Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AOMSAP Journey
•
ติดตาม
14 ก.พ. เวลา 23:15 • หุ้น & เศรษฐกิจ
โลกกำลังบีบให้คนที่ไม่ถือ Asset ต้อง “จน” ลงเรื่อยๆ
ทำไมการ “ขยัน” อย่างเดียวถึงไม่พอ?
สมัยรุ่นพ่อแม่เรา การเก็บเงินออมในธนาคาร อาจจะเพียงพอที่จะทำให้ชีวิตมั่นคง เพราะดอกเบี้ยทบต้นมันสู้กับราคาก๋วยเตี๋ยวได้
แต่ตัดภาพมาที่โลกยุคปัจจุบัน โลกกำลังลงโทษคนที่ถือแต่เงินสด
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?
เมื่อก่อนเงิน 100 บาทซื้อข้าวได้ 3 จาน วันนี้เหลือ 1 จานครึ่ง ในขณะที่ตัวเลขในบัญชีเราเท่าเดิม แต่ "อำนาจ" ของมันลดลงเรื่อยๆ
เราทำงานแทบตาย แต่ราคาคอนโด ที่ดิน ราคาหุ้น หรือราคาทองคำ มันพุ่งไปไกลจนเราเริ่มรู้สึกเอื้อมไม่ถึง ทั้งๆที่เมื่อก่อนเราซื้อมันได้
เหมือนราคาสินทรัพย์วิ่งหนีเงินเดือนของเรา?
ลองคิดง่ายๆ ถ้าคอนโดราคา 2 ล้านบาท ราคาขึ้นแค่ 5% ในปีเดียว เท่ากับมันแพงขึ้น 100,000 บาท ถามว่าปีนั้นเราจะเก็บเงินเพิ่มจากเงินเดือนได้ถึงแสนมั้ย?
คำตอบ คือ ไม่... ไม่ใช่ทุกคนที่ทำแบบนั้นได้ และที่ทำได้ก็เพียงแค่หยิบมือเท่านั้น
มันเป็นความรู้สึกที่น่าเจ็บปวดที่เราขยันทำงานแทบตาย แต่กลับรู้สึก "จนลง" และทำได้แค่ใช้ชีวิตให้รอดบนโลกนี้ไปวันๆ
แล้วเราจะรอดจากเกมชีวิตนี้ได้ยังไง?
เหตุผลที่ราคาสินทรัพย์วิ่งหนีเงินเดือน นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือกลไกที่ถูกเซตไว้ โดยระบบการเงินที่โลกเราใช้งานอยู่ ณ ปัจจุบัน
สมันก่อนย้อนไปนานหลายสิบปีหรือหลายร้อยปี โลกเราใช้วิธีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันด้วยสิ่งของที่ต่างฝ่ายต่างพอใจที่จะแลกเปลี่ยน เช่น ข้าวแลกเนื้อสัตว์ น้ำดื่มแลกเสื้อผ้านุ่งห่ม รวมถึงใช้ทองคำแลกเปลี่ยนสิ่งของ
ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาทุกอย่างมันก็มี "คุณค่าหรือมูลค่าที่แท้จริง" ในตัวมัน
แต่ในยุคปัจจุบันเราใช้สิ่งที่เรียกว่า เงิน ธนบัตร หรือเหรียญ แทนการแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งของเหมือนอย่างในอดีต
ประเด็นมันคือไม่ว่า เงิน ธนบัตร หรือเหรียญ ก็เป็นสิ่งที่คนเราสร้างขึ้นมาเพื่อให้ง่ายต่อการแลกเปลี่ยน
แล้วคุณค่าหรือมูลค่าที่แท้จริงของมันมาจากอะไร?
บางสกุลเงินใช้เศรษฐกิจประเทศเป็นตัวค้ำมูลค่า บางสกุลเงินใช้ทองคำค้ำ หรือแม้แต่บางสกุลเงินใช้กองทัพทหารมาค้ำมูลค่า
ไม่ว่าจะค้ำมูลค่าด้วยอะไร แต่แก่นแท้จริงที่ค้ำมูลค่าสกุลเงิน ก็คือ "ความเชื่อมั่น" เชื่อมั่นว่าธนบัตรนี้มีมูลค่า สกุลเงินนี้ใครๆก็ต้องการ เชื่อมั่นว่าสกุลเงินนี้มันจะไม่ล่มสลายหายไป
แต่คำว่า “ความเชื่อมั่น” นี่แหละ คือช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้เงินในกระเป๋าเราอ่อนแอลงทุกวัน
มันคงเหมือนฝันร้ายใช่มั้ย? ถ้าความเชื่อมั่นนั้นเพิ่มปริมาณได้ตลอดเวลา...
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราอยู่ในหมู่บ้านหนึ่งที่มี "บัตรแลกของ" อยู่แค่ 100 ใบ ทุกคนขยันทำงานเพื่อสะสมบัตรนี้ไว้แลกข้าวแลกปลา บัตรหนึ่งใบจึงมีค่ามาก เพราะมันหายากและมีจำกัด
แต่จู่ๆ คืนหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านแอบไปใช้เครื่องถ่ายเอกสาร ปั๊ม "บัตรแลกของ" เพิ่มขึ้นมาอีก 1,000 ใบ แล้วเอาไปแจกจ่ายให้พรรคพวก หรือเอาไปใช้จ่ายในสิ่งที่เขาอยากได้ โดยที่ข้าวปลาอาหารในหมู่บ้านยังมีเท่าเดิม
ผลคือ บัตรที่อยู่ในมือคุณที่อุตส่าห์หลังขดหลังแข็งแลกมา มันก็กลายเป็นแค่กระดาษที่มีเกลื่อนกลาด มูลค่าของมันจึงลดฮวบลงทันที เพราะใครๆ ก็มีมันเต็มไปหมด แต่ของกินของใช้กลับแย่งกันซื้อด้วยราคาที่สูงขึ้น
ทำนองเดียวกัน เมื่อสกุลเงินใดๆ สามารถเพิ่มปริมาณได้ตลอดเวลา มูลค่าของมันก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา
ปัจจุบันโลกนี้มีสกุลเงิน "ดอลล่าร์สหรัฐ" เป็นศูนย์กลางการเงิน เพราะเป็นสกุลเงินที่เชื่อกันว่าแข็งแรงที่สุดในตอนนี้ ใช้ซื้อขายน้ำมัน ใช้ค้าขายระหว่างประเทศ ใช้เป็นทุนสำรองของธนาคารกลางหลายประเทศ
พูดง่ายๆ คือ โลกทั้งใบ “ถือดอลลาร์สหรัฐ” เป็นแกนกลางของระบบ
แต่ปัญหาคือ… ดอลลาร์สหรัฐ มันไม่ได้มีเพดานหรือจำนวนจำกัด
●
US M2 Money Supply
fred.stlouisfed.org
ดอลลาร์สหรัฐมันถูกสร้างเพิ่มได้ยังไง?
ถ้าเราดูกราฟปริมาณเงิน M2 ของสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่าเส้นมันพุ่งขึ้นเรื่อยๆ แบบแทบไม่เคยถอยเลย
พวกเขามีขั้นตอนการเพิ่มปริมาณเงินตามภาพ (วิธีที่นิยมที่สุดของสหรัฐฯ)
เริ่มต้น... ธนาคารกลางจะสร้างตัวเลขเงินใหม่ในระบบ โดยอาศัยความเชื่อมั่นของประเทศเป็นตัวค้ำประกันมูลค่า
>>> รัฐบาลจะออกพันธบัตรรัฐบาลชุดใหม่
>>> ธนาคารกลางนำเงินใหม่ในระบบนั้นไปช่วยซื้อพันธบัตรของรัฐบาล
>>> รัฐบาลจะนำเงินไปใช้จ่าย และดำเนินนโยบายภาครัฐ
fred.stlouisfed.org
จะใช้เพื่อดำเนินนโยบายประชานิยมก็ดี กู้เงินเพื่อใช้แก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจก็ดี หรือค่าใช้จ่ายตอนสงครามในอดีต รวมถึงโรคระบาดก็ดี
ไม่ว่าจะอ้างด้วยเหตุผลอะไร มันทำให้ปริมาณเงินในระบบของพวกเขาเพิ่มขึ้น
ซึ่งกลไกนี้ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นที่สหรัฐฯ แต่เกิดขึ้นทั่วโลก...
เมื่อปริมาณเงินถูก "เสก" เพิ่มขึ้นมามหาศาล คำถามสำคัญคือ เงินเหล่านั้นไหลไปที่ไหน?
มันไม่ได้ไหลไปหาพี่น้องเกษตรกร พนักงานออฟฟิศ หรือคนกวาดถนนเป็นกลุ่มแรก
แต่มันไหลเข้าสู่ "ระบบสินทรัพย์" (Assets) ก่อนเสมอ เพราะเมื่อเงินล้นระบบ ธนาคารและนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้าถึงเงินเหล่านี้ได้ก่อนใคร ตามหลักทุนนิยม
พวกเขาจะรีบเปลี่ยน "ตัวเลขที่เพิ่งพิมพ์มา" ให้กลายเป็น "ของที่มีจำกัดหรือมีมูลค่าที่แท้จริง"
นี่เป็นเกมที่ "คนรวย" ได้แต้มต่อเสมอ หรือที่เรียกกันว่า The Cantillon Effect
ในขณะที่คนทั่วไปต้องรอให้เงินไหลมาถึงมือในรูปแบบเงินเดือน ซึ่งใช้เวลานานและเพิ่มขึ้นยาก
แต่ราคาสินทรัพย์อย่างทองคำ หุ้น หรืออื่นๆ มันกลับ "ตอบสนอง" ต่อเงินใหม่ที่ถูกพิมพ์ออกมาแทบจะทันที
●
Gold USD/oz
goldprice.org
officialdata.org
หากเรานำเงิน 100$ ไปลงทุนในดัชนี S&P 500 ตั้งแต่ปี 1957 ในวันนี้เงินนั้นจะเพิ่มขึ้นมามหาศาล
และเมื่อเรามองย้อนกลับไปที่ภาพรวมทั้งหมด เราจะเห็นภาพที่น่าตกใจว่า "ในขณะที่เงินสดอ่อนแอลง สินทรัพย์กลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"
โจรเงียบหรือเงินเฟ้อมันเปรียบเหมือนกับ "ภาษีที่มองไม่เห็น"
รัฐบาลอาจจะไม่ต้องประกาศขึ้นภาษีให้คนด่า แต่การที่ธนาคารกลางสร้างตัวเลข แล้วซื้อพันธบัตรของรัฐบาลและอัดฉีดเงินใหม่เข้าระบบ มันก็คือการดึงมูลค่าจากเงินในกระเป๋าของเราแล้ว
"ความขยัน" ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ไม่ได้บอกว่าความขยันไม่สำคัญ
แต่ในยุคนี้ "ขยันผิดที่... 10 ปีก็ไม่รวย" เป็นประโยคที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด
เพราะระบบการเงินกำลังบีบให้เราต้องเลือกระหว่าง เป็นผู้ทำงานแลกเงิน (Labor) แล้วเฝ้ามองดูอำนาจซื้อของตัวเองถูก "โจรเงียบ" ขโมยไปทุกปี
หรือจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ (Asset Owner) แล้วเริ่มเปลี่ยนแรงกายให้กลายเป็น "ต้นไม้ที่โตได้เอง" ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีจำนวนจำกัดอย่าง Bitcoin ก็ตาม
ดังนั้นถ้าเรายังอยากมีชีวิตที่มากกว่าแค่ "ใช้ไปวันๆ" เราต้องเริ่มแบ่งส่วนหนึ่งของหยาดเหงื่อแรงกาย ไปวางไว้ในสิ่งที่ระบบไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ตามใจชอบ
เพื่อให้มูลค่าของชีวิตเราเติบโตไปพร้อมกับโลก แทนที่จะถูกโลกบีบให้จนลงเรื่อยๆ นั่นเอง
เศรษฐกิจ
การลงทุน
ข่าวรอบโลก
1 บันทึก
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
INVESTING NEWS AND ECONOMY SERIES by AOMSAP Journey
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย