร้างเมกะโปรเจกต์
ทีนี้ความท้าทายต่อมาคือ รูปแบบการลงทุน ที่จะใช้รูปแบบ PPP หรือ Public-Private Partnership
โดยทางภาครัฐจะทำหน้าที่หาที่ดินเจรจา Licensing กับทาง Disney รวมถึงอำนวยความสะดวกในการประสานงานต่าง ๆ
ส่วนการลงทุนก่อสร้างและบริหาร จะเป็นการร่วมมือของภาคเอกชนบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทย และนักลงทุนต่างชาติ
ข้อดีวิธีนี้ นอกจากรัฐบาลไม่ต้องลงทุนเองให้กระทบกับภาระหนี้สาธารณะแล้ว
การให้เอกชนที่มีความถนัดและเชี่ยวชาญเข้ามาลงทุนและบริหารอย่างมืออาชีพ ยังมีความคล่องตัวสูง เพื่อช่วยให้เมกะโปรเจกต์ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น
ซึ่งจากการพูดคุยเบื้องต้นมีหลายบริษัทที่สนใจ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทพัฒนาศูนย์การค้า ที่แสดงความสนใจลงทุนสร้าง Shopping Mall ในเมกะโปรเจกต์นี้
ส่วนอีกหนึ่งจิกซอว์ที่เป็นหัวใจหลักที่ขาดไม่ได้คือ โครงสร้างพื้นฐานคมนาคม ที่จะสร้าง Traffic นักท่องเที่ยว โดยมี 2 โครงการหลัก คือ
- รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)
- โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก
1
แม้บริษัทเอกชนจะได้สัมปทานจากภาครัฐไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีการก่อสร้างพัฒนาชัดเจน เพราะอาจจะยังมองไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจและจุดคุ้มทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้ยังเป็นการศึกษาความเป็นไปได้และการเจรจา Licensing กับทาง Disney
แต่เชื่อว่าหากทุกอย่างผ่านการอนุมัติจากรัฐบาล โครงการคมนาคมก็จะพัฒนาก่อสร้างไปพร้อมกับ Disneyland และเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ
ซึ่งจะทำให้การเดินทางจากสนามบิน-Disneyland ใช้เวลาเพียง 45 นาที
ถึงตรงนี้ ถ้าสมมติทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้
นอกจากจะดึงดูดจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวด้วย เพราะจากที่ตั้งใจมาเที่ยวแค่ Disneyland ชมคอนเสิร์ตระดับโลก ก็อาจแวะเที่ยวทะเล นั่งรถไฟฟ้าเข้ากรุงเทพฯ
สะท้อนได้ว่า ประเทศไทยจะเพิ่มโอกาสในทั้งแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายต่อหัว รวมทั้งระยะเวลาท่องเที่ยว ที่ไม่ได้จำกัดแค่ในพื้นที่เมกะโปรเจกต์ แต่ยังกระจายไปยังจังหวัดอื่น ช่วยสร้างรายได้และการจ้างงานไปด้วย
โดยคุณพิพัฒน์ ประเมินว่าหาก Disneyland และเมกะโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นจริง
นอกจากจะเพิ่มนักท่องเที่ยวได้ปีละเกือบ 20 ล้านคนแล้ว ยังอาจเกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Disneyland ในไทย ยังคงอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาความเป็นไปได้และการเจรจา ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อปัจจัยด้านความพร้อมถูกนำมาวางบนโต๊ะเจรจาแล้ว
1
บทสรุปของเมกะโปรเจกต์ระดับแสนล้านนี้ จะออกมาในรูปแบบใด
1
ซึ่งวันข้างหน้าจะกลายเป็นโครงการระดับชาติ หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งไอเดียบนกระดาษ
4
ถ้าสำเร็จ Dineyland ไทยแลนด์แห่งนี้ ก็คงจะกลายเป็น Landmark ใหม่ของประเทศ ที่สร้างความสุขควบคู่ไปกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่นักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก ต่างก็คงอยากมาเยี่ยมเยียนสักครั้งหนึ่งในชีวิต..
1
18 บันทึก
30
1
30
18
30
1
30
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย