5 ก.พ. เวลา 13:00 • ธุรกิจ

เจาะอาณาจักร ‘ไทยซัมมิท’ ใต้เงาตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ท่ามกลางกระแสข่าวเล็งขายกิจการ

  • ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจกำลังพิจารณาขายกิจการ "ไทยซัมมิท" ซึ่งถูกประเมินมูลค่าไว้สูงถึง 1.5-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินของอาณาจักรธุรกิจ
  • ธุรกิจหลักอย่าง "ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท" มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แม้รายได้ล่าสุดจะชะลอตัว แต่ยังคงมีกำไรสุทธิในระดับสูง โดยมีกำไรสะสมรอบ 10 ปีกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท
  • โครงสร้างอำนาจการบริหารเป็นแบบรวมศูนย์ โดยสมาชิกในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจควบคุมการตัดสินใจผ่านคณะกรรมการและบริษัทโฮลดิ้งอย่างเบ็ดเสร็จ
  • อาณาจักรธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชิ้นส่วนยานยนต์ แต่ยังขยายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่น ๆ ที่หลากหลาย เช่น สื่อ อสังหาริมทรัพย์ และพลังงานสะอาด เพื่อกระจายความเสี่ยง
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 22569 ท่ามกลางกระแสข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดทุนภายหลังจากสื่อต่างประเทศอย่าง Bloomberg รายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการที่ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่กำลังพิจารณาขายกิจการ “ไทยซัมมิท” ในมูลค่าสูงถึง 1.5–2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5 หมื่นล้านถึง 6.7 หมื่นล้านบาท) กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตาว่า ภาพความแข็งแกร่งของอาณาจักรนี้เป็นอย่างไร
เมื่อพิจารณาลึกลงไปในฐานะทางการเงินและโครงสร้างอำนาจการบริหาร พบว่าแกนกลางของธุรกิจที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 5 ทศวรรษ ไม่ได้มีแค่โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แต่คือเครือข่ายธุรกิจที่ซับซ้อนและมีการวางรากฐานการคุมอำนาจไว้อย่างเบ็ดเสร็จในมือสมาชิกครอบครัว
ฐานรากที่แข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่ชิ้นส่วนยานยนต์
หัวใจสำคัญของกลุ่มธุรกิจคือ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งมาตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2520 ด้วยทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาเกือบ 49 ปีที่ผ่านมา
ในงบการเงินปีล่าสุดคือปี 2567 พบการชะลอตัวของรายได้ที่ลดลงประมาณร้อยละ 12.19 มาอยู่ที่ 3,001 ล้านบาทเศษ มีกำไรสุทธิสูงถึง 1,749 ล้านบาท
แม้ตัวเลขกำไรจะปรับตัวลดลงตามรายได้ แต่เมื่อพิจารณาอัตรากำไรสุทธิเทียบกับรายได้รวม จะเห็นได้ไทยซัมมิทสาามารถบริหารจัดการต้นทุนภายในธุรกิจชิ้นส่วน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจการถูกประเมินมูลค่าไว้สูงในระดับพันล้านดอลลาร์
หากมองย้อนกลับไปในภาพรวมสถิติสะสมรอบ 10 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 จนถึง พ.ศ. 2567 รายได้รวมสะสมกว่า 54,767 ล้านบาท มีกำไรสุทธิรวมได้ถึง 22,479 ล้านบาท พร้อมทั้งมีการชำระภาษีเงินได้คืนสู่รัฐไปมากกว่า 2,861 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวม ณ ปัจจุบันอยู่ที่กว่า 19,569 ล้านบาท
ขุมทรัพย์รายใหญ่ฐานการผลิตในต่างประเทศ
โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่รัฐมิชิแกนและเคนทักกี ซึ่งทำรายได้รวมกันได้เกือบ 30,000 ล้านบาทต่อปี การขยายตัวในสหรัฐฯ เริ่มต้นจากการเข้าซื้อกิจการ “โอกิฮาร่า อเมริกา” เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน และเปลี่ยนชื่อเป็น “ไทย ซัมมิท โอกิฮาร่า” เป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนบอดี้รถยนต์ที่ทันสมัยระดับโลก
โรงงานที่เมืองฮาวเวลล์ รัฐมิชิแกน มีพื้นที่กว่า 1.2 ล้านตารางฟุต เป็นโรงงานแห่งแรกในอเมริกาเหนือที่นำระบบตรวจสอบด้วยสายตาอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต นอกจากนี้ไทยซัมมิทเคนทักกี คอร์ป (TSK) ยังได้ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ถึง 131 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายโรงงานในเมืองบาร์ดสทาวน์เพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 เพื่อป้อนชิ้นส่วนโลหะแผ่นให้กับค่ายรถยักษ์ใหญ่อย่าง ฟอร์ด เทสล่า สเตลแลนทิส และริเวียน
1
นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ข้อมูลจากกรณีศึกษาของ Plex Systems ระบุว่า ไทยซัมมิทสามารถลดการหยุดชะงักของเครื่องจักร (downtime) ได้ถึงร้อยละ 80 และเพิ่มปริมาณการผลิต (throughput) ได้สูงถึงร้อยละ 70-112
1
หลังจากเริ่มทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในปี 2560 ส่งผลให้รายได้จากสายการผลิตพุ่งขึ้นจาก 8,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง เป็น 12,000 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงต่อกะการทำงาน ทำให้นักลงทุนระดับโลก เช่น CVC Capital Partners, Warburg Pincus และ Blackstone ให้ความสนใจในดีลการซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้น
เดือนตุลาคม 2567 นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโสของกลุ่ม ได้แสดงวิสัยทัศน์ โดยเชื่อมั่นว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยยังมีเวลาปรับตัวอีกประมาณ 4-8 ปี เพื่อรับมือกับคู่แข่งจากจีนที่เข้ามาทำสงครามราคา
ไทยซัมมิทได้คว้าสัญญาผลิตชิ้นส่วนให้กับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีนเกือบทุกรายที่เข้ามาตั้งโรงงานในไทย รวมถึง BYD และ Chang’an โดยอาศัยความสัมพันธ์อันดีที่มีกับลูกค้าจีนผ่านฐานการผลิตของไทยซัมมิทในประเทศจีนเอง
แม้ว่าการแข่งขันจะทำให้อัตรากำไรต่อรุ่นลดลง แต่กลุ่มไทยซัมมิทยังคงมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจนไม่จำเป็นต้องระดมทุนผ่านการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม แผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตก็ยังคงเป็นทางเลือกที่เปิดไว้ หากบริษัทต้องการทำยุทธศาสตร์ซื้อกิจการขนาดใหญ่เพื่อผลักดันรายได้ให้แตะระดับแสนล้านบาท
โครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ
โครงสร้างการบริหารภายใต้ระบบ “ครอบครัวรวมศูนย์” โดยในส่วนของคณะกรรมการบริษัทไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด มีรายชื่อกรรมการเพียง 3 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจทั้งสิ้น
โดยมีการกำหนดอำนาจการลงนามไว้ชัดเจนโดย นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ สามารถลงนามเดี่ยวเพื่อผูกพันบริษัทได้ หรือในอีกกรณีคือการลงนามร่วมกันของบุตรสาวและบุตรชาย คือ นางสาวชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ
จึงพัฒนา โฮลดิ้ง จำกัด
เมื่อพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นของ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด จะพบว่าเกือบร้อยละร้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 99.00 ถูกถือครองโดย บริษัท จึงพัฒนา โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2556 ด้วยทุนเริ่มต้นเพียง 38 ล้านบาท
ปัจจุบันถือครองสินทรัพย์ในปี 2567 สูงถึง 2,203 ล้านบาท ถือเป็นนิติบุคคลที่รับรู้รายได้และกำไรจากพอร์ตการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2567 มีรายได้กว่า 1,055 ล้านบาท สามารถทำกำไรได้เกือบเท่ากับรายได้ที่ 1,016 ล้านบาท
โครงสร้างกรรมการของ จึงพัฒนา โฮลดิ้ง ประกอบด้วยทายาทสายตรง 5 คน มีเงื่อนไขการลงนาม โดยเปิดให้กรรมการ 2 ใน 4 คนลงนามร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังไม่ได้ถือหุ้นเพียงแค่ในธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์เท่านั้น แต่ยังขยายปีกไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่าน บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่ถือหุ้นเต็มร้อยละ 100 และธุรกิจนันทนาการอย่าง บริษัท พัฒนา สปอร์ท คลับ จำกัด อีกร้อยละ 49.00
พอร์ตการลงทุนส่วนตัวของ "สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ"
นอกเหนือจากอำนาจในบริษัทหลักแล้ว นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แม่ทัพหญิงแห่งไทยซัมมิท ยังมีพอร์ตการลงทุนส่วนตัวที่กระจายตัวอยู่ในธุรกิจที่หลากหลายถึง 57 รายการ โดยมีมูลค่าหุ้นรวมที่คำนวณจากสัดส่วนการถือหุ้นสูงถึง 1,123 ล้านบาทเศษ
รวมทั้งยังพบการเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ใน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ด้วยสัดส่วนร้อยละ 19.14 ซึ่งมีมูลค่าหุ้นตามส่วนของผู้ถือหุ้นกว่า 257 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในธุรกิจสื่อและการโฆษณา
นอกจากนี้นางสมพรยังมีสัดส่วนการถือหุ้นในธุรกิจผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนยานยนต์โลหะรายใหญ่อย่าง บริษัท โอกิฮาร่า (ประเทศไทย) จำกัด ถึงร้อยละ 25.79 รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และให้เช่าอาคาร เช่น บริษัท เอสพี ซัมมิท จำกัด และ บริษัท ไทยซัมมิท ทาวเวอร์ จำกัด
เเละยังครอบคลุมไปถึงธุรกิจที่พักอาศัยและบริการอย่าง เจ-รักคุ และ พักดีมีสุข รวมถึงการร่วมทุนในบริษัทระดับสากลอย่าง ไทยซัมมิท เมจิ ฟอร์จจิ้ง และ ไทยซัมมิท ฮาร์เนส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์เพียงอย่างเดียว
ทายาทรุ่นใหม่กับการขยายตัวธุรกิจแห่งอนาคต
นายบดินทร์ธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทายาทอีกคนของตระกูล ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยถือหุ้นรวม 31 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 355 ล้านบาท พอร์ตของนายบดินทร์ธ ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจพลังงานสะอาดและการขายไฟฟ้าผ่านบริษัทอย่าง ทีที โซล่าร์ ที เอส พาวเวอร์ เอ็นเนอจี และ กรีน ไลน์ เอ็นเนอจี ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์โลกในเรื่องของพลังงานยั่งยืน
นอกจากธุรกิจพลังงานแล้วยังมีสัดส่วนใน จึงพัฒนา โฮลดิ้ง ถึงร้อยละ 18.00 และมีส่วนร่วมในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างผ่านบริษัทต่างๆ เช่น เอสเค 42 และ วิภาแลนด์ 22 แม้บางบริษัทจะมีผลการดำเนินงานที่ยังติดลบหรืออยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น วารี แกรนด์เอสเตท หรือ พัฒนา สปอร์ท คลับ ในส่วนที่นายบดินทร์ธรถือหุ้นอยู่ร้อยละ 9.18
โฆษณา