5 ก.พ. เวลา 03:47 • ประวัติศาสตร์

ตอนที่ 272 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระรูปกรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช หลานสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ภายใต้ความสง่างามของพระบรมราชานุสาวรีย์และพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ปรากฏแก่สายตาชาวไทยในปัจจุบัน ล้วนสร้างสรรค์ขึ้นตามจินตนาการและอัตลักษณ์ทางศิลปกรรมของศิลปิน จึงมิอาจระบุได้อย่างแน่ชัดว่าพระรูปโฉมที่แท้จริงของพระองค์นั้นมีลักษณะประการใด
เมื่อมาลำดับผู้สืบเชื้อสายที่มีความใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมากที่สุด พบว่า "พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช" ทรงเป็นพระราชนัดดา (หลาน) เพียงพระองค์เดียวที่มีพระรูปถ่าย (พระฉายาลักษณ์) ซึ่งปรากฏให้เห็นพระพักตร์ชัดเจนที่สุด
พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1) กับเจ้าจอมมารดาสำลีวรรณ (พระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2343 ดังปรากฏใน "ราชสกุลวงศ์" เอาไว้ว่า
"ที่ 8 พระองค์เจ้าชายพงศ์อิศเรศ (พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช) ที่ 5 ในเจ้าจอมมารดาสำลี ประสูติเมื่อวันจันทร์ เดือน 12 แรม 2 ค่ำ ปีวอก โทศก จ.ศ. 1162 ตรงกับวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2343" (1 : 117)
เมื่อพระชันษา 9 ปี เจ้าจอมมารดาสำลีวรรณ พระมารดาต้องโทษประหารชีวิต พระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศ ถูกเลี้ยงดูโดยสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ผู้เป็นพระอัยยิกา (ย่า) ดังปรากฏใน "องค์ต้นตระกูล อิศรเสนา ณ อยุธยา" เอาไว้ว่า
"ใน พ.ศ. 2352 เจ้าจอมารดาสำลีต้องโทษ พระองค์เจ้าพงษ์อิศเรศร์เป็นกำพร้าไร้พระมารดาแต่ยังพระเยาว์เมื่อพระชันษา 9 ปี สมเด็จพระอมรินทราฯ พระอัยยิกา ทรงพระเมตตาโปรดรับไปเลี้ยงดูอยู่ใกล้ชิดพระองค์ในพระราชฐาน" (2 : 71)
ต่อมาทรงดำรงตำแหน่งเป็นเจ้านายฝ่ายหน้า และมีความสนิทสนมกับเจ้าฟ้ามงกุฏ (รัชกาลที่ 4) มาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ดังปรากฏ "จดหมายเหตุ เรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ กรุงรัตนโกสินทร ” เอาไว้ว่า
“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ ฯลฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์ว่า พระเจ้าบวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศร์ ซึ่งควรตำแหน่งเจ้าฟ้าในกรมพระราชวังบวร แลได้วิสาสะคุ้นเคยในสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย" (3 : 117)
จากข้อความข้างต้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสถาปนาให้มีพระอิสริยศเป็น "เจ้าฟ้า" แต่ทรงเลือกที่จะปฏิเสธ เนื่องด้วยพระชันษามากแล้ว ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระราชดำรัสตรัสชวนว่า ขอให้รับราชการแผ่นดินสักตำแหน่งหนึ่ง เมื่อปรากฏความดีความชอบก็จะตั้งเป็นเจ้าฟ้า พระองค์ท่านได้กราบบังคมทูลว่า "แก่แล้ว" ขอพระมหากรุณา ได้ทรงโปรดให้ฉลองพระเดชพระคุณในทางอื่นเถิด" (2 : 73)
จากนั้นในปี พ.ศ. 2405 รัชกาลที่ 4 ทรงแต่งตั้งให้เป็นพระองค์เจ้าต่างกรมฝ่ายหน้า มีศักดินา 1,1000 ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"จึงมีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระเจ้าบวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศร์ เปนพระองค์เจ้ามีกรม มีพระนามจาฤกไว้ในพระสุพรรณบัฏว่า กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช ทรงศักดินา 11000 ให้ทรงพระเจริญพระชนมายุพรรณสุขพละปฏิภาณ สิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลทุกประการ เทอญ” (3 : 177)
พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช ทรงมีพระโอรส-ธิดาทั้งสิ้น 11 พระองค์ ในนั้นจำนวน 4 พระองค์ ประสูติแต่หม่อมทับ (พลับ) ธิดาพระยาประชาชีพ (เจ้าฟ้าชายศิลา) พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"ในหม่อมทับ ธิดา ประชาชีพบริบาล ต้นตระกูล ศิลานนท์
1. หม่อมเจ้าชายสัตบุศ
2. หม่อมเจ้าชายกระจ่าง
3. หม่อมเจ้าชายจันตรี
4. หม่อมเจ้าชายเสาวรศ" (2 : 74)
ในปี พ.ศ. 2417 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช เสด็จสิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 75 ปี ทรงได้พระราชทานเพลิงพระศพที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหารในปีถัดไป ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 8 อุตราษาฒ ขึ้น 10 ค่ำ ปีจอ ฉศก จ.ศ. 1236 ตรงกับวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 พระชันษา 75 ปี พระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุผ้าขาว วัดสระเกศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2318" (1 : 117)
พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุล "อิศรเสนา" และได้รับพระราชทานนามสกุลเมื่อปี พ.ศ. 2456 ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวไปแล้วว่า
"เราขอให้นามสกุลอันเนื่องจากกรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช (พระองค์เจ้าพงษ์อิศเรศร์) นั้นว่า “อิศรเสนา” (เขียนเปนตัวอักษรโรมันว่า “Israsena”) นามสกุลนี้ให้ใช้สำหรับหม่อมหลวงที่เปนหลานหม่อมเจ้าสัตบุตร หม่อมเจ้าทองคำ หม่อมเจ้ากระจ่าง หม่อมเจ้าจันทร์ตรี หม่อมเจ้าเสาวรศและหม่อมเจ้าสาย ในพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดชสืบไป” (2 : 70)
อนึ่ง ประเทศสยามมีการนำเข้ากล้องถ่ายรูปครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2388 จึงเป็นไปได้ว่าพระรูปของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช น่าจะถูกถ่ายไว้ในระหว่างปี พ.ศ. 2388 - 2417 ดังปรากฏใน "เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย" เอาไว้ว่า
"ใน พ.ศ. 2388 ตรงกับช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว บาทหลวงลาร์โนดี (Louis François Larnaudie) นำกล้องถ่ายภาพจากฝรั่งเศสเข้ามายังสยามเป็นครั้งแรกตามดำริของบาทหลวงปัลเลอกัวซ์ (Jean-Baptiste Pallegoix)" (4 : 3)
ในฐานะพระราชนัดดาของทั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และรัชกาลที่ 1 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกษัตริย์ศรีศักดิเดช จึงทรงเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของ 2 ราชวงศ์ ภาพถ่ายของพระองค์ถือเป็นหลักฐานล้ำค่า เพราะเป็นภาพลักษณ์เดียวของทายาทที่ใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมากที่สุด ซึ่งถูกบันทึกไว้ได้ทันเมื่อเทียบกับทายาทสายตรงท่านอื่นที่สิ้นพระชนม์ไปก่อนหน้าเทคโนโลยีนี้จะเดินทางมาถึงนั้นเอง
เชิงอรรถ
(1) ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2554
(2) อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หลวงพิสูจน์พาณิชยลักษณ์ (หม่อมหลวงเพิ่มยศ อิสรเสนา). กรุงเทพฯ : อักษรไทย, 2528
(3) จดหมายเหตุ เรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ กรุงรัตนโกสินทร. พิมพ์ในงานพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้ามาลินีนพดารา ศิรินิภาพรรณวดี กรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา, 2468
(4) นักรบ มูลมานัส. เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามเบื้องหลังภาพถ่าย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2565
โฆษณา