Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Principle Law & Advisory
•
ติดตาม
4 ก.พ. เวลา 11:00 • ธุรกิจ
พ.ร.บ. “โลกร้อน” ที่อาจทำให้ธุรกิจร้อนไปด้วยหากปรับตัวไม่ทัน
ในโลกการค้ายุคปัจจุบัน มาตรการลดโลกร้อนกำลังเปลี่ยนสถานะจากการขอความร่วมมือจากภาคเอกชน มาเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของทุกกิจการ ตั้งแต่ Startup ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ความท้าทายจากภาวะโลกร้อน ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเท่านั้น แต่กำลังทำหน้าที่เป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจอย่างสิ้นเชิง
โดยนานาประเทศทั่วโลกได้เริ่มประกาศใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) ผ่านการใช้กลไกทางราคาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
เมื่อพิจารณาถึงร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. "โลกร้อน" ของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “หลักการ” ของร่าง พ.ร.บ. เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 และอยู่ในกระบวนการเดินหน้าตามขั้นตอนนิติบัญญัติต่อไป แต่ถ้าหากพิจารณาถึงร่างฉบับปัจจุบันแบบที่เป็นอยู่จะเห็นได้ว่า
มี 3 ปัจจัยสำคัญที่จะกลายเป็นตัวแปรชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจ ทั้งในมิติของความเสี่ยงและโอกาสที่ไม่อาจมองข้าม
เริ่มจากปัจจัยแรกคือ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนสถานะจาก ของฟรี มาเป็น ต้นทุนจริง ตามหลักการสากลที่ว่า ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) ในระยะใกล้นี้ ภาครัฐมีแนวโน้มจะนำปริมาณการปล่อยคาร์บอนมาเป็นฐานในการคำนวณภาษี ทั้งในรูปแบบภาษีทางตรงจากกระบวนการผลิต และภาษีทางอ้อมที่แฝงมากับราคาพลังงานหรือวัตถุดิบต้นน้ำ
สิ่งที่น่ากังวลคือ หากคู่แข่งในตลาดสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็น Low Carbon ได้ก่อน ในขณะที่ธุรกิจของท่านยังแบกรับต้นทุนเดิม ภาระภาษีส่วนนี้จะเข้าไปกัดกินอัตรากำไรสุทธิจนบางลง และอาจส่งผลให้เสียเปรียบทางการแข่งขันในที่สุด
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศ แต่ยังขยายไปสู่เวทีการค้าโลกผ่านปัจจัยที่สองคือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนกำแพงภาษีรูปแบบใหม่ (Non-Tariff Barrier) สำหรับภาคการส่งออกและ Supply Chain ที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันสหภาพยุโรปได้เริ่มบังคับใช้แล้วสำหรับสินค้าไทยที่ไม่มีการรับรอง Carbon Footprint หรือที่มีอัตราการปล่อยก๊าซสูงกว่าเกณฑ์ จะถูกเรียกเก็บ "ค่าธรรมเนียมส่วนต่าง" เมื่อมีการนำเข้าทันที
ความเสี่ยงนี้บีบให้เกิดสถานการณ์ที่ว่า "ถ้าไม่ลดการปล่อยมลพิษที่ไทย ก็ต้องไปจ่ายแพงที่เมืองนอก" ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้ายกเลิกออเดอร์และหันไปหาคู่ค้าในประเทศอื่นที่ปรับตัวได้เร็วกว่า
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อบังคับที่เข้มงวด กฎหมายฉบับนี้ยังเปิดช่องทางโอกาสที่อาจเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือโอกาสธุรกิจใหม่ อันเป็นเป็นปัจจัยที่สาม คือ ระบบ Cap and Trade หรือระบบสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่รัฐจะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แต่ละอุตสาหกรรม
ซึ่งกลไกนี้จะเปลี่ยนอากาศให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) กล่าวคือ ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเกินเกณฑ์จะต้องจ่ายเงินซื้อสิทธิชดเชยจากผู้อื่น ในขณะที่ธุรกิจที่บริหารจัดการได้ต่ำกว่าเกณฑ์จะสามารถนำสิทธิส่วนเหลือมาขายสร้างรายได้แก่ผู้ที่ปล่อยก๊าซเกินเกณฑ์ เปลี่ยนวิกฤตโลกร้อนให้กลายเป็นโอกาสสำหรับองค์กรที่มีความคล่องตัวสูง
การเตรียมความพร้อมทางธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ แต่สามารถเริ่มดำเนินการเชิงรุกได้ทันทีเพื่อสร้างความได้เปรียบในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยจุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ที่การสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำ เพราะการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดการมองเห็นตัวเลขที่ชัดเจน ธุรกิจจึงควรเร่งดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เมื่อมีฐานข้อมูลภายในที่แข็งแกร่งแล้ว
ลำดับถัดมาคือการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานผ่านการทบทวนสัญญาคู่ค้าอย่างละเอียด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นคู่ค้ากับบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติที่เริ่มบังคับใช้มาตรฐาน ESG อย่างเข้มข้น การขาดความพร้อมเรื่องข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นผู้จัดหาและเสียโอกาสทางการค้าในระยะยาว การเตรียมความพร้อมทางกฎหมายและปรับแผนการดำเนินงานตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการวางรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตไปพร้อมกับโลกในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างยั่งยืน
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย