4 ก.พ. เวลา 13:05 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] I'll Remember To Forget You - Tilly Birds >>> จดจำไม่ให้ถูกลืม

อัลบั้มของคนความจำดีที่พยายามจะลืม
-ข้อความที่ปรากฏในโฆษณาโปรโมทอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดแรกของสามหนุ่ม เติร์ด-บิลลี่-ไมโล ที่ดูเหมือนว่าจงใจเป็นกิมมิค Easter egg เชื่อมโยงกับเพลงดัง #จำเก่ง ที่ฟีทกับ F.HERO หรือไม่ ? แต่ที่แน่ๆมันคือสรรพคุณของอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 ที่พวกเขาพาเราดำดิ่งไปสู่ห้วงเวลาที่แสนยาวนานของคนที่เพิ่งผ่านพ้นความรักไม่สมหวังแล้วอยากจะมูฟออนเพื่อลืมใครซักคน ในเมื่อลืมไม่ได้ ก็อย่าฝืนลืม หลอกตัวเองให้หนำใจจนกว่าเวลาพลัดผ่านจนภาพจำของเขาหรือเธอคนนั้นจางหายไปเอง
-การที่วงเคยให้สัมภาษณ์ถึงฝันอันสูงสุดของพวกเขาด้วยการมี world tour เป็นของตัวเอง ย่อมทำให้อัลบั้มชุดที่ 3 นี้เป็นการ kick off ครั้งสำคัญที่ทะเยอะทะยานและน่าจับตามองว่า พวกเขาอยากจะเสนออะไรให้สากลโลกได้สดับรับฟัง พวกเขายังคงคาแรคเตอร์เจ้าพ่อเพลงผิดหวังในความรัก โดน ghosting อย่างใส่อารมณ์เหมือนที่เราได้ยินจนชินหูจากเพลงภาษาไทยของพวกเขาเนี่ยแหละครับ แค่รอบนี้เปลี่ยนรูปโฉมทางภาษาเป็นอังกฤษก็เท่านั้น
-ที่เห็นภาพได้ชัดสุดๆเลยคือเพลง Before The Sun Can Shine ที่เอาเพลง #เธอไม่ได้อยู่คนเดียว มาทำเป็นภาษาอังกฤษ ดีเทลความหมายยังคงเป็นสายซับเหมือนเดิม ให้กำลังใจผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนยาวนานไปด้วยกัน Dirty Knees เนี่ยจังหวะดุ่มๆยึกยักแบบเดียวกับเพลง #จำเก่ง เลย เพลงเปิดอัลบั้ม Dearest Tear ที่ปูทางด้วยบัลลาดร็อคเตรียมพร้อมอาบน้ำตา ซึ่งก็แอบหยอดสำเนียงรีฟกีตาร์เซิ้งแบบไทยอยู่หน่อยๆด้วย
-จะว่าไปนี่ไม่ใช่ครั้งแรกสุดที่วงได้พยายามทำเพลงภาษาอังกฤษ ย้อนไปในยุคสมัยที่พวกเขายังเป็นวงอินดี้ไม่สังกัดค่าย พวกเขาตั้งไข่ด้วยซิงเกิ้ลภาษาอังกฤษ 3 เพลงแรกเลยด้วยซ้ำ อาทิเช่น Unwated, Like a Dead Man และ Heart in a Cage แต่วงนั้นกลับเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักจากเพลงไทยเสียมากกว่า
-ในงานเล่นสด พวกเขามักจะงัดเพลงภาษาอังกฤษในยุคแรกๆมาเล่นอยู่เป็นประจำเพื่อให้ไม่ลืมว่า เจตจำนงการทำเพลงอังกฤษของพวกเขายังคงอยู่ ต่อให้พวกเขาทำเพลงภาษาไทยต่อเนื่อง แต่ไลน์ดนตรีของพวกเขาติดสำเนียงฝรั่งอยู่แล้ว การเปลี่ยนภาษาเลยทำได้สะดวกโยธิน ที่ผ่านมาก็ถือว่าสั่งสมชื่อเสียงกันไปก่อนที่จะโบยบินในโลกสากล ซึ่งพวกเขาไม่สบโอกาสอินดี้จัดเล่นท่ายากให้ซับซ้อนมากนัก ซึ่งนั่นก็ยอมแลกมากับความไม่แตกต่างในแนวทางจากสองอัลบั้มที่แล้วมากนักและเนื้อหาที่ยังวนอยู่กับลูป unlucky in love
-สิ่งที่คืบหน้าสำหรับผมแล้วไม่ใช่ความแปลกใหม่เลย แต่เป็น character development ต่างหากที่ทำให้พวกเขาเป็นได้มากกว่าคนตัดพ้อความรักอย่างสนุกปาก ไม่ได้ใส่อารมณ์เพื่อการปล่อยของอย่างพร่ำเพรื่อ บริบทสถานการณ์แบบไหนควรเร่งเร้าก็ทำได้เต็มที่ เฉกเช่น Our Happy Place เพลงยาวที่สุดในอัลบั้มที่ร่ายรำไปกับความเพ้อฝันสุด surreal ที่หลอกตัวเองให้ so real จนได้ เล่นใหญ่ใกล้เคียง cinematic ที่สุด
-Shouting Eyes ซิงเกิ้ลล่าสุดที่แอบใส่เสียงคล้ายๆกล็อกปืนในท่อนฮุก ลวดลายร็อคจัดจ้านพร้อมถมึงทึงพอๆกับ #ฉันมันเป็นใคร ที่เพิ่มเติมด้วยซินธ์ที่ปร๊ดแตกกว่าใคร แถมสามหนุ่มก็มีพาร์ทร้องและแร็ปอย่างพร้อมหน้าเป็นครั้งแรก ซิงเกิ้ลแรกสุด White Pills ที่ตอนปล่อยออกมาเริ่มแรกยังไม่มีอะไรมากนอกจากบัลลาดร็อคที่เข้มข้นตามมาตรฐาน แต่พอเอามารวมในอัลบั้มนี้กลับทำงานเร้าอารมณ์ get high เสพติดการหลีกหนีความจริงสอดรับกับท้องเรื่องที่เข้าสู่สภาวะ 5 stages of grief ได้อย่างต่อเนื่อง
-โหมดเพลงบู๊ปล่อยของไม่น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว แต่การที่ผมได้เห็นโหมดเพลงเย็นๆจากวงนี้กลับทำให้ผมรู้สึกน่าค้นหายิ่งกว่าเพลงบู๊เสียอีก ไม่รู้ว่าผมแก่ขึ้นรึเปล่านะ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความลุ่มลึกเป็นพิเศษ และพวกเขาก็มีเพลง slow/mid-tempo น่าสนใจอยู่หลายเพลงที่ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ
-เพลง Never A Waste of Time (เพลงที่เพจเรายกเป็นโนหนึ่งเพลงไทยแห่งปี 2025) first impression เลย เมโลดี้ก็สวย ท่วงทำนองก็ค่อยเป็นค่อยไป อ่อนโยนอย่างสงบเสงี่ยม ไม่ต้องหวานหยดย้อยก็โรแมนติกได้
-เพลงหักดิบเจ๋งๆแบบไม่ต้องใส่ dramatic ก็มีเพลงเหงาๆแต่อบอุ่นอย่าง Call It A Day ที่อยู่ดีๆก็ reminisce ถึงคนเก่าประหนึ่งคนอยู่บ้านคนเดียวแล้วเหงา ภาพทรงจำในอดีตที่เคยอยู่ด้วยกันทั้งชื่นมื่นและมีปากเสียงได้ flashback แว๊บมาอีกครั้ง อย่างไรเสีย อดีตก็คืออดีตที่ต้องรีบตัดจบให้ได้ในวันนี้
ผมชอบ lyrics จุดที่เค้าเปรียบเปรยถึงโมเมนต์ทะเลาะกันเหมือนขึ้นสังเวียนมวยที่ต่างคนต่างโดนน็อค กรรมการก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้อดทนอีกซักหน่อย จนสุดท้ายก็ฝืนไปต่อไม่ได้อยู่ดี จบเพลงด้วยความคลี่คลายที่ได้ปล่อยผ่านไปแล้ว
-สำหรับ Retro-39 อันนี้ผมอยากจะเล่าความแปลกส่วนตัวของผมอย่างนึง ผมเริ่มคลิกกับเพลงนี้เอาตอนที่ได้ยินเพลงนี้ถูกเปิดในห้างดังย่านสยาม ไม่ใช่ตอนฟังส่วนตัวในช่วงที่ถูกปล่อยในวันแรกๆ ประหนึ่งเพลงมันดันทำงานตอนที่เราออกไปเดินเที่ยวเล่นในห้างแหละมั้ง
ผมเลยคิดได้บางอย่างว่า เค้ากำลังเล่นความ รู้สึก nostalgia นี่หว่า ท้องเรื่องของเพลงนี้ก็ทำตัว social detox ไฝ่หาความเก่าแบบ analog ฟังเพลงผ่านเครื่องเล่นเทป เหตุผลว่าทำไมต้อง Retro-39 ฟีลของเพลงนี้ไม่ต่างจาก same old song ที่เราเคยเชยชม เหมือนแฟนเก่าที่เราเคยรับเขาเข้ามาเนี่ยแหละ ความรู้สึกเก่าๆที่ดีเลย rewind กลับมาดั่งเครื่องกรอเทป
-I’ll Remember To Forget You ทำหน้าที่เป็น Title Track ได้ดีเยี่ยม ประทับใจตั้งแต่บีทเพลงที่มาเวย์ป็อปจมๆเสนาะหูดี มาแบบเรียบๆเอคโค่ในตอนแรก แต่ก็มีช่วงปล่อยรีฟกีตาร์สร้างจุดไคล์แม็กซ์ในช่วงท้ายได้อย่างเข้มข้นพอดิบพอดี หลายสื่อไม่ค่อยพูดถึงเพลงนี้ซักเท่าไหร่ แต่สื่อเราชอบเพลงนี้สุดๆเลยครับ
-การร่วมงานกับ James Alyn และชาวคณะ Ben&Ben ก็เป็นการส่งสัญญาณสร้าง connection เรียกแขกพาแม่ยกชาวเอเชียทั้งหลายมารุมเข้าด้อมนกอีกเพียบ เพลงแรก If You Say So มาในจังหวะป็อปสดใสตามคาแรคเตอร์ของเจมส์ เล่นกับความย้อนแย้งคนที่ฝืนจะอยู่ในความสัมพันธ์ toxic แบบยังไงยังงั้น
-Heaven เพลงปิดท้ายอัลบั้มที่มาพร้อมกับประโยคทอง How did we meet in this timeline? ร่วมกับชาวคณะ Ben&Ben ที่โด่งดังสุดๆในฟิลิปปินส์ เรียกได้ว่า So Filipino สุดๆ คนฟิลิปปินส์มีความพิเศษนอกจากจะร้องเพลงเก่งแล้ว การร้องเพลงภาษาอังกฤษของพวกเขามีสำเนียงติดตากาล็อกจนเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว ท่วงทำนองก็มีความชาวเกาะซะด้วย แถม repeat hook ก็มันส์ครื้นเครงจริงเชียว
สำหรับบทสรุปของอัลบั้มนี้ด้วย Heaven พวกเขาเลือกที่จะไม่ฝืนความรู้สึกตัวเองด้วยการกลับไปอยู่คนเดียวตลอดเสมอไป แต่ก็ยังหวังจับมือใครซักคนด้วยความรู้สึกไม่กลัวอีกต่อไป
-มาตรฐานของสามหนุ่มยังไม่ดรอปลงง่ายๆ พวกเขายังคงเลือกสื่อสารเรื่องที่ตัวเองถนัดโดยที่รู้จักหาลู่ทางในการต่อยอดความฝันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดีที่ยังคงรักษาตัวตนที่คุ้นเคยจากเพลงไทยโดยที่ไม่ตามใคร แต่จะดีกว่านี้ถ้าเราได้เห็นประเด็นอื่นๆนอกจากความรักที่ไม่สมหวังดูบ้าง 🥺
-คิดในแง่ดี นี่คือจุด kick off ที่อยากให้ชาวต่างชาติได้รู้จักสิ่งที่เขาเคยเป็นในเพลงไทยมากที่สุด เอาให้คุ้นชินกับไวยกรณ์ภาษาของเขาเสียก่อน ซึ่งพวกเขาก็เริ่มมีความลุ่มลึกไว้คอยปลอบประโลมคนฟังกันยาวๆได้แล้ว
-ผมก็หวังว่า “ฉันจะจำเพื่อให้ลืมเธอ” คงจะเป็นสาสน์สั่งลาออกจาก comfort zone อัพเกรดความแปลกใหม่โดยไม่จำเป็นต้องเพลย์เซฟ ไม่ต้องกลัวว่าคนไทยไม่เก็ท เพราะ ณ จุดนี้ แฟนตัวจริงไม่ใช่แค่ยินดีที่พวกเขาเข็นอัลบั้มเต็มภาษาอังกฤษออกมาได้ แต่ยังคงเฝ้ารอวันที่พวกเขาเล่าเรื่องที่หลากหลายมากพอจนสามารถเป็นซาวนด์แทร็คในชีวิตของพวกเขาได้อย่างครอบคลุม
พวกเขาเก่งพอที่ไม่หยุดเพียงเท่านี้
Give 7.5/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา